โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมผู้หญิงไทยป่วยมะเร็งปอดมากขึ้น PM 2.5 มีส่วนจริงไหม ป้องกันอย่างไรดี

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 05 มิ.ย. 2568 เวลา 11.48 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 11.48 น.
ภาพไฮไลต์

ตั้งแต่ที่ เอ๋ พรทิพย์ ดาราสาวชื่อดัง เผยว่าตนเองป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดระยะที่ 1 โดยแพทย์ของเธอให้ความเห็นว่ามลภาวะจาก PM 2.5 มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนี้ โดยเฉพาะกับผู้หญิงเอเชีย จึงทำให้เกิดการตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น

ทำไมผู้หญิงไทยเป็นโรคมะเร็งปอดมากขึ้น

แพทย์หญิงจอมธนา ศิริไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เผยกับไลฟ์สไตล์ไทยรัฐออนไลน์ว่า เป็นเรื่องจริงที่ปัจจุบันเราพบผู้หญิงไทยป่วยมะเร็งปอดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มที่คล้ายกับในหลายประเทศเอเชีย

“กลุ่มนี้มักตรวจพบว่าเป็น “มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (non-small cell)” ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัจจัยแวดล้อมและพันธุกรรม มากกว่าการสูบบุหรี่โดยตรง อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยมะเร็งปอดในอดีตจะอยู่ที่ 60 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันเริ่มพบในช่วงอายุ 40–50 ปีมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงเมืองใหญ่ที่ต้องเผชิญกับมลภาวะเป็นระยะเวลานาน”

แพทย์หญิงจอมธนา ศิริไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

สาเหตุมะเร็งปอดส่วนใหญ่มาจากอะไร

สาเหตุหลักของมะเร็งปอดยังคงเป็นการสูบบุหรี่หรือการได้รับควันบุหรี่มือสอง แต่ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลย โดยเฉพาะผู้หญิงพบว่าสาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับสารพิษในอากาศ เช่น

  • PM 2.5
  • ควันจากการประกอบอาหารในพื้นที่ปิด
  • ควันธูปในบ้าน

“นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยทางพันธุกรรมที่สำคัญ เช่น การกลายพันธุ์ของยีน EGFR ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วยชาวเอเชีย สิ่งเหล่านี้ทำให้แม้ไม่มีประวัติสูบบุหรี่ ก็ยังมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดได้ โดยเฉพาะถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษสูงเป็นเวลานาน”

วิธีป้องกันตัวเองจาก PM 2.5

เนื่องจาก PM 2.5 เป็นอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ถุงลมปอด และสร้างความเสียหายระดับเซลล์ได้ในระยะยาว วิธีลดความเสี่ยงคือ

  • ตรวจเช็กค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้าน
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง
  • สวมหน้ากากอนามัย N95 หรือ KN95 ซึ่งสามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ใช้เครื่องฟอกอากาศในบ้าน โดยเฉพาะในห้องนอนหรือพื้นที่ที่ใช้เวลานาน
  • ปิดหน้าต่าง-ประตูในช่วงที่มีค่าฝุ่นสูง เพื่อป้องกันฝุ่นเล็ดลอดเข้ามาภายใน
ภาพจาก iStock

แม้ไม่สามารถหลีกเลี่ยง PM 2.5 ได้ทั้งหมด แต่การป้องกันแบบเชิงรุกเหล่านี้สามารถลดความเสี่ยงของโรคทางเดินหายใจ รวมถึงมะเร็งปอดได้ในระยะยาว

อาการมะเร็งปอดระยะแรก มีสัญญาณเตือนอย่างไร

มะเร็งปอดในระยะแรกมักไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามแล้ว แต่อาการเบื้องต้นที่ควรสังเกต ได้แก่

  • ไอเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ไอมีเลือดปน แม้เพียงเล็กน้อย
  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติ หรือแน่นหน้าอก
  • เสียงเปลี่ยน แหบ โดยไม่มีสาเหตุจากหวัด
  • น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจหรือไม่มีสาเหตุชัดเจน

หากมีอาการเหล่านี้ ต่อเนื่องนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เพราะการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญในการเพิ่มโอกาสหายขาดจากโรคนี้

มะเร็งปอดในระยะแรกรักษาได้ไหม

มะเร็งปอดระยะแรกมีโอกาสหายขาดได้ค่อนข้างสูง หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม โดยการรักษาหลักคือ การผ่าตัดนำก้อนมะเร็งออก ซึ่งในปัจจุบันสามารถทำได้ด้วยเทคนิคส่องกล้อง (VATS) ที่มีแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว ในบางกรณีอาจพิจารณาร่วมกับการให้เคมีบำบัดหรือฉายรังสีเพื่อป้องกันการกลับมาใหม่ของโรค

หากผู้ป่วยมีข้อจำกัดในการผ่าตัด เช่น อายุมากหรือมีโรคประจำตัวรุนแรง ปัจจุบันก็มีทางเลือกการฉายรังสีแบบเฉพาะจุดความแม่นยำสูง (SBRT) ที่ได้ผลดีในบางกรณี

ดังนั้นยิ่งตรวจพบเร็ว โอกาสรักษาหายขาดยิ่งสูง และผลข้างเคียงจากการรักษาก็น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ

ภาพจาก iStock

ส่วนยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) คือยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะต่อเซลล์มะเร็งที่มีการกลายพันธุ์ของยีนบางชนิด ต่างจากยาเคมีบำบัดทั่วไป ยากลุ่มนี้มีความแม่นยำสูง ทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง ลดผลข้างเคียงต่ออวัยวะปกติ ยามุ่งเป้าใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยที่ตรวจพบยีนกลายพันธุ์ เช่น EGFR, ALK, ROS1 ซึ่งพบได้ราว 40–50% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ไม่สูบบุหรี่ในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกรายจะสามารถใช้ยาเหล่านี้ได้ การจะทราบว่าสามารถใช้ได้หรือไม่ จำเป็นต้องมีการตรวจทางพยาธิวิทยาและการตรวจยีนที่แม่นยำก่อนเริ่มการรักษา หากตรวจพบยีนเป้าหมาย ยามุ่งเป้าสามารถเป็นตัวเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง เพราะควบคุมโรคได้นาน และใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้มากกว่าการรักษาแบบเดิม

“มะเร็งปอดไม่ใช่โรคของผู้สูงอายุหรือคนสูบบุหรี่อีกต่อไป แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในยุคที่คุณภาพอากาศมีผลต่อสุขภาพมากขึ้น “การตรวจพบเร็ว รักษาได้เร็ว” คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้โอกาสหายขาดสูงขึ้น หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย และอย่าละเลยการตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เพื่ออนาคตที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน” แพทย์หญิงจอมธนา กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทำไมผู้หญิงไทยป่วยมะเร็งปอดมากขึ้น PM 2.5 มีส่วนจริงไหม ป้องกันอย่างไรดี

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...