โอกาสเติบโตเศรษฐกิจไทย กับธุรกิจบริการดาวรุ่ง
คอลัมน์ : ร่วมด้วยช่วยคิด ผู้เขียน : นภสร ประสงค์ศักดิ์ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย
ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากหลายด้าน ทั้งสงครามทางการค้า การเข้ามาแข่งขันของสินค้าที่ราคาถูกกว่าจากต่างประเทศ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวเริ่มชะลอตัวและอาจเป็นแรงส่งได้ไม่มากเท่ากับช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา บทความนี้จึงขอชวนผู้อ่านร่วมสำรวจธุรกิจบริการที่มีศักยภาพในการเติบโตและอาจกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่แน่นอน
ธุรกิจสุขภาพไทยมาแรง-โอกาสเติบโตสูง แม้ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
หนึ่งในธุรกิจที่ไม่ควรมองข้ามคือ “บริการด้านสุขภาพ” ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสูง ทั้งในด้านบุคลากรที่เชี่ยวชาญและคุณภาพบริการที่ได้รับการยอมรับเป็นอันดับที่ 5 ของโลก
โดยมีแรงหนุนจากหลายปัจจัย ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงวัย กระแสรักสุขภาพและดูแลตัวเอง ที่ทำให้ธุรกิจสุขภาพในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2024 หมวดสุขภาพมีการขยายตัวของ GDP ถึง 5.8% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของการเติบโตช่วงปกติ (ปี 2010-2019) ที่ 4.4%
โดยเฉพาะในภาคเอกชน ซึ่งครอบคลุมบริการหลากหลาย เช่น โรงพยาบาล คลินิกทั่วไป คลินิกความงาม คลินิกทันตกรรม สปา นวดเพื่อสุขภาพและบริการดูแลผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม แม้ภาคเอกชนจะมีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่ยังมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 30 ของ GDP ด้านสุขภาพ (คิดเป็นร้อยละ 0.8 ของ GDP) ขณะที่สัดส่วนอีกร้อยละ 70 มาจากภาครัฐ (คิดเป็นร้อยละ 1.9 ของ GDP) เช่น การรักษาในระบบบัตรทอง สิทธิข้าราชการและประกันสังคม ซึ่งโดยทั่วไปมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจต่ำกว่า
ดังนั้น GDP หมวดสุขภาพโดยรวมจึงไม่ได้เติบโตอย่างชัดเจน แม้บริการสุขภาพภาคเอกชนขยายตัวดี นอกจากนี้ ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ค่อนข้างแพงและการขาดการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าต่างชาติตั้งแต่เข้าประเทศ ยังเป็นอุปสรรคสำคัญของธุรกิจบริการสุขภาพภาคเอกชน
แนวทางที่ผู้เขียนคิดว่า น่าจะช่วยปลดล็อกธุรกิจสุขภาพไทยให้โตมากขึ้นและกระจายมูลค่าเพิ่มไปยังธุรกิจอื่น ๆ คือ 1) เพิ่มการประชาสัมพันธ์ โดยเร่งสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริการสุขภาพไทย พร้อมทั้งเพิ่มการรับรู้และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางหลากหลาย เช่น สื่อโซเชียลมีเดียและกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อขยายฐานลูกค้าและเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในและนอกประเทศ
2) การให้บริการแบบครบวงจร หรือ One Stop Service ตั้งแต่ทัวร์เอเยนซี่ การขนส่งผู้โดยสาร สถานพยาบาลและจนไปถึงโรงแรมหรือบริการต่าง ๆ ในช่วงพักฟื้น หรือสำหรับผู้ติดตามที่ไม่ได้มาใช้บริการสุขภาพ
และ 3) พัฒนาคุณภาพเครื่องมือทางการแพทย์ของไทยให้มีมาตรฐานระดับสากล ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมไทยและลดการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ โดยอาจเริ่มจากโครงการที่มีอยู่แล้ว เช่น โครงการบัญชีนวัตกรรมไทย ที่ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของสินค้าไทย ซึ่งหากสินค้ามีมาตรฐานและมีการใช้งานอย่างแพร่หลายจะช่วยทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ซึ่งนำไปสู่การลดต้นทุนของธุรกิจสุขภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
ธุรกิจดิจิทัลไทยโตต่อเนื่อง-สตาร์ตอัพท้องถิ่นได้เปรียบจากความเข้าใจตลาดในประเทศ
