โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อาเซียนเร่งเจรจาลดภาษีตอบโต้สหรัฐฯ ก่อนเส้นตาย 1 ส.ค. ลุ้นรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

The Better

อัพเดต 26 ก.ค. 2568 เวลา 06.43 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2568 เวลา 06.10 น. • THE BETTER
ประเทศในอาเซียนกำลังเร่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อขอลดภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ที่กำลังบีบคั้นการส่งออกอย่างหนัก ก่อนถึงเส้นตายสำคัญในวันที่ 1 สิงหาคมนี้

ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และกัมพูชา คือกลุ่มประเทศที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาอย่างเข้มข้นในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ขณะที่เพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้บรรลุข้อตกลงล่วงหน้าแล้ว

หากการเจรจาไม่สำเร็จภายในกำหนด ไทยและกัมพูชาอาจเผชิญภาษีสูงถึง 36% มาเลเซีย 25% และสิงคโปร์อย่างน้อย 15%

ความคืบหน้าในแต่ละประเทศ
• ฟิลิปปินส์ ลดภาษีจาก 20% เหลือ 19% พร้อมรับคำชื่นชมจากอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ในฐานะประเทศที่มอบ “ภาษีศูนย์” ให้กับสหรัฐฯ
• อินโดนีเซีย ตกลงลดภาษีนำเข้าหลายรายการ ส่งผลให้ภาษีตอบโต้ลดลงจาก 32% เหลือ 19%
• เวียดนาม เจรจาสำเร็จเช่นกัน โดยลดภาษีตอบโต้เหลือ 20% แม้ยังต้องเผชิญภาษีสูงถึง 40% สำหรับสินค้าขนส่งผ่าน
• สิงคโปร์ แม้เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยง หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงก่อนกำหนด อัตราภาษีจะเพิ่มจาก 10% เป็นอย่างน้อย 15% โดยรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์กำลังเจรจาขอข้อยกเว้นเฉพาะกลุ่มสินค้าเภสัชภัณฑ์
• ไทย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังระบุว่าได้ยื่นข้อเสนอสุดท้ายแล้ว หวังลดภาษีตอบโต้เหลือ 20% สำหรับการส่งออกมูลค่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 18% ของการส่งออกทั้งหมดของไทยในปี 2024
• มาเลเซีย ยังอยู่ระหว่างการเจรจา โดยโฟกัสที่กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญอย่างอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และชิป
• กัมพูชา เผชิญความเสี่ยงสูง เนื่องจากส่งออกกว่า 40% ของมูลค่าทั้งหมดไปยังสหรัฐฯ หากไม่สามารถลดภาษีได้ อาจมีการย้ายฐานผลิตออกนอกประเทศ ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ความยากจนเพิ่มขึ้น และเกิดการว่างงานในวงกว้าง

นักวิเคราะห์จากหลายฝ่ายเตือนว่า การเจรจาแบบรายประเทศอาจบั่นทอนเอกภาพของอาเซียน และกระทบต่อการค้าในภูมิภาคโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเจรจาในช่วงสุดท้ายก่อนเส้นตาย 1 สิงหาคมนี้ จึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญของพลังต่อรองของแต่ละประเทศ และความสามารถในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในภูมิภาค

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...