นักวิชาการ แนะเลิกคบกับกัมพูชา เดินหน้าหาทางค้าขายกับประเทศอื่น
สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย กับกัมพูชา ที่นำไปสู่มาตรการปิดด่าน ด่าน 6 ด่าน 10 จุดผ่อนปรน ตลอดแนวชายแดน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ
วันนี้ทีมข่าวสำนักข่าววันนิวส์ ได้ไป อาจารย์อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การปิดด่านการค้าชายแดนไทย กับกัมพูชา แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลกระทบทั้งสองฝ่าย สูญเสียรายได้จากการส่งออก วันละประมาณ 800 ล้านบาท ไทยกระทบเรื่องการส่งออก กัมพูชาขาดสินค้าอุปโภค บริโภค
การที่กัมพูชาตัดขาดกับเรา เพราะเขามั่นใจว่า เขาจะพึ่งพิงประเทศไทยน้อยลงตามลำดับ กัมพูชามีแนวทางที่จะซื้อสินค้าจากประเทศอื่น เช่น จีน และเวียดนาม และที่ต้องมาสร้างปัญหากับประเทศไทยในตอนนี้ เพราะกัมพูชามองเห็นจุดอ่อนของรัฐบาลไทย จะเห็นได้ว่าเมื่อพรรคเพื่อไทย มาบริหารประเทศ กัมพูชาจะมีปัญหากับเราตลอด ซึ่งแน่นอนว่าประชาชน ก็มองเห็นว่ารัฐบาลไทยไม่เข้มแข็ง ในการจัดการปัญหาชายแดน ส่วนน้ำมัน กัมพูชาซื้อจาก 3 แหล่ง คือ ไทย เวียดนาม และสิงคโปร์ ซึ่งซื้อจากไทยสูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนี้คิดว่ากัมพูชาจะต้องซื้อน้ำมันจากสิงคโปร์มากขึ้น
ผู้ประกอบการไทยที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการปิดด่านชายแดนแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็คือผู้ประกอบการเกี่ยวกับสินค้าอุปโภค บริโภค สิ่งก่อสร้าง ส่วนทางกัมพูชาเองก็จะได้รับผลกระทบเรื่องการส่งออกเช่นกัน เช่น ไม่สามารถขายมันสำปะหลังให้ไทยได้ เสียหายนับหมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้เกษตรกรของกัมพูชาเต็มไปด้วยความกดดัน และจะส่งแรงกดดันไปที่รัฐบาลครอบครัวฮุน เซ็น โดยส่วนตัวมองว่า การปิดชายแดนแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทางกัมพูชาจะได้รับผลกระทบมากกว่าไทยแน่นอน แต่ได้รับผลกระทบในระยะสั้น
โดยในระยะสั้น 1 ถึง 2 เดือน กัมพูชาจะเผชิญกับราคาสินค้าที่แพงขึ้นราว 20 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันแพงขึ้น อาหารการกินที่แพงขึ้น สินค้าเกษตรขายไม่ได้ ซึ่งเป็นแรงกดดันของประชาชนของกัมพูชา ส่วนในระยะกลาง และระยะยาว หลังจากผ่านระยะสั้นไปแล้วนั้น คิดว่าสถานการณ์ในกัมพูชาจะค่อยๆ ดีขึ้น เพราะมีประเทศที่พึ่งพิงได้อย่างจีน และเวียดนาม
อาจารย์อัทธ์ อยากฝากไปยังผู้ประกอบการไทย และผู้ประกอบการตามชายแดน ว่าตลาดที่กัมพูชา ไม่มีความน่าสนใจอีกต่อไป เพราะมีความเสี่ยง และไม่แน่นอนสูง และยืนยันว่าจะไม่มีการเจรจาระดับทวิภาคี รัฐบาล ต้องคิดเรื่องการนำพาผู้ประกอบการชาวไทย ไปทำมาหากินในเส้นทางใหม่ เช่นส่งออกสินค้าไปขายยัง ประเทศลาว พม่า และประเทศในอาเซียน เพราะเราไม่ได้มีปัญหากับประเทศอื่นๆ
ในมุมมองของอาจารย์อัทธ์ มองว่ามาตรการของประเทศไทยที่มีการปิดด่านชายแดน ถือว่าทำได้ดีแล้ว แต่มันควรจะทำมาตั้งนานแล้ว ที่ผ่านมาประเทศไทยเสียเหลี่ยมให้กัมพูชาไปเยอะ ทั้งๆที่กัมพูชา เป็นประเทศเล็กๆ มาตรการที่กัมพูชาใช้อยู่ มันควรเป็นมาตรการของไทยที่ใช้กดดันกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าประเทศไทย อาจจะเสียภาพลักษณ์ไปพอสมควร
แต่ตอนนี้เชื่อว่ารัฐบาลไทย จับทางถูกแล้วว่าจะต้องทำงานยังไง รู้แล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มันต้องไปพร้อมกับความั่นคง พร้อมส่งกำลังใจให้กับแม่ทัพภาคที่ 2 หลังจากนี้รัฐบาลไทย ควรดึงพันธมิตรจากนานาชาติ ให้เข้ามาทราบสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ให้นานาชาติทราบว่า การที่ไทยปิดด่านชายแดนนั้น มาจากที่กัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลง ไม่ทำตามแนวทางสันติวิธี และกัมพูชา เป็นแหล่งพนันระดับโลก ทำให้รัฐบาลไทยไม่สามารถเดินร่วมทางกันได้อีกต่อไป
และภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน อาจารย์อัทธ์ แนะนำให้ทางการไทย เลิกคบกับกัมพูชา เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เขาจะสร้างปัญหาให้กับเราอีก ตัดขาดทุกความสัมพันธ์ เดินหน้าหาทางค้าขายกับประเทศอื่นๆในอาเซียน การคบกับกัมพูชามันเต็มไปด้วยความเสี่ยง ในมุมของนิติสงคราม ตอนนี้เริ่มมีการฟ้องร้องกันแล้ว ถ้าเกิดมีคำตัดสินออกมา ให้นายกหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร
อาจารย์อัทธ์ มองว่าหาก นายกฯ แพทองธาร ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จริง จะทำให้ประเทศไทยไร้ความเชื่อมั่นมากพอสมควร และความเชื่อมั่นจะกลับมาได้ ก็ต้องดูว่าใครจะมาเป็นผู้นำคนต่อไป ซึ่งตอนนี้ความนิยมของพรรคเพื่อไทยก็เริ่มจะลดลง.