สุจิตต์ วงษ์เทศ : 24 มิถุนา 86 ปีที่แล้ว คลั่ง 'เชื้อชาติไทย' เริ่มในประวัติศาสตร์
24 มิถุนายน 2482 (86 ปีที่แล้ว) วันรำลึกครบรอบปีคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีกิจกรรมการเมืองสำคัญ 3 เรื่อง คือ
(1.) วางศิลาฤกษ์สร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลางถนนราชดำเนินกลาง
(2.) ประกาศให้วันที่ 24 มิถุนายนของทุกปีเป็น “วันชาติ” ของประเทศไทย
(3.)ประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศ จาก “สยาม” เป็นประเทศ “ไทย” ทำให้ต้องมีประวัติศาสตร์ไทย อธิบายความเป็นมาของคนไทย “เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” ซึ่งไม่มีจริงในโลก แต่ยังไม่เลิกเชื่อจนทุกวันนี้
ประวัติศาสตร์ไทย มีความเป็นมาดังต่อไปนี้
(1.) ประวัติศาสตร์เชื้อชาติ แบบเชื้อชาตินิยม คลั่งเชื้อชาติไทย
(2.) เสกสรรปั้นแต่งใหม่ล้วนๆ เพื่อสร้างชาติ สนองการเมืองชาตินิยม แบบเชื้อชาตินิยม คลั่งเชื้อชาติไทย ซึ่งโครงเรื่องนี้ไม่เคยมีมาก่อน ไม่มีเรื่องเล่า, ไม่มีตำนาน, ไม่มีพงศาวดาร ฯลฯ
จึงเป็นจินตนาการล้วนๆ เพราะหลักฐานวิชาการไม่มี แต่โดยอ้างเพื่อ “สร้างชาติ” ซึ่งแท้จริงแล้วมีเป้าหมาย—“ผู้ควบคุมอดีตได้ ย่อมบงการอนาคตได้” [นิยายเรื่อง “1984” ของ จอร์จ ออร์เวลล์]
(3.)มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ไม่ปกติต่อเนื่องกัน ได้แก่ (1.) เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตย พ.ศ. 2475 (2.) สงครามโลกครั้งที่ 2 (3.) เปลี่ยนชื่อประเทศ จากสยาม เป็นไทย และ (4.) ปลุกใจสร้าง “มหาอาณาจักรไทย” ต้นเหตุขัดแย้งเพื่อนบ้านโดยรอบ
โครงเรื่องย่อ ดังต่อไปนี้
(1.) อัลไต ถิ่นกำเนิดของคนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ แต่ถูกจีนรุกราน ขับไล่
(2.) น่านเจ้า อาณาจักรแรกของคนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ แต่ถูกจีนแย่งดินแดน แล้วรุกรานขับไล่
(3.) สุโขทัย ราชธานีแห่งแรกของคนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ ที่ถูกจีนรุกรานขับไล่หนีลงมาจากน่านเจ้า ต้องเป็นขี้ข้ามอญและเขมร ต่อมา “ปลดแอก” จากเขมรแล้วสร้างสุโขทัย
เรื่องเป็นขี้ข้าแล้วมีการ “ปลดแอก” ขอมหรือเขมรไม่เคยพบหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี แต่เป็นจินตนาการที่เกิดจากการตีความเกินหลักฐานในจารึกวัดศรีชุมเรื่อง “ขอมสบาดโขลญลำพง” ว่าเป็นขอมหรือเขมรจากเมืองพระนครหลวง (นครธม) ซึ่งไม่มีหลักฐานสนับสนุน และข้อความในจารึกวัดศรีชุมไม่ได้บอกอย่างนั้น
ดังนั้น นักวิชาการนานาชาติเข้าใจตรงกันนานมากหลายสิบปีมาแล้ว โดยไม่เชื่อว่าเป็นเขมรจากนครธม หากเป็นเจ้านายเครือญาติขอมจากเมืองละโว้ (พูดภาษาเขมร) ที่ขัดแย้งกันเองทางการเมืองกับเชื้อสายวงศ์ญาติสุโขทัย
แต่ปัจจุบันอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนประวัติศาสตร์โบราณคดีและจารึกโบราณ ยังเชื่อถือเป็นตุเป็นตะเรื่อง “ปลดแอก” จากเขมรนครธม แล้วเผยแพร่ “สตอรี่” ถึงต่างประเทศ จึงสมควรที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้พิจารณาคุณภาพและประสิทธิภาพของอาจารย์ แล้วแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลความรู้สู่สาธารณะว่าสุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรก และไม่มี “ปลดแอก” จากขอมหรือเขมร (ขอมคือเขมร มีหลักฐานละเอียดมากในหนังสือของจิตร ภูมิศักดิ์)
แผนที่แสดงการอพยพยกโขยงถอนรากถอนโคนของคนไทยจากเทือกเขาอัลไต และน่านเจ้าถึงสุโขทัย ที่ถูกยกเลิกหมดแล้ว แต่อาจารย์บางมหาวิทยาลัย “ยังไม่ตื่นจากฝัน” [ภาพจาก แผนที่ภูมิศาสตร์ โดย ทองใบ แตงน้อย สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช พิมพ์ครั้งที่ 42 พ.ศ. 2548 หน้า 27]
คนไทย, เมืองไทย, ภาษาไทย
ไทย เป็นชื่อทางวัฒนธรรมที่ไม่เป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ และไม่เป็นชื่อเชื้อชาติ เพราะเชื้อชาติไม่มีในโลก (ดีเอ็นเอไม่บอกเชื้อชาติ แต่บอกลักษณะความสัมพันธ์อันเป็นต้นตอระบบเครือญาติ) มีครั้งแรกบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังรับเถรวาท จากลังกา ยกย่องภาษาบาลี เรือน พ.ศ. 1700
ไทย (มี ย) เขียนอย่างภาษาบาลี มีรากเหง้าจากคำดั้งเดิมว่า ไท (ไม่มี ย) ซึ่งมีความเป็นมาดังนี้
(1.) ไท (ไม่มี ย) บางแห่งว่า ไต (ท ออกเสียงเป็น ต) เป็นคำดั้งเดิมในตระกูลภาษาไท-กะได หรือ ไท-ไต ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโซเมีย หรือตะวันออกเฉียงใต้ของลุ่มน้ำแยงซี บริเวณพรมแดนจีน-เวียดนาม ตั้งแต่ก่อนมีศาสนาพุทธเมื่อ 3,000 ปีมาแล้ว
คำว่าไท มีความหมายดั้งเดิมว่าคน หรือ ชาว เช่น ไทบ้าน คือ คนบ้าน หรือชาวบ้าน, ไทพวน คือ คนพวนหรือชาวพวน (ไม่หมายถึงคนไทยปัจจุบัน)
จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายเพิ่มว่าไท หมายถึงคนทางสังคม (people) ซึ่งมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งเป็นหมู่เป็นพวก มิใช่คนทางธรรมชาติ (human being) ที่เป็นชนิดหนึ่งของสัตว์โลก (จากหนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519 หน้า 550)
(2.) ไทย (มี ย) มีขึ้นจากคำว่า ไท (ไม่มี ย) ถูก “จับบวช” เข้าบาลีว่า “เทยฺย” แล้วแปลงกลับเป็นพื้นเมืองว่า “ไทย” ใช้เรียกภาษาไทย และคนไทย เมื่อเรือน พ.ศ. 1700
มีเหตุจากชนชั้นนำชาวสยามลุ่มน้ำเจ้าพระยา พูดภาษาไท-ไต รับศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา ยกย่องบาลีเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ แล้วสถาปนาเมืองอโยธยาบริเวณ ชุมทางแม่น้ำ 3 สาย ได้แก่ เจ้าพระยา, ป่าสัก, และลพบุรี (จ. พระนครศรีอยุธยา)
หลักฐานวิชาการยืนยันตรงกันทั้งหมด ดังนั้นรัฐบาลควรทำ ดังนี้
เรื่องแรก อนุรักษ์และแบ่งปันเผยแพร่ประวัติศาสตร์เมืองอโยธยา ด้วยการตีแผ่ความจริงตามหลักฐานวิชาการและหลีกเลี่ยงทำลายเมืองอโยธยา
เรื่องหลัง กระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองอโยธยา ถิ่นกำเนิดที่แท้จริงของคนไทย, ความเป็นไทย, และประเทศไทย เพื่อกระจายรายได้สม่ำเสมอและยาวนานสู่รากหญ้าถ้วนหน้าถึงกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ : 24 มิถุนา 86 ปีที่แล้ว คลั่ง ‘เชื้อชาติไทย’ เริ่มในประวัติศาสตร์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th