โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท.แก้”หนี้ครัวเรือน”แบบครบวงจร ปรับ“คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 เดินหน้าช่วยลูกหนี้ที่ไม่ยอมแพ้อย่างยั่งยืน

Manager Online

เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 02.08 น. • MGR Online

ธนาคารแห่งประเทศไทยมองการแก้ไขปัญหา”หนี้ครัวเรือน”แบบครบวงจร ดูฝั่งรายได้ประชาชนที่เติบโตช้า การกำกับดูแลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อแบบมีความรับผิดชอบ (Responsible Lending) ผ่านการให้ความรู้ประชาชน “เราพร้อมช่วย ถ้าคุณยังสู้”ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้อย่างยั่งยืน พร้อมเน้นย้ำ 2 ข้อกังวลหลักของลูกหนี้ที่ไม่กล้าเข้าโครงการ นั่นคือหัวใจของโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 ซึ่งธปท.และกระทรวงคลัง นำมาต่อยอดอีกครั้งจากเฟสแรก ปรับปรุงแก้ไข หลักเกณฑ์เงื่อนไข ให้ลูกหนี้เข้าข่าวโครงการเพิ่มมากขึ้น เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้สินให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจ พร้อมพา “ลูกหนี้ที่อยู่รอด” ก้าวต่อได้อย่างมั่นคง ลูกหนี้และธนาคารเจ้าหนี้ต้อง”WIN WIN “

ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวว่า ธปท.มองการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการดูฝั่งรายได้ที่เติบโตช้า การกำกับดูแลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อแบบมีความรับผิดชอบ (Responsible Lending) ผ่านการให้ความรู้ประชาชน รวมทั้ง“โครงการคุณสู้ เราช่วย” ที่เน้นลูกหนี้ที่ยังต้องการสู้อยู่ พยายามเข้าไปประคับประคองให้สู้ต่อและอยู่รอด ในเฟสแรกของโครงการจะสามารถช่วยลูกหนี้ได้รวมประมาณ 50 % ของยอดหนี้ เพราะต้องอาศัย “เจตจำนงของลูกหนี้” ที่ต้องการแก้ไขปัญหาหนี้ของตัวเองด้วย จึงใช้ชื่อโครงการว่า”คุณสู้ เราช่วย” ที่ดีไซน์ไว้สำหรับลูกหนี้มีสิทธิเลือกว่าจะสู้หรือไม่ ถ้าสู้แปลว่ายังต้องผ่อนอยู่ แต่โครงการให้ผ่อน 50% ของงวดผ่อนเดิมในช่วงหนึ่งปีแรก แล้วค่อยขยับขึ้นเป็น 70%

ข้อดีของโครงการคุณสู้ เราช่วยคือ ถ้าลูกหนี้ยังสู้อยู่ จะได้รับ “โปรแรง ต้องมาพร้อมกับวินัย” เพราะดอกเบี้ยจะพักไว้ข้างๆ ถ้าทำได้ตามเงื่อนไข คือ ผ่อนได้ครบ และไม่ก่อหนี้ใหม่ในช่วง 12 เดือน ดอกเบี้ยนั้นจะยกให้ทันที กลายเป็นเสมือนคิดดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ส่วนบางคนรายได้น้อยเกินไป ก็ต้องเลือกใช้วิธีอื่นซึ่งมีกระบวนการแก้หนี้แบบอื่นอยู่ แต่โปรอาจไม่แรงขนาดนี้ ส่วนเฟส 2 จะประเมินจากเฟสแรกและการได้เห็นลูกหนี้มาบ้างแล้ว จึงเห็นช่องโหว่ โดยลูกหนี้ 2 ใน 3 ส่งคำขอเข้ามาแต่ไม่เข้าเงื่อนไขโครงการ ดังนั้นเฟส 2 ก็จะพิจารณาช่องโหว่ถี่ถ้วนมากขึ้น เช่น ลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียไม่เกิน 30 วัน

โครงการนี้ไม่ใช่แค่การพักหนี้หรือปรับโครงสร้างชั่วคราว แต่เป็น การแก้หนี้อย่างยั่งยืน สำหรับผู้ที่ยังมีศักยภาพ ยังมีรายได้ และยังไม่ยอมแพ้กับชีวิตและต้องการไปต่อได้ มุ่งเป้าไปที่ลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพในการหารายได้ และต้องการความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับรายได้จริง โดยเปิดโอกาสให้ร่วมเจรจากับเจ้าหนี้ในรูปแบบที่โปร่งใส เป็นธรรม และมีมาตรฐานร่วมกัน โดยธปท.จะเป็นฝ่ายกำกับดูแลหากการเจรจายังหาข้อสรุปไม่ได้ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะได้ประโยชน์ทั้งลูกหนี้และธนาคารเจ้าหนี้ที่จะ”WIN WIN“ กันทั้ง 2 ฝ่าย

เป้าหมายสำคัญคือ ไม่ปล่อยให้ลูกหนี้ดี กลายเป็นหนี้เสียเพราะไม่มีทางออก และ ไม่ปล่อยให้คนที่ยังสู้อยู่ ต้องพ่ายแพ้ เพราะแบกรับดอกเบี้ยหรือภาระที่เกินตัว

ความเข้าใจผิด ที่ทำให้ลูกหนี้ไม่กล้าเข้าโครงการ

แม้แบงก์ชาติจะเร่งสื่อสารถึงประโยชน์ของโครงการ แต่พบว่า ยังมีลูกหนี้จำนวนมาก “ไม่กล้าเข้าโครงการ” ด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อน 2 ประเด็นหลักคือ:

1. กลัวถูกธนาคาร “ปรับลดวงเงิน” หรือ “ปิดบัญชีสินเชื่อ” ทันที

หลายคนคิดว่า หากเปิดเผยตัวว่าเป็นหนี้ หรือขอเจรจา เจ้าหนี้อาจมองว่าไม่มั่นคง และปิดโอกาสทางการเงินในอนาคตทันทีแต่ความจริงแล้ว โครงการนี้คือการป้องกันไม่ให้หนี้บานปลาย การเข้าร่วมแสดงถึงความรับผิดชอบ และช่วยให้ธนาคารสามารถให้ความช่วยเหลือได้ตรงจุด

2. กลัวถูก “เสียประวัติเครดิต”หรือ”ติดเครดิตบูโร

ลูกหนี้หลายคนกังวลว่าหากเข้าโครงการแล้วจะถูกบันทึกว่าเป็นหนี้เสีย ทำให้ขอกู้ในอนาคตไม่ได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง การเป็นหนี้เสียหรือขาดการผ่อนชำระก็จะติดเครดิตบูโรอยู่แล้ว แต่การเข้าโครงการนี้หากสามารถปฎิบัติได้ตามเงื่อนไขของโครงการในงวดแรกก็สามารถปลดรหัส NPL ในเครดิตบูโรเป็นรหัสหนี้ปกติได้ และจะมีการบันทึกว่าเข้าร่วมโครงการ ซึ่งแสดงถึงความตั้งใจจริง”ยังสู้”ในการแก้ไขหนี้ของตัวเอง ถือเป็นลูกหนี้กลุ่มที่รักษาวินัยและจะดีกว่าการติดประวัติหนี้เสียต่อไปโดยไม่แก้ไข

ธปท.เปิดเผยข้อมูลล่าสุด ตั้งแต่เริ่มเปิดโครงการฯ เมื่อวันที่12 ธันวาคม 2567 จนถึงล่าสุด ณ วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 มีลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ลงทะเบียนทั้งสิ้น 1.5 ล้านราย ครอบคลุม 2.0 ล้านบัญชี

จากการสำรวจข้อมูลการคัดกรองคุณสมบัติลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2568 พบว่าลูกหนี้ที่ลงทะเบียนมีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการฯ ได้ มีจำนวน 6.3 แสนราย (คิดเป็นร้อยละ 32 ของลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมด 1.9 ล้านราย) เป็นยอดหนี้ 4.6 แสนล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 52 ของยอดหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมด 8.9 แสนล้านบาท) ทั้งนี้สถาบันการเงินจะต้องเร่งติดต่อลูกหนี้เพื่อดำเนินการทำข้อตกลงในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อให้การช่วยเหลือลูกหนี้เป็นไปตามเกณฑ์ และตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการระยะที่ 2 วันที่ 1 - 4 กรกฎาคม 2568 มีลูกหนี้มาลงเบียนเข้าร่วมโครงการทั้งระยะที่ 1 และ 2 แล้ว 50,560 ราย 95,604 บัญชี

ดูรายละเอียดโครงการ “ คุณสู้ เราช่วย “ได้ที่: เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย

โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ระยะที่ 2 ตามที่กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks) บางแห่ง ออกมาตรการชั่วคราวเพื่อให้ ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและลูกหนี้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เฉพาะกลุ่ม ภายใต้โครงการ "คุณสู้ เราช่วย" (โครงการฯ) นั้น

ตั้งแต่เริ่มเปิดโครงการฯ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 จนถึงล่าสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 มีลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ลงทะเบียนทั้งสิ้น 1.4 ล้านราย ครอบคลุม 1.9 ล้านบัญชี และจากการสำรวจข้อมูลการคัดกรองคุณสมบัติลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2568 พบว่าลูกหนี้ที่ลงทะเบียนมีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการฯ ได้ มีจำนวน 6.3 แสนราย (คิดเป็นร้อยละ 32 ของลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมด 1.9 ล้านราย) เป็นยอดหนี้ 4.6 แสนล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 52 ของยอดหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมด 8.9 แสนล้านบาท) ทั้งนี้ สถาบันการเงินจะต้องเร่งติดต่อลูกหนี้ เพื่อดำเนินการทำข้อตกลงในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เพื่อให้การช่วยเหลือลูกหนี้เป็นไปตามเกณฑ์ ที่กำหนดต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ยังมีลูกหนี้กลุ่มเปราะบางจำนวนมากที่มีปัญหาในการชำระหนี้ และพบว่าลูกหนี้ยังให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง แต่บางส่วนไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้เนื่องจากมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด กระทรวงการคลัง สศช. ธปท. ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ Non-bank ที่เป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ จึงเห็นควรขยายระยะเวลาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ระยะที่ 1 (จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568) และให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม ภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ระยะที่ 2 ที่ยังคงยึดหลักการสำคัญเช่นเดียวกับโครงการฯ ระยะที่ 1 ได้แก่ การช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่มีโอกาสรอดให้สามารถฟื้นตัวกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ เมื่อรายได้ฟื้นตัวในระยะข้างหน้า หรือให้สามารถปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น โดยออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เฉพาะกลุ่มเป็นการชั่วคราว และมีแนวทางป้องกันมิให้ลูกหนี้เสียวินัยในการชำระหนี้ (moral hazard) ควบคู่ไปด้วย จึงยังคงการพิจารณาคุณสมบัติของลูกหนี้ไว้ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 เช่นเดียวกับโครงการฯ ระยะที่ 1

โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ระยะที่ 2 ได้ปรับปรุงเงื่อนไขของมาตรการเดิม และมีมาตรการใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางได้ครอบคลุมมากขึ้น สำหรับลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจ Non-bank ที่เป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ดังนี้

มาตรการที่ 1 “จ่ายตรง คงทรัพย์” ขยายคุณสมบัติลูกหนี้ที่เข้ามาตรการให้ครอบคลุมถึง

1) ลูกหนี้ที่มีวันค้างชำระเกิน 365 วัน และ 2) ลูกหนี้ที่เคยมีประวัติค้างชำระน้อยกว่าที่กำหนดในระยะที่ 1 คือ เคยค้างชำระ 1 - 30 วัน และเคยปรับโครงสร้างหนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่วงเงินไม่สูงมาก ให้สามารถรักษาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันทั้งบ้าน รถ และสถานประกอบการไว้ได้

มาตรการที่ 2 “จ่าย ปิด จบ” ขยายเพดานภาระหนี้ของลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสีย (สถานะ NPL) เพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น โดย

1) สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (unsecured loan) เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต ขยายเพดานภาระหนี้คงค้างเป็นไม่เกิน 10,000 บาทต่อบัญชี

2) สินเชื่อที่มีหลักประกัน (secured loan) ซึ่งได้มีการบังคับหลักประกันแล้ว และมีวงเงินสินเชื่อไม่เกินกว่าที่กำหนด (วงเงินสินเชื่อบ้าน หรือ สินเชื่อ SMEs ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อบัญชี สินเชื่อรถยนต์ไม่เกิน 800,000 บาทต่อบัญชี สินเชื่อรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี) ขยายเพดานภาระหนี้คงค้างเป็นไม่เกิน 30,000 บาทต่อบัญชี เพื่อให้ลูกหนี้เหล่านี้สามารถเปลี่ยนสถานะการเป็นหนี้ จาก "หนี้เสีย" เป็น "ปิดจบหนี้" และเริ่มต้นใหม่ได้เร็วขึ้น

มาตรการที่ 3 “จ่าย ตัด ต้น” ซึ่งเป็นมาตรการใหม่สำหรับหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน (unsecured loan) ที่มียอดหนี้คงค้างไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี และเป็นหนี้เสีย (สถานะ NPL) โดยการปรับโครงสร้างหนี้ให้มีเงื่อนไขการผ่อนชำระคืนเป็นงวด (term loan) และผ่อนชำระร้อยละ 2 ของเงินต้นคงค้าง เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งค่างวดที่ชำระจะนำไปตัดเงินต้นทั้งจำนวน สำหรับดอกเบี้ยจะพักแขวนไว้ และจะได้รับยกเว้นดอกเบี้ยในระหว่างมาตรการหากลูกหนี้สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับลูกหนี้ทั้งในปัจจุบันและระยะต่อไปได้

“ดังนั้นการเข้าโครงการ”คุณสู้ เราช่วย”คือทางรอด ไม่ใช่ตราบาป” ดีกว่าปล่อยให้หนี้ค้างชำระ กลายเป็นดินพอกหางหมูจนไม่สามารถฟื้นฟูได้ในระยะยาว ขณะนี้ลูกหนี้สามารถติดต่อธนาคารเจ้าหนี้ของตนโดยตรง หรือเข้าไปที่เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อดูแนวทางการเข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ได้โดยง่าย โดยแบงก์ชาติร่วมมือกับสถาบันการเงินหลายแห่ง เพื่อเปิดช่องทางเฉพาะกิจสำหรับลูกหนี้ที่ต้องการเจรจา ปรับเงื่อนไข ลดดอกเบี้ย หรือขยายเวลาผ่อนชำระให้เหมาะกับรายได้จริง อย่ารอให้หนี้สายเกินไป แบงก์ชาติพร้อมช่วย ถ้าคุณพร้อมเปิดใจ”

****ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการภายใต้โครงการ "คุณสู้ เราช่วย" ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 สามารถศึกษารายละเอียดและสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่ https://www.bot.or.th/khunsoo ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 หรือติดต่อสาขาของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call center ของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ หรือ BOT contact center ของ ธปท. โทร. 1213****

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...