โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เยี่ยมบ้านของ นพเดช กรรณสูต ผู้บริหาร บี.กริม ที่ดำเนินงานและชีวิตครอบครัวด้วยหลักธรรม

Hello Magazine Thailand

อัพเดต 15 พ.ค. 2568 เวลา 10.55 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. 2568 เวลา 09.23 น. • HELLO! Magazine Thailand

“ความฝันหนึ่งของนักการเงินอย่างผมคือการได้มีโอกาสทำหน้าที่นำพาบริษัทดีๆ อย่าง บี.กริมเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” คุณโจ้-นพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำหรับธุรกิจในประเทศไทยและโซลูชั่น บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เล่าความฝันนี้ให้ฟังในวันที่ทีมงาน HELLO! ได้ไปเยือนบ้านย่านศูนย์วิจัย ซึ่งเป็นบ้านที่ครอบครัวของเขาพำนักในอาณาบริเวณเดียวกันกับบ้านของคุณพ่อคุณแม่ ระหว่างบ้านหลังใหม่ยังรอการตกแต่ง

“บ้านหลังนี้เป็นครอบครัวใหญ่ คุณพ่อคุณแม่ผมมีลูก 4 คน ก็ 4 ครอบครัว ตอนนี้มีหลาน 7 คน รวมญาติกันทีก็สนุกสนาน” คุณโจ้เล่าถึงความอบอุ่นของครอบครัวที่ผูกพันกันแนบแน่น

หากบ้านหลังนี้คือบ้านที่เติมเต็มความหมายของคำว่า ‘ครอบครัว’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ บ้านหลังใหญ่อีกหลังของเขาอย่าง ‘บี.กริม’ ก็เป็นบ้านที่เติมเต็มความหมายของชีวิตด้านการทำงาน ที่พาให้เขาบรรลุถึงหมุดหมายที่ตั้งเอาไว้ ด้วยค่านิยมและปรัชญาการดำเนินธุรกิจของบี.กริมนั้น สอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกับหลักยึดของคุณโจ้และครอบครัว ที่ใช้หลักธรรมนำการดำเนินชีวิตและการทำงาน นั่นก็คือ ความโอบอ้อมอารี

12 ปี คือจำนวนปีที่คุณโจ้ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของ บี.กริม กับการร่วมพัฒนาองค์กรและธุรกิจพลังงานซึ่งมุ่งการสร้างพลังงานไฟฟ้าในหลากหลายรูปแบบที่มีคุณภาพและมีความยั่งยืนให้กับประเทศไทยและสังคมโลกด้วยวิสัยทัศน์ การสร้างพลังงานให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี (To Empowering The World Compassionately) โดยปัจจุบันมีจำนวนโรงไฟฟ้ากว่า 60 แห่งใน 15 ประเทศ และมีแผนขยายเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วยเป้าหมาย 10,000 เมกะวัตต์ในปี พ.ศ. 2573 และ Net Zero Emission ในปี พ.ศ. 2593

ความโชคดีของผมคือการได้มาอยู่ในบริษัทที่มีหลักธรรมาภิบาลที่ดี มีชื่อเสียงที่ดีมาโดยตลอด ทำให้รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

นักการเงินในครอบครัวสายพลังงาน

ช่วงหัวค่ำของวันทำงาน คุณโจ้ยังติดพันกับการประชุมออนไลน์อีกเล็กน้อย แม้จะเพิ่งปลีกตัวออกจากที่ทำงานเพื่อมารอทีม HELLO! ตามนัดหมาย เรียกได้ว่าเป็นภารกิจรูทีนเป็นประจำที่เขาจะต้องนั่งรถไปส่งลูกสาวและลูกชาย (น้องจ๊ะจ๋า-นพมณี และน้องภูมิใจ-ณพวีร์) ที่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี ริเวอร์ไซด์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกับคุณปู (ปูรณี กรรณสูต-ภรรยา) ก่อนจะเข้าออฟฟิศที่กรุงเทพกรีฑา กิจวัตรของคุณโจ้บอกกับเราอย่างไม่ต้องมีคำถาม ว่าเขาให้ความสำคัญกับครอบครัวและการงานไม่น้อยไปกว่ากัน

“เข้าออฟฟิศทุกวัน ประชุมทุกที่ เราร่วมทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจหลายราย ร่วมกันพัฒนาและบริหารโรงไฟฟ้าที่เมืองไทยหลายปีแล้ว ทำให้ต้องประชุมอยู่เป็นประจำ มีทั้งโรงไฟฟ้าเพื่ออุตสาหกรรมโดยใช้ก๊าซธรรมชาติ และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ” คุณโจ้เล่าผ่านน้ำเสียงทุ้มนุ่มพร้อมรอยยิ้ม และเริ่มบทสนทนาอย่างตั้งใจหลังพักสายจากการประชุม

“ก่อนหน้านี้ผมอยู่ภาคการเงินมาตลอด แต่จริงๆ พื้นฐานผมมาจากครอบครัวสายพลังงาน คุณพ่อผม (ไกรสีห์ กรรณสูต) เป็นอดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ช่วงปิดเทอมคุณพ่อจะชวนผมไปดูเขื่อน ไปดูโรงไฟฟ้า ดูกระบวนการผลิตไฟฟ้า ก็ซึมซับมาโดยปริยาย แต่ตัวเองไม่ได้ปรารถนาที่จะเรียนสายวิศวกร เพราะชอบด้านการทูต การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่า ก็เป็นที่มาให้มีความตั้งใจไปศึกษาต่อต่างประเทศ

