เราควรรีแอคกับ ‘การตลาดสีรุ้ง’ อย่างไรดี? เมื่ออย่างน้อย การเข้าร่วมก็ย่อมดีกว่าต่อต้านและผู้คนก็มีอำนาจในการตรวจสอบความจริงใจ ซึ่งจะไม่หยุดแค่ Pride Month
มาถึงปี 2025 กระบวนการ Rainbow Washing ทั้งหลายน่าจะถูกจับไต๋ได้และผู้บริโภครู้ทันกันหมดแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นในทุกๆ Pride Month เราก็จะยังเห็นภาคธุรกิจและองค์กรต่างๆ กระโจนเข้ามาร่วมทำแคมเปญที่ว่าด้วย LGBTQ กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา โดยเฉพาะเมื่อนี่เป็นไพรด์มันธ์ปีแรกที่สมรสเท่าเทียมเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย บรรยากาศการเฉลิมฉลองก็ยิ่งชื่นมื่น ชุ่มฉ่ำ และท่ามกลางบรรยากาศ ‘ขาขึ้น’ ของเรื่องสิทธิและความหลากหลายอย่างนี้ การตั้งคำถามกับแบรนด์ที่เลือกจะทำการตลาดสีรุ้งนั้นยังคงทำได้ไหม หรือควรรีแอคกับสิ่งเหล่านี้ หรือร่วมกันตรวจสอบได้อย่างไรบ้าง?
ในการทำการตลาดสีรุ้ง หลายๆ คนมีปัญหากับ Rainbow Washing ซึ่งก็คือการทำการตลาดเพียงชั่วครั้งชั่วคราวว่าตนเองสนับสนุน LGBTQ แต่เมื่อผ่านพ้นเดือนมิถุนายนไป ก็กลับไร้เงาธงสีรุ้ง ทุกอย่างกลับเป็นเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น บริษัทยังคงไร้การผลักดันนโยบายสนับสนุนผู้มีความหลากหลายทางเพศ และในทางปฏิบัติก็ไม่ได้แคร์สิทธิของพวกเขาเหล่านี้มากไปกว่าการมองว่าเป็นเพียงแคมเปญหนึ่งที่ต้องวนมาจัดเป็นประจำทุกปี
แน่นอนว่า Rainbow Washing มีปัญหาในตัวเองเสมอมา เพราะนอกจากไม่จริงใจแล้ว หลายครั้งการแสดงตนว่าเข้าร่วมการสนับสนุน LGBTQ ก็เป็นไปเพื่อสร้างภาพลักษณ์ดีๆ มากลบเรื่องแย่ๆ หรือปัญหาในมิติอื่นๆ ของบริษัทตนเอง ซึ่งอาจเป็นปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในโลกทุนนิยมที่ประชาชนแทบไม่อาจสู้ได้และถูกกระบวนการฟอกสีทำให้เชื่อว่าบริษัทเหล่านี้ไม่ได้แย่ขนาดนั้น และกลายเป็นว่าผู้มีความหลากหลายทางเพศแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรจากแคมเปญเหล่านี้ แต่เหล่าผู้จัดต่างหากที่ได้หน้าแทน
แต่ขณะเดียวกัน คนบางส่วนก็มองว่า ต่อให้ไม่จริงใจหรืออย่างไรก็ตาม แต่การตลาดเหล่านี้ก็มีส่วนในการสร้างมาตรฐานใหม่ๆ ให้โลกธุรกิจ ว่าจะอย่างไรเสียคุณก็จำเป็นต้องพูดและทำเรื่องนี้ ใช้ทุนที่คุณมีสร้างความตระหนักรู้และความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ อย่างน้อยที่สุดก็ปีละครั้ง และเวลาที่เหลือหลังไพรด์มันธ์ผ่านพ้น คนก็จะตรวจสอบความจริงใจของคุณเอง เพราะเมื่อคุณเลือกจะ call out แล้วหนึ่งครั้ง คนก็จะคาดหวังมาตรฐานของคุณเสมอ และเมื่อคุณมาตรฐานตกก็เสี่ยงต่อการถูก backlash ได้เสมอ และที่สุดแล้วการที่แบรนด์ใหญ่ๆ พากันออกมาสื่อสารเรื่องนี้ย่อมมีผลดีของมันมากกว่าการไม่ทำอะไรเลย เพราะบางครั้ง ‘ทุน’ ก็เป็นส่วนเสริมที่ทำให้การทำงานและการสื่อสารทรงพลังและถึงผู้คนได้มากขึ้น
และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ เราจะทำอย่างไรให้แบรนด์ต่างๆ และองค์กรใหญ่ ไม่หยุดอยู่แค่ที่ Rainbow Washing และใช้อำนาจที่มีสนับสนุนผู้มีความหลากหลายทางเพศและสร้างความเปลี่ยนแปลงจริงๆ โดยอย่างน้อยที่สุดในฐานะผู้บริโภค เราอาจเริ่มจากการเลือกสนับสนุนแบรนด์ที่จริงใจจริงๆ ซึ่งอาจดูได้จากนโยบายที่บริษัทนั้นๆ มีต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นการดูรายงาน ESG หรือ DEI ขององค์กร พิจารณาจากว่าบุคลากร LGBTQ มีบทบาทในองค์กรแค่ไหน อย่างไรบ้าง หรือหลังจากผ่านพ้น Pride Month แล้ว แบรนด์เหล่านี้ยังจริงจังในการพูดและทำเรื่อง LGBTQ มากน้อยแค่ไหน และยังต้องรวมถึงทัศนคติต่อชุนชนอื่นๆ และแนวทางในการดำเนินธุรกิจของพวกเขาด้วยเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งที่เราต้องยืนหยัดก็คือการส่งเสียงผลักดันให้บุคลากรที่มีความหลากหลายทางเพศได้มีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับพวกเขาจริงๆ และรวมถึงการสนับสนุนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายควบคู่ไปกับการดำเนินการของภาคธุรกิจ เพราะอันที่จริงเราก็ยังคงมีกฎหมายอีกหลายข้อที่ต้องผลักดันกันต่อหลังจากสมรสเท่าเทียม เช่นกฎหมายการรับเลี้ยงดูบุตร กฎหมายคำนำหน้าชื่อ หรือนโยบายอื่นๆ ให้ประเทศไทยสมกับเป็นสวรรค์ของ LGBTQ อย่างแท้จริง
และวันหนึ่งวิธีคิดแบบ Rainbow Washing อาจกลายเป็นวิธีคิดเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงจริงๆ ให้คนประจักษ์ก็เป็นได้ ส่วนแบรนด์ที่ไม่เคยจริงใจ อย่างไรคนเขาก็ดูออก
อ้างอิง
https://www.goodhousekeeping.com/life/a43713768/rainbow-washing/
https://www.thepinknews.com/2023/06/01/pride-month-rainbow-washing-lgbt-support-work/