อีกหนึ่งบริการที่เติบโตตามกระแสโลกคือ “บริการที่เกี่ยวเนื่องกับดิจิทัล” ซึ่งมีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วน GDP หมวด Digital ICT เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.4 ในปี 2010 เป็น ร้อยละ 0.9 ในปี 2023 ครอบคลุมบริการอย่างการออกแบบกราฟิก พัฒนาซอฟต์แวร์ ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและศูนย์จัดเก็บข้อมูล (Data Center)
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจเหล่านี้ในไทยยังไม่ชัดเจน เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าเทคโนโลยีสูง เช่น ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ระบบ AI และบริการคลาวด์ อีกทั้งยังต้องแข่งขันกับผู้ให้บริการต่างชาติที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าและต้นทุนต่ำกว่า เช่น ChatGPT และแพลตฟอร์ม AI ระดับโลกอื่น ๆ
ข้อมูลจากดุลบัญชีเดินสะพัดยังชี้ว่า ไทยเป็นผู้นำเข้าสุทธิในหมวดบริการ ICT และคอมพิวเตอร์ ขณะที่รายงาน IMD ปี 2023 ระบุว่า ไทยอยู่อันดับ 15 ด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่อยู่เพียงอันดับ 41 จาก 64 ประเทศในด้านความรู้ สะท้อนว่า ไทยยังเน้นการใช้งานมากกว่าการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง
ดังนั้น แนวทางที่ผู้เขียนคิดว่า จะมีส่วนช่วยสำหรับการพัฒนาบริการที่เกี่ยวเนื่องกับดิจิทัลในประเทศไทย คือ 1) การเน้นตลาดภายในประเทศ โดยรายงาน Digital Progress and Trends ของ World Bank ปี 2023 ระบุว่า บริษัทสตาร์ตอัพในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางมักมีข้อได้เปรียบในฐานะ “เจ้าบ้าน” ที่สามารถบุกเบิกตลาดก่อนบริษัทระดับโลก ด้วยความเข้าใจบริบทท้องถิ่น เช่น ภาษา วัฒนธรรมและพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งช่วยให้พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการได้ตรงความต้องการ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความน่าสนใจและวางรากฐานธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง โดยตัวอย่างของความสำเร็จในแนวทางนี้ เช่น แอปพลิเคชั่น ViaBus ที่ใช้ติดตามรถเมล์ไทย หรือแพลตฟอร์ม PINTO สำหรับซื้อและอ่าน e-Book ไทย
และ 2) การเพิ่มทักษะและกำลังแรงงาน โดยข้อมูลของ Global Innovation Index (GII) ระบุว่า ไทยอยู่ในอันดับที่ 41 ในด้านบุคลากร งานวิจัยและผลผลิตที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาทุนมนุษย์ด้านนวัตกรรมของไทย นอกจากนี้ ตัวชี้วัดด้าน Online Creativity ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 70 จาก 133 ประเทศ ก็สะท้อนว่า ไทยยังมีนักพัฒนาดิจิทัลไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรมและการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีในระยะยาว
โดยสรุป แม้บริการสุขภาพและบริการดิจิทัลจะเติบโตได้ดีในช่วงที่ผ่านมาและมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต แต่ขนาดของธุรกิจกลุ่มนี้ยังค่อนข้างเล็กและสร้างแรงส่งต่อไปยังธุรกิจอื่น ๆ ได้ค่อนข้างจำกัด ทำไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโดยรวมได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น การปรับตัวของผู้ประกอบการควบคู่ไปกับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น การลดต้นทุนการนำเข้า การส่งเสริมนวัตกรรมและการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในบริบทของไทย จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยกระดับขีดความสามารถของบริการสุขภาพและบริการดิจิทัลให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาวได้ค่ะ
บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โอกาสเติบโตเศรษฐกิจไทย กับธุรกิจบริการดาวรุ่ง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net