การทูตและการสร้างความสัมพันธ์ เป็นความสนใจที่คุณโจ้ได้เห็นและซึมซับมาจากคุณย่า (ประภากร กรรณสูต) และคุณอา (ทินกร กรรณสูต) ซึ่งเป็นนักการทูตด้วยกันทั้งคู่ “พอจบมอสี่ที่โรงเรียนจิตรลดา ผมก็ตัดสินใจไปเรียนต่อไฮสคูลที่อเมริกา เพราะสนใจด้านการทูตและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การไปศึกษาหาความรู้จากคนหลายๆ เชื้อชาติ ทำให้เราเห็นโลกทัศน์ที่กว้าง ได้เห็นความคิดอ่านของคนที่มาจากหลายขนบธรรมเนียมประเพณี สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ไม่ใช่แค่ในตำรา แต่ให้ประสบการณ์ชีวิตด้วย ผมจึงเรียนที่นั่นตั้งแต่มอสี่จนจบปริญญาโท”

เมื่อเรียนจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ คุณโจ้เรียนต่อสาขาเดิมในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ระหว่างเรียนก็ทำงานเป็นผู้ช่วยอาจารย์ทำวิจัยไปด้วย ได้รับทุนการศึกษาและหาประสบการณ์ไปในตัว

“ไม่ได้ถึงกับเรียนเก่งมากครับ อาศัยครูพักลักจำ” เขาเอ่ยแบบถ่อมตัว “ช่วงนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของประเทศไทยคือวิกฤติต้มยำกุ้ง ค่าเงินบาทจาก 25 บาทขึ้นไปเป็น 55 บาท ผมเป็นลูกคนโต และน้องๆ ก็กำลังเรียนต่างประเทศด้วย ผมเลยอยากช่วยเหลือทางบ้านเพื่อลดภาระค่าเทอม ซึ่งการได้ไปช่วยอาจารย์เรื่องการเรียนการสอนก็เป็นการศึกษาหาความรู้ไปด้วย และพยายามย่นระยะเวลาในการเรียนเพื่อลดค่าใช้จ่าย ปริญญาตรีจาก 4 ปีก็จบภายใน 3 ปีครึ่ง ส่วนปริญญาโทก็เรียนจบภายใน 1 ปีกว่า

“เมื่อเรียนจบกลับมายังเป็นช่วงต้มยำกุ้งซึ่งยากลำบากในการหางาน แต่การที่เราได้สร้างความสัมพันธ์กับคนต่างๆ ทำให้เราได้รับคำแนะนำและความปรารถนาดีมาตั้งแต่สมัยเรียน พอจะทำงานก็มีพี่ที่รู้จักแนะนำให้เริ่มฝึกงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เลยได้ลองไปทำงานเป็นเศรษฐกรอยู่ในระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็รู้ตัวเองว่าเราไม่ได้มาสายราชการในแนววิชาการจนเกินไป ถนัดในสายธุรกิจมากกว่า เลยย้ายไปทำงานด้านการสนับสนุนสินเชื่อ สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจ ที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IFCT) กว่า 2 ปี ทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องการเงิน การธนาคาร และเรื่องพลังงาน เพราะยุคนั้นเป็นยุคที่เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาพลังงานของประเทศไทย หนึ่งในนั้นคือ บี.กริม”

จากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณโจ้เริ่มเข้าสู่สายพลังงานด้วยการเป็นนักบริหารเงินและการเงินโครงการ (Treasury Management and Project Finance) ที่บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO “ผมได้รู้จักสินเชื่อด้านการเงินของภาคพลังงานจากที่นี่ แต่ก็มีความรู้สึกว่าอยากจะเรียนรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้มากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาทักษะในการสร้างความสัมพันธ์ ด้วยเป้าหมายคือการเป็นซีเอฟโอ (Chief Financial Officer-ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน) ที่จะนำพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งการจะเป็นซีเอฟโอ คุณต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเงิน และมีสายสัมพันธ์กับภาคส่วนต่างๆ ที่แข็งแรง คือต้องเก่งทั้งเรื่องงานและเรื่องคน

“จากนั้นก็ได้รับโอกาสจากผู้บริหารธนาคารกสิกรไทย ให้เข้ามาทำงานในตำแหน่งผู้บริหารความสัมพันธ์สหบรรษัทธนกิจ (Multi-Corporate Business Department) ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้านความสัมพันธ์และการเงิน ในอดีตตำแหน่งนี้เรียกว่าเจ้าหน้าที่สินเชื่อ แต่โมเดลธุรกิจธนาคารในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่แค่ดูสินเชื่ออย่างเดียว แต่ดูความสัมพันธ์กับลูกค้า คือทำยังไงให้ลูกค้าพึงพอใจ ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดี ได้รับบริการด้านผลิตภัณฑ์ของธนาคารในหลากหลายรูปแบบผ่านตัวแทนที่เป็น one stop service และ trusted advisor”

การวางตนไว้ถูกที่ ได้ทำในสิ่งที่ใช่ ทำให้คุณโจ้เติบโตในสายการเงินอย่างรวดเร็ว และได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในวัย 30 ต้นๆ และก้าวขึ้นเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ในวัยเพียง 35 ปี “ทำให้เราได้เรียนรู้และได้พบกับผู้บริหารระดับสูงทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงคุณลิงค์ (ฮาราลด์ ลิงค์) และผู้บริหาร บี.กริม ซึ่ง บี.กริมถือเป็นแอ็กเคานต์แรกๆ ที่ผมดูแลมาตั้งแต่ผมยังเป็นระดับจูเนียร์ ผมได้พบกับคุณปูก็ที่นี่ คุณปูเป็นวาณิชธนกร (Investment Banker) ดูแลทางฝั่งวิเคราะห์ ส่วนผมดูแลฝั่งความสัมพันธ์กับลูกค้า เราสนิทสนมกันเพราะดูแลลูกค้า บี.กริมด้วยกัน” คุณโจ้หัวเราะพลางแย้มถึงที่มาของจุดเริ่มต้นระหว่างตนเองและภรรยา จะเรียกว่าธนาคารกสิกรไทยและ บี.กริม คือจุดเริ่มต้นของครอบครัวเขาด้วยก็ไม่ผิด

