โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เหตุอุกฉกรรจ์ในวังหน้าสมัยรัชกาลที่ 1 คดีลอบปลงพระชนม์ “กรมพระราชวังบวรฯ”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 15 พ.ค. 2568 เวลา 07.24 น. • เผยแพร่ 15 พ.ค. 2568 เวลา 07.24 น.
พระบรมราชานุสาวรีย์กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท วังหน้า

เหตุลอบปลงพระชนม์กรมพระราชวังบวรฯ เรื่องใหญ่สมัยต้นกรุงเทพฯ เมื่อ 2 กบฏลักลอบเข้าวังหน้าเพื่อประทุษร้ายสมเด็จพระอนุชาธิราชในรัชกาลที่ 1 ระหว่างเสด็จไปทรงบาตรยามเช้า

เรื่องราวนี้ปรากฏในพงศาวดาร โดยระบุว่าเกิดขึ้นในปีเถาะ เบญจศก จุกศักราช 1145 ตรงกับ พ.ศ. 2326 ซึ่งเป็นปีที่ 2 ของแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1)

ตามธรรมดาหากพระสงฆ์รับบิณฑบาตตามบ้านของราษฎร จะไม่คอยท่าเหมือนรับตามวังเจ้าและบ้านผู้มีบรรดาศักดิ์ใหญ่ ๆ ซึ่งบางครั้งต้องรอนานมาก กว่าจะได้รับก็สาย กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทหรือ “วังหน้าพระยาเสือ” สมเด็จพระอนุชาธิราชในรัชกาลที่ 1 จึงโปรดให้ตั้งพระราชกำหนดขึ้นใหม่ในวังหน้า ให้เจ้าพนักงานเตรียมข้าวทรงบาตรมาตั้งไว้ก่อนนิมนต์พระสงฆ์มารับ โดยพระองค์จะเสด็จมาทรงบาตรเวลา 7 โมงเช้าเป็นประจำ

ด้วยเหตุนี้ ประตูดินวังหน้า หรือพระราชวังบวรสถานมงคล จึงต้องเปิดตั้งแต่ก่อนเวลาย่ำรุ่ง เพื่อให้เจ้าพนักงาน หรือพวกวิเสทปากบาตรขนข้าวทรงบาตรเข้าไปเตรียมไว้

พอมีพระราชกำหนดดังกล่าวไม่นาน ได้มีอ้ายบัณฑิต หรือทิด (ผู้บวