โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

DSI รุกสอบคดีทุจริตเลือก สว. พบโยงเงินการเมืองข้ามภูมิภาค

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 11.09 น.
ความคืบหน้าคดีทุจริตเลือก สว. DSI เร่งสอบเส้นทางเงินเชื่อมโยงการเมืองหลายภูมิภาค กกต.เรียกสอบครบ 162 ราย จ่อสรุปสำนวนส่งศาลฎีกา

การตั้งข้อสงสัยต่อกระบวนการเลือก สว.

การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามกลไกใหม่ควรเป็นพื้นที่ของความรู้ ความสามารถ และความเป็นกลางทางการเมือง ทว่าในความเป็นจริง กลับมีการตั้งข้อสังเกตถึงขบวนการจับมือทางผลประโยชน์ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการโอนเงินเพื่อแลกเปลี่ยนคะแนนเสียงในหลายพื้นที่

ข้อกล่าวหาเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อปรากฏพฤติกรรมทางการเงินผิดปกติในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง ข้อมูลบางส่วนชี้ว่าเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอาจโยงใยกับนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่นในหลายภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ อีสาน และภาคใต้

DSI รับลูก สอบเส้นทางเงินลึกถึงโครงสร้าง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษในข้อหาฟอกเงินและอั้งยี่ พร้อมเริ่มต้นติดตามเส้นทางการเงินที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับการรวบรวมคะแนนเสียงอย่างเป็นระบบ

ล่าสุด DSI ออกหมายเรียกพยานล็อตแรก 7 ราย ให้เข้าชี้แจงในวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าอยู่ระหว่างตรวจสอบธุรกรรมการเงินเพิ่มเติม และมีแนวโน้มว่าจะมีหมายเรียกพยานใหม่ในระยะถัดไป

กกต. เร่งกลั่นกรองข้อมูล

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง และได้ออกหมายเรียกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วรวม 7 ล็อต จำนวนรวม 162 ราย โดยการสอบสวนครอบคลุมบุคคลจากหลายภูมิภาค ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ

แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกในแต่ละราย แต่ กกต. ยืนยันว่าการสอบสวนใกล้เสร็จสมบูรณ์ และคาดว่าจะสามารถสรุปสำนวนส่งต่อฝ่ายกฎหมายภายในระยะเวลาอันใกล้ หากพบพฤติกรรมเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งดำเนินการต่อไป

ผลทางกฎหมาย และความหมายทางการเมือง

เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งรับคำร้อง ผู้ที่ถูกกล่าวหาในตำแหน่ง สว. จะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่โดยทันที และหากศาลพิพากษาว่ามีความผิดจริง จะต้องรับโทษจำคุกระหว่าง 1–10 ปี หรือปรับระหว่าง 20,000–200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนานถึง 20 ปี

ไม่เพียงส่งผลต่อสถานะของผู้ดำรงตำแหน่งรายบุคคล แต่ยังอาจส่งแรงกระเพื่อมต่อความชอบธรรมของทั้งระบบการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งในอดีตเคยถูกวิจารณ์ว่าเป็นพื้นที่ที่ขาดความโปร่งใส

ผู้ที่มีชื่อในกระบวนการสอบสวนบางรายเลือกเข้าชี้แจงด้วยตนเอง ขณะที่บางส่วนมอบอำนาจให้ทนายความเข้าไปดำเนินการแทน โดยแสดงความพร้อมให้ความร่วมมือ และยืนยันว่ากระบวนการต้องให้ความเป็นธรรม

แม้ยังไม่มีการกล่าวถึงท่าทีของกลุ่มการเมืองใดโดยตรง แต่การเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนครั้งนี้สะท้อนความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างกลไกตรวจสอบกับโครงสร้างทางการเมือง

คดีนี้สำคัญอย่างไรในระยะยาว

การตรวจสอบคดีเลือก สว. ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของพฤติกรรมบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบความเข้มแข็งของสถาบันตรวจสอบในระบบประชาธิปไตยไทย

หากสามารถแสดงให้เห็นว่ากลไกที่เกี่ยวข้องทั้ง DSI และ กกต. ดำเนินการโดยไม่เกรงใจกลุ่มอิทธิพลใด ย่อมเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปการเมืองในทางปฏิบัติ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการรื้อกลไกคัดเลือก สว. เพื่อออกแบบให้มีความเป็นอิสระ โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสาธารณะมากยิ่งขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...