“ถ้าแช็ปเตอร์แรกของผมในสายพลังงานคือที่ IFCT และ EGCO ธนาคารกสิกรไทยก็เป็นแช็ปเตอร์ที่สอง ช่วงนั้นมีการสนับสนุนให้มีพลังงานทดแทนในประเทศไทย โดยมีกูรูด้านพลังงาน ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ริเริ่มให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการผลิตไฟฟ้า และซึ่งผมได้มีโอกาสร่วมงานกับท่าน ในฐานะที่ท่านดำรงตำแหน่งประธาน บลจ.กสิกรไทย เพื่อหาแนวทางที่จะทำให้มีพลังงานสีเขียวเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมีผู้บริหารและทีมงานธนาคารกสิกรไทยร่วมกันผลักดัน จนเกิดโครงการธนาคารเพื่อพลังงานสีเขียวขึ้นเป็นครั้งแรก และมีการสนับสนุนสินเชื่อโครงการโซลาร์ฟาร์มครั้งแรกให้กับทางบริษัท SPCG รวมถึงวินด์ฟาร์มแห่งแรกในประเทศไทยในเวลาต่อมา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความภูมิใจครั้งสำคัญด้านวิชาชีพของผมที่สามารถผลักดันให้เกิดพลังงานสีเขียวขึ้นในประเทศไทยได้”

ความสำเร็จที่มาถึงในวันที่อายุยังน้อยนั้นไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่มาจากหลักคิดและปฏิบัติที่คุณโจ้ยึดเอาไว้เป็นหัวใจ “สำคัญอันดับแรกคือความซื่อสัตย์ จริงใจ เอาใจใส่ ดูแลลูกค้าด้วยความปรารถนาดีต่อกัน เคยมีลูกค้าพูดหยอกกับผมว่า คุณไม่มีลูกค้ารายอื่นแล้วเหรอ ทำไมถึงเข้าใจ ทุ่มเท และให้เวลาฉันได้มากขนาดนี้ เป็นเพราะเราแสดงออกด้วยความเอาใจใส่และจริงใจอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่เราแนะนำเขาไม่ได้มาจากความต้องการขายของ แต่เราเน้นเข้าใจโจทย์และความต้องการของลูกค้าเป็นที่ตั้ง และพยายามช่วยลูกค้าคิดหา solutions ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเขาได้อย่างดีที่สุด”

“สองคือเราไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้และพัฒนา เรากล้าที่จะทำในสิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นไปไม่ได้ อะไรที่ยากหรือท้าทายผมคิดว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้และทำให้เราพัฒนา ยิ่งเราได้โอกาสมากเท่าไรจะทำให้เราเก่งและแกร่งยิ่งขึ้นมากเท่านั้น จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ นั่นคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ มันมีสูตรที่เรียกว่า 70-20-10 คือ 10% มาจากตำรา 20% มาจากเวทีที่เราได้เรียนรู้ เช่น เวิร์กช็อป โปรเจกต์ แต่อีก 70% มาจากประสบการณ์การทำงานจริง และเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ที่ทำให้เราเก่ง ผมเชื่ออย่างนั้น”

รอยต่อสำคัญและเป้าหมาย

การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี หรือ ‘Doing Business with Compassion’ คือปรัชญาของ บี.กริม องค์กรธุรกิจที่อยู่คู่สังคมไทยมา 147 ปี คุณโจ้ประทับใจองค์กรเก่าแก่นี้ด้วยปรัชญาของบริษัทสอดคล้องกับค่านิยมและปรัชญาการดำเนินธุรกิจของตนเองและครอบครัว “เราใช้หลักธรรมในการดำเนินชีวิตและการทำงาน การที่ผมมาถึงวันนี้ได้ เพราะมีต้นแบบอยู่ 4 ท่าน หนึ่งคือคุณพ่อผมที่ใช้หลักธรรมในการดำเนินชีวิตและการทำงาน คือพรหมวิหาร 4 และอิทธิบาท 4 คนที่สองคือคุณบัณฑูร ล่ำซำ ท่านเป็นผู้นำที่ใช้หลักธรรมาภิบาลอย่างชัดเจน คนที่สามคือคุณฮาราลด์ ลิงค์ ผู้นำที่มีความโอบอ้อมอารี และเป็นมิตรกับทุกคนและท่านสุดท้ายคือล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านใช้หลักทศพิธราชธรรมและหลักการดำเนินชีวิตเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและอีกหลายๆ เรื่องในการปกครองประเทศ ซึ่งผมดำเนินรอยตามมาจนถึงวันนี้

“ตอนที่ตัดสินใจย้ายมาอยู่ บี.กริม ผมคิดหนักมาก คิดไม่ต่ำกว่า 6 เดือน เพราะผมอยู่ที่ธนาคารกสิกรไทยมากว่า 11 ปี และตอนนั้นเอง ผมได้รับโอกาสจากผู้บริหารของธนาคารให้ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารระดับสูง ดูแลลูกค้าขนาดใหญ่ เราเองก็เพิ่งอายุ 35 ปี โอกาสในการเติบโตในสายธนาคารก็ยังมีอยู่ มันเป็นรอยต่อสำคัญของชีวิต ต้องกลับมาทบทวนถึงเป้าหมายจริงๆ นั่นคือเราใฝ่ฝันที่จะเป็นซีเอฟโอของบริษัทที่ดี แล้วบริษัทไหนที่เราอยากจะฝากชีวิตเอาไว้ในระยะยาว ก็ควรต้องเป็นบริษัทที่มีปรัชญาและวิสัยทัศน์เดียวกัน”

ในโอกาสและจังหวะที่ดำเนินไปอย่างเหมาะสม คุณโจ้ย้อนความให้ฟังถึงที่มานั้นว่า “ต้องขอบคุณธนาคารกสิกรไทยกับ บี.กริม ที่นำพาทั้งครอบครัวและการงานที่ดีมาให้ผม ผมแต่งงานกับคุณปูสมัยที่ยังอยู่ธนาคารกสิกรไทย ช่วงที่กำลังจะมีลูกคนที่สอง เลยคิดหาจุดที่สมดุลในเรื่องงานและครอบครัว ซึ่งตอนนั้นคุณลิงค์และผู้บริหารกำลังมองหาซีเอฟโอมาดูแลเรื่องการระดมทุนเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของบริษัทอยู่พอดี ตรงกับเป้าหมายของผมที่อยากเป็นซีเอฟโอ และการได้นำพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ มันเป็นเป้าหมายสูงสุดของคนที่อยู่ในสายการเงิน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากๆ ในที่สุดผมตัดสินใจที่จะมาสานฝันนี้ครับ”

คุณโจ้เดินตามโรดแมพของตัวเองและถึงเป้าหมายในวัย 37 ปีที่ย้ายตัวเองมาอยู่กับทางบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ และได้รับโอกาสจากทางผู้บริหารให้ศึกษาและเตรียมตัวองค์กรเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ

“ตอนนั้นคุณลิงค์ยังพิจารณาอยู่หลายๆ แนวทางว่าจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ยังไง ที่ผ่านมาการเติบโตของ บี.กริมทำในรูปแบบ Joint Venture (JV) คือการร่วมทุน หาพันธมิตรมาโดยตลอด ไม่เคยคิดเรื่องการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของท่านที่อยากจะเห็นบริษัทเติบโตเป็นบริษัทระดับโลกได้คือเป้าหมายสำคัญ และการจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้ บริษัทก็จำเป็นที่จะต้องมีเงินทุนเป็นกำลังสนับสนุน การมีแหล่งเงินทุนที่หลากหลายก็ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับบริษัท การระดมทุนก็มีหลายรูปแบบ การเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เป็นวิธีการระดมทุนที่สำคัญ บริษัทจึงไม่ได้ปิดโอกาสนั้น”

ถือว่าเป้าหมายที่คุณโจ้ตั้งใจเมื่อเริ่มต้นได้มาถึงฝั่งแล้ว แต่ยังมีความฝันอีกประการที่เขาอยากเห็น “วันนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ถือเป็นบริษัทมหาชนที่มีธรรมาภิบาลที่ดีมาก ผู้บริหารต่างก็อยากเห็น บี.กริม พัฒนาสู่การเป็นสถาบันมาตรฐานระดับโลก หมายถึงเป็นองค์กรที่มีความพร้อมในทุกด้าน เติบโตยั่งยืนด้วยตัวเองไม่ว่าเจ้าของจะเปลี่ยนเจเนอเรชั่น ผู้บริหารจะเปลี่ยนหน้า เป้าหมายสูงสุดคือทำอย่างไรให้ บี.กริม เติบใหญ่เป็นสถาบันสำคัญของประเทศ และสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ตอบแทนประเทศไทยและประเทศต่างๆ ที่ บี.กริมได้ไปลงทุน เสมือนบริษัทท้องถิ่นที่อยู่คู่ประเทศนั้นๆ มายาวนาน”

ครอบครัวคือที่สุดของความโชคดี

ความสำเร็จของคนคนหนึ่ง มักมีคนที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเสมอ สำหรับคุณโจ้แล้ว นอกจากคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นตัวอย่างที่ดี สนับสนุนด้านการศีกษาและแนะนำหลักการดำเนินชีวิตที่ดีแล้ว คุณปูคือคู่ชีวิตที่เป็นคู่คิดในทุกเรื่อง ความภูมิใจในตัวภรรยาฉายชัดผ่านรอยยิ้มเต็มหน้าเมื่อพูดถึง “ผมมาถึงวันนี้ได้ต้องขอบคุณคุณพ่อ คุณแม่ และภรรยา ภรรยาผมเขามีตำแหน่งเป็นซีอีโอประจำบ้านผม (หัวเราะ) เหมือนพูดเล่นแต่อันนี้จริง คุณปูเป็นคนดูแลด้านชีวิตครอบครัวให้ พอเขาออกจากงานเพื่อมาดูแลลูก ก็ได้ช่วยงานบริษัทอสังหาริมทรัพย์และพัฒนาที่ดินของคุณแม่ผมด้วย”

คำว่า ‘ศีลเสมอกัน’ ที่เรามักได้ยิน ดูจะเหมาะที่สุดในการนิยามชีวิตคู่ของเขา อย่างที่เล่าไปในตอนต้นว่าคุณโจ้และคุณปูเริ่มต้นจากการเป็นเพื่อนร่วมงาน “ผมประทับใจคุณปูเรื่องการศึกษา เขาเรียนเก่งและเติบโตมาอย่างดีจากครอบครัวที่อบอุ่น ถ่อมตัว จบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง บัญชีฯ จุฬาฯ และปริญญาโทเกียรตินิยม อันดับหนึ่งศศินทร์ เป็นผู้บริหารด้านวาณิชธนกิจของธนาคารกสิกรไทยด้วยอายุแค่ 30 ต้นๆ แล้วเมื่อก่อนเขายังเป็นอาจารย์สอนเปียโน ผมทึ่งว่าเขาทำได้ยังไงทั้งศาสตร์และศิลป์ มีจิตวิทยาในการสอนเด็ก และเก่งในวิชาชีพ เขาบริหารชีวิตได้อย่างดี” คุณโจ้เล่าถึงคุณปูด้วยความภูมิใจ ส่วนคุณปูยิ้มน้อยๆ ขณะนั่งฟังอยู่ด้วย

“เราทำงานใกล้ชิดกัน เพราะผมเป็นผู้ดูแลความสัมพันธ์ลูกค้า คุณปูเป็นนักวิเคราะห์ ทำงานด้วยกันตั้งแต่เช้าจนห้าทุ่มเที่ยงคืน ไปทานก๋วยเตี๋ยวดึกๆ แล้วกลับมาทำงานต่อ บางวันทำพรีเซนเทชั่นข้ามคืนจนเช้า กลับไปอาบน้ำเตรียมตัวมาพรีเซนต์ให้ลูกค้าฟังต่อ ชีวิตเราเป็นแบบนี้ จนเป็นเพื่อนสนิทที่คิดดีทำดีต่อกันและให้เกียรติกัน เขาเป็นที่ปรึกษาให้เราทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว”

“ปูภูมิใจในตัวคุณโจ้ เขาเป็นคนดี และเชื่อว่าใครที่รู้จักเขาก็จะเห็นความดีของเขาค่ะ” คุณปูกล่าวอย่างนุ่มนวล

ลูกสาวคนโต น้องจ๊ะจ๋า ตอนนี้อายุ 18 ปี กำลังเตรียมเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ โดยอยากเรียนต่อด้าน Business Management “อยากเก่งเหมือนคุณพ่อ แต่ไม่อยากทำงานหนักเหมือนคุณพ่อ” เธอเอ่ยเบาๆ แต่ก็เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนในวงสนทนา เพราะเห็นตรงกันว่าคุณโจ้นั้นทำงานหนักจริง

ส่วนน้องภูมิใจ อายุ 12 ปีในปีนี้ กำลังเรียนอยู่เยียร์ 8 คุณโจ้เอ่ยถึงลูกชายว่า “เขาสนใจในสายวิศวกร ชอบเรื่อง AI เรื่องโรบอต อยากพัฒนาโรบอตแล้วไปแข่งขัน เขาชอบการต่อมาตั้งแต่เล็กๆ ชอบต่อเลโก้ ต่อหุ่นยนต์กันดั้ม นอกจากนั้นก็ชอบดนตรี ทั้งดนตรีสากลและดนตรีไทย เขาเล่นระนาดเอก ได้ไปแข่งขัน ได้แสดงโชว์และเคยร่วมทำเวิร์กช็อปดนตรีไทยให้กับอาจารย์ต่างชาติที่มาเยี่ยมชมโรงเรียน” คุณพ่อเล่าพลางเปิดคลิปที่ลูกชายกำลังโชว์ระนาดเอกในเพลงค้างคาวกินกล้วยที่เขาบันทึกไว้ในมือถือให้เราดูอย่างภูมิใจ “ส่วนลูกสาว ชอบศิลปะ วาดรูป ช่วงโควิดไม่มีอะไรทำ เขาวาดรูปคุณทวดเป็นงานอดิเรก เราเลยเอาใส่กรอบตั้งไว้ในห้องนอนคุณทวด” คุณโจ้ว่าพลางลุกไปหยิบรูปที่น้องจ๊ะจ๋าวาดมาโชว์ เราทุกคนเห็นตรงกันว่าฝีมือไม่เบาเลย

“เราสนับสนุนในสิ่งที่ลูกสนใจ แต่พื้นฐานที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือวิชาคณิตศาสตร์ ผมว่าคนที่จะประสบความสำเร็จ พื้นฐานด้าน logic สำคัญ ครอบครัวเราทั้งผม ภรรยา และคุณพ่อคุณแม่มาสายคณิตศาสตร์กันหมด ลูกสาวก็เคยสร้างความภูมิใจโดยได้รางวัลทางด้านคณิตศาสตร์” ความภูมิใจนี้เราต้องขอให้น้องจ๊ะจ๋าเล่าต่อ “เป็นการสอบ IGCSE ค่ะ หลักสูตรอังกฤษ เด็กเทียบเท่ามอสี่ ต้องสอบด้วยข้อสอบเหมือนกันทั่วโลก แล้วหนูทำคะแนนคณิตศาสตร์ได้ Top in Thailand” คุณปูเล่าเสริมว่า “ช่วงนั้นเขาพยายามมาก สอบ 11 วิชา สามารถคว้า A Star ได้ทั้งหมด ก็เลยได้ scholarship จากโรงเรียน พ่อแม่ก็รู้สึกภูมิใจค่ะ”

ในวันหยุด คุณโจ้ให้เวลาทั้งหมดกับครอบครัว คำว่าครอบครัวในความหมายของเขา ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ภรรยาและลูกๆ แต่เขาหมายรวมถึงคุณพ่อคุณแม่ พี่น้อง ญาติทั้งฝั่งเขาและภรรยา “เราชอบทำกิจกรรมกับธรรมชาติ ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ไปสวนสาธารณะ เสาร์อาทิตย์จะเป็นวันครอบครัวและวันเยี่ยมญาติ สร้างสายสัมพันธ์ให้ลูกได้เรียนรู้เรื่องความกตัญญูกตเวที”

บริหารชีวิตด้วยธรรมนำทาง

ตลอดเวลาระหว่างสนทนากับคุณโจ้ สิ่งที่เราสัมผัสได้คือบุคลิกของผู้นำที่สุขุมและใจเย็น จึงไม่แปลกที่เขาจะนำความเย็นใจเผื่อแผ่ไปถึงคนรอบข้างอย่างไม่รู้ตัว เหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาซึมซับจากครอบครัวตั้งแต่วัยเด็ก

“ครอบครัวเป็นสะพานบุญให้ผม คุณยายพาผมเป็นวัดบ่อยๆ สมัยเด็กๆ บางวัน คุณพ่อนิมนต์พระเกจิมาที่บ้าน ซึ่งเป็นพระปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ทำให้ผมได้ฟังธรรมอยู่เสมอ สมัยก่อนเวลาที่คุณพ่อไปทำงานตามสถานที่ต่างๆ และผมได้ติดตามไปด้วย ก็จะได้ไปกราบพระอริยสงฆ์ในจังหวัดนั้นๆ”

บางวันหยุดที่ไม่ได้ไปไหน ที่เรือนไทยซึ่งเป็นเรือนที่สร้างขึ้นแทนบ้านหลังเดิมของคุณพ่อคุณแม่ที่มีของสะสมเป็นของโบราณ นอกจากเป็นเรือนอนุรักษ์ของเก่าอย่างเครื่องเรือน เครื่องเบญจรงค์ และเครื่องไม้สัก ยังเป็นเรือนรับรองพระเกจิอาจารย์ และเป็นเรือนปฏิบัติธรรมด้วย “บางครั้งเราก็นิมนต์พระทำบุญและปฏิบัติธรรมกันที่บ้าน บางครั้งก็ไปที่วัด ลูกชายผมก็เพิ่งบวชเณรเมื่อปิดเทอมที่ผ่านมาที่วัดพระรามเก้าฯ เขามีโครงการบวชสามเณรฤดูร้อนภาคอินเตอร์ เลยลองชวนเขาไปนั่งคุย ตอนแรกเขายัง 50/50 จนใกล้ถึงวันบวช พาเขาไปให้คุณทวดและญาติผู้ใหญ่ขลิบผมและร่วมอนุโมทนาบุญ เหมือนเขารู้สึกซาบซึ้งที่ได้ทำให้ญาติผู้ใหญ่ปีติ จาก 50/50 เลยกลายเป็นตั้งใจว่าจะบวชแน่ๆ ที่เหลือคือต้องท่องคำขอบรรพชาให้ได้ ซึ่งยากมาก โชคดีที่มีคุณปู่ช่วยฝึกให้เพราะท่านเคยบวชมาก่อนหลายครั้งจนเกือบจะไม่สึก

“ผมพยายามปลูกฝังเรื่องธรรมะให้ลูกตั้งแต่เด็ก วันหยุดเวลาเราจะไปทริปต่างจังหวัด เราจะเริ่มที่ไปวัดก่อนไปเที่ยว เป้าหมายเราคือทำยังไงให้สามารถเข้าถึงธรรมะได้ทุกๆ ที่ในเรื่องชีวิตประจำวัน เพื่อให้เขาได้มีพื้นฐานจิตใจที่ดี”

คุณปูเล่าว่า คุณโจ้จะชวนไปวัดอยู่ตลอด บางครั้งเด็กๆ ก็มีอิดออดบ้างตามประสาของวัย แต่ก็นั่งพับเพียบฟังเมื่อคุณพ่อสนทนาธรรมกับพระอาจารย์

ผมพยายามปลูกฝังเรื่องธรรมะให้ลูกตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เขาได้มีพื้นฐานจิตใจที่ดี

“คำถามที่ผมสนทนากับพระอาจารย์จะเป็นคำถามที่ให้ลูกได้เรียนรู้ไปด้วย ผมว่าชีวิตการทำงานและการดูแลครอบครัวเป็นโจทย์ที่ท้าทายในยุคนี้ โลกปัจจุบันเป็นโลกที่ปรุงแต่ง มีสิ่งรุมเร้า สิ่งที่ไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเป็นโลกที่ถูกพัฒนาด้วยวัตถุจนบางอย่างเกินเลยไป แต่เป็นสิ่งที่เราห้ามไม่ได้ ต้องอยู่กับมัน ดังนั้นเราต้องกลับมาที่พื้นฐานของจิตใจ ให้เขาได้เรียนรู้ว่าจะดำเนินชีวิตยังไง เรียนรู้ว่าอะไรคือผิดชอบชั่วดี คือหิริโอตตัปปะ อะไรที่เกินความเหมาะสมความพอดี ทำไปแล้วมีผลกระทบด้านจิตใจด้านความรู้สึกของใคร ก็ต้องดึงตัวเองกลับมาให้มีสติเพียงพอ หรือถ้าทำไปแล้วก็ต้องรับผลลัพธ์ของมัน หลีกเลี่ยงไม่ได้ ครอบครัวทุกคนเราต้องเรียนรู้และปฏิบัติกัน พยายามเตือนสติและพัฒนาไปด้วยกัน”

ธรรมะจึงอยู่กับคุณโจ้ทุกขณะ “ทุกเวลาทุกนาทีคือการปฏิบัติธรรม คือการฝึกธรรมะ การฝึกธรรมะคือการได้อยู่กับตัวเองในทุกขณะ แม้ในเวลานั้นจะมีคนอื่นอยู่ด้วย เราไม่ถูกปรุงแต่งด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นมา หากมีสิ่งที่ทำให้เรากังวลหรือคิดอะไรที่ทำให้เราฟุ้งจนเกินไป เรารู้ตัว”

“ผมก็เป็นปุถุชนธรรมดา รักโลภโกรธหลงเรายังมี แต่เราต้องมีสติ รู้ตัวทุกขณะ รู้ว่าเราคิดอะไรอยู่ ทำอะไรอยู่ และรู้เท่าทันทุกอารมณ์ทุกความรู้สึก พอรู้เท่าทันเราจะใช้หลักปัญญาว่าทำยังไงในการพิจารณา ภาษาธรรมะคือพิจารณาให้ดีว่าเราควรทำยังไงกับอารมณ์กับความรู้สึกนี้ อะไรเป็นสิ่งดีสิ่งเหมาะสม สิ่งที่ควรและไม่ควร ผมคิดว่ามันเป็นหลักพื้นฐานของหลักธรรม 3 ธรรมนั้น หนึ่งคือธรรมชาติ ทุกอย่างที่เราอยู่เป็นเรื่องของธรรมชาติ สองคือธรรมดา คือไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และธรรมสุดท้ายคือธรรมะ”

“ผมอยู่ในโลกนี้ได้เพราะต้องมอง positive นั่นคือหลักของค่านิยม 4P ของ บี.กริมและคิดว่าทุกอย่างเป็นไปได้ อย่างที่เล่าไปว่า ที่ผมมาถึงทุกวันนี้ได้เพราะคิดว่าทุกอย่างเป็นไปได้ และพร้อมที่จะก้าวข้ามผ่านทุกสถานการณ์ ไม่ยึดติดกับอดีต แล้ววางแผนสำหรับอนาคตที่ดี และใช้หลักการเจริญสติ ซึ่งเป็นหลักเดียวกับ บี.กริม คือ mindfulness”

“สิ่งสำคัญคือเราต้องมีสติ อย่างตอนที่ผมคุยกับทุกคนตอนนี้ ผมพยายามอยู่กับปัจจุบันขณะ”

ผมยึดหลักธรรม 3 ธรรมในการดำเนินชีวิต ธรรมชาติ ธรรมดา ธรรมะ

ความสุขและชีวิตที่สมดุล

หลายๆ บทสนทนา ทำให้เราได้เห็นมุมชีวิตของคุณโจ้ที่ทุ่มเทกับการทำงานอย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน ครอบครัวก็เป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญเต็มร้อยในวันหยุด “เสาร์อาทิตย์ผมจะทำกิจกรรมกับลูกๆ ไม่ว่าจะเล่นกีฬา ทานข้าวนอกบ้าน หรือไปเที่ยวในต่างจังหวัด เช่น เขาใหญ่ หัวหิน อย่างเรื่องกีฬาผมมองว่าการมีสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพจิตที่ดี เป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตที่แข็งแรง ผมฝึกสมาธิ ฝึกหายใจในยามว่าง ช่วงเช้าหรือช่วงเย็นผมจะเล่นฟิตเนส เน้นคาร์ดิโอ หรือเวท โดยมีเทรนเนอร์นำ วันหยุดชวนลูกๆ เล่นกีฬา เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอลกับภูมิใจ ภูมิใจชอบเล่นกีฬามากกว่า แต่ถ้าไปไดรฟ์กอล์ฟจ๊ะจ๋าก็จะไปไดรฟ์ด้วย

“จ๊ะจ๋าชอบศิลปะตั้งแต่เด็ก ผมกับภรรยาจะไปรับส่งเขาที่โรงเรียนศิลปะ ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกันว่าจ๊ะจ๋าชอบศิลปะได้ยังไง อยู่ๆ เขาก็สนใจ อาจเป็นเพราะว่าตอนเด็กๆ เวลาพาเขาไปทานอาหารนอกบ้าน สิ่งที่เราเตรียมไปด้วยคือกระดาษกับดินสอสี ให้เขานั่งวาดรูประหว่างรออาหารแทนที่จะให้เขาอยู่กับโทรศัพท์ มีสองอย่างนี้เขาอยู่ได้ มันทำให้เขาได้ฝึกสมาธิและชอบการวาดรูประบายสีไปโดยปริยาย เขาเคยได้รางวัลจากการประกวดศิลปะเด็กนานาชาติจากประเทศญี่ปุ่น 2 ปีซ้อนด้วย”

ในบางวันหยุด คุณโจ้พาเด็กๆ ไปร้านหนังสือ และมีความสุขกับการได้เห็นทุกคนพากันหอบหนังสือกองโตกลับบ้าน “เราปลูกฝังให้เขารักการอ่านตั้งแต่เด็ก ผมก็เคยได้รับการปลูกฝังมาแบบนั้น ตอนเป็นเด็กคุณพ่อคุณแม่ผมไม่นิยมซื้อของเล่นให้ แต่ถ้าเป็นหนังสือคุณพ่อบอกว่ายินดีซื้อให้ทุกเล่มที่สนใจ ของขวัญที่ผมได้จึงเป็นหนังสือเป็นหลัก ทำให้ชอบอ่านและสะสมหนังสือด้วย ส่วนใหญ่เป็นแนวปรัชญาความคิด หนังสือธรรมะ ล่าสุดผมก็ได้รับหนังสือจากคุณลิงค์มาอีกเล่ม ชื่อว่า ‘Hidden Potential’ เป็นศาสตร์ของการพัฒนาศักยภาพ สำหรับผมหนังสือทำให้เราได้เรียนรู้ไม่หยุด เพราะโลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน

“ภูมิใจก็ชอบอ่านหนังสือ เขาชอบทั้งแนว fiction และ non-fiction เป็นความสนใจตามวัย คุณปูก็จะคอยไปยืมหนังสือที่ห้องสมุดของโรงเรียนมาให้เขาได้อ่านช่วงวันหยุดหรือซัมเมอร์ บางเล่มเป็นการ์ตูนภาษาอังกฤษ ให้เขาได้เรียนรู้ภาษา ได้เห็นวิธีการใช้ภาษาของนักเขียน ส่วนจ๊ะจ๋าช่วงหลังเน้นหนังสือเรียนเพราะเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย”

ชีวิตในช่วงวันหยุดของครอบครัวเป็นไปอย่างอบอุ่นเรียบง่าย แต่เมื่อไรที่มีโอกาสหยุดพักผ่อนหลายวัน คุณโจ้มักพาครอบครัวไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในต่างประเทศปีละ 1-2 ครั้ง ด้วยเหตุผลว่า “ชีวิตเราไม่ได้มีแค่เรื่องตำรา อยากให้เขาได้มีประสบการณ์ชีวิต เราให้ลูกได้เป็นผู้นำทริป วางแผนเรื่องสถานที่ เส้นทาง ได้เสนอไอเดียด้วยกัน เพราะแต่ละคนมีความชอบและความสนใจที่ต่างกัน แต่ส่วนมากเป็นแพลนตามใจลูก (หัวเราะ) จ๊ะจ๋าชอบไปร้านอาหาร คาเฟ่ที่คนนิยม ภูมิใจชอบไปสวนสนุก มีของเล่น พ่อแม่จะขอเสริมในจุดที่สนใจเป็นพิเศษอย่างไปมิวเซียม ทุกคนจะได้ไปในที่ที่ตัวเองสนใจ และไปด้วยกันทุกที่”

ชีวิตเราไม่ได้มีแค่เรื่องตำรา อยากให้เขาได้มีประสบการณ์ชีวิต

ประสบการณ์ชีวิตเป็นเหมือนคลังแห่งการเรียนรู้ที่ต้องค่อยๆ สะสม คุณโจ้จึงพร้อมเปิดและสนับสนุนทุกประสบการณ์ที่ลูกสนใจผ่านกิจกรรมต่างๆ และคอยตั้งคำถามให้ลูกได้ทบทวนว่าได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสิ่งที่ได้ทำ

“ประสบการณ์ชีวิตสำคัญจริงๆ ยิ่งได้มาก ได้กว้างเท่าไร เขาจะได้นำมาประยุกต์และวางแผนชีวิตเขาได้ดีต่อไปในอนาคต สมัยก่อนเรามีวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต แต่สมัยนี้ไม่มีแล้ว เราจึงใช้กิจกรรมที่ทำร่วมกันแทน เช่น การปลูกผักสวนครัวที่บ้าน ก็ได้ดอกผลกันดีนะ เป็นผักออร์แกนิก ปลอดสารพิษแน่นอน บ้านเรามีมะละกอ ขนุน ผมว่าการได้อยู่กับธรรมชาติจะสร้างสุขภาวะที่ดีได้

“ช่วงเรียนมัธยมปลาย จ๊ะจ๋าได้รับโอกาสฝึกงานที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป เขาขอไปเองเลย แพสชั่นด้านนี้เขาชัดเจนมาก ได้ฝึกในส่วนงานการวางแผนกลยุทธ์การตลาด มีการทำพรีเซนเทชั่นเสนอไอเดียกับผู้ใหญ่อย่างเข้มข้น เขาทำเรื่อง Loyalty Program เพื่อดึงดูดลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผมได้เห็นผลงานลูกก็ประทับใจมาก และเขาเคยไปสังเกตการณ์ทำงานที่บี.กริมกับผม ได้เข้าร่วมประชุม ได้รู้ว่าชีวิตการทำงานจริงเป็นแบบไหน

“อีกกิจกรรมที่ผมส่งเสริมคือการเป็นจิตอาสา เราอยากให้เขาได้มีจิตที่แบ่งปันให้ผู้อื่นด้วยกำลังกายที่มี หรือมีเวลาที่สร้างคุณประโยชน์ให้สังคมได้ ทั้งจ๊ะจ๋าและภูมิใจเคยไปช่วยรุ่นพี่ที่เป็นครูจิตอาสา สอนหนังสือน้องๆ ในชุมชนช่วงวันเสาร์อาทิตย์ และเราจะไปทำบุญที่สวนโมกข์ กรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ ที่นั่นจะนำของที่ญาติโยมมาทำบุญไปบริจาคให้กับชุมชน ลูกๆ จะไปช่วยกันแยกของ ภูมิใจชอบหน้าที่นี้เป็นพิเศษ เราพยายามไปให้ได้ทุกเดือน การได้ทำจิตอาสาทำให้ผมมีความคิดว่าถ้าเราสามารถรวบรวมหรือจัดตั้งมูลนิธิที่ช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เป็นประโยชน์กับสังคมได้ จะดีมากๆ”

ความเป็นหัวหน้าครอบครัวที่อบอุ่นถูกฉายผ่านเรื่องเล่า เราส่งคำถามถึงคุณโจ้ก่อนปิดท้ายว่า ยังมีความฝันของตัวเองอีกไหม นอกเหนือจากความฝันในการพาองค์กรเติบโต “ผมมีฝันส่วนตัวอยู่สองเรื่อง หนึ่งคือการได้ทำหน้าที่เป็นโค้ช แชร์ความรู้ ข้อคิด ประสบการณ์ หรือแนวทางที่เราใช้ในการทำงาน ให้กับรุ่นน้องหรืออนาคตของคนที่จะเป็นผู้นำต่อไป การได้แชร์ประสบการณ์หรือแรงบันดาลใจผ่านการเขียนหนังสือ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมกำลังเก็บเกี่ยวสะสมเอาไว้ กับฝันที่สองคือได้มีส่วนช่วยสร้างและพัฒนาการศึกษาให้แข็งแรง การที่เด็กจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี การศึกษาคือจุดเริ่มต้นที่ดี สิ่งหนึ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้คือได้เป็นกรรมการตัดสิน โครงการ HSBC Thailand Business Case Competition ที่จัดต่อเนื่องทุกปี นักศึกษาแต่ละมหาวิทยาลัยจะส่งโมเดลธุรกิจเข้ามาแข่งขันเพื่อคัดเลือกทีมอันดับหนึ่งไปแข่งขันที่ฮ่องกง ผมยินดีมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้เขาได้คิด ได้ตั้งคำถาม ได้พัฒนาความรู้ต่างๆ และทำให้โมเดลธุรกิจของเขาสามารถพัฒนาไปสู่ระดับประเทศหรือระดับสากลต่อไป”

จึงไม่แปลกใจเลยที่คุณโจ้บอกว่า ความสุขในชีวิตของเขาเสมอมา คือการได้คิดดีทำดี และได้ช่วยเหลือผู้อื่น “ผมมีความสุขง่ายมาก ผมจะขอบคุณกับทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี เรื่องที่ดีมันเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้เราชุ่มชื่นหัวใจ เรื่องที่ไม่ดีก็ทำให้เราได้เรียนรู้ ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น สิ่งนี้เป็นหลักที่ผมใช้มาตลอด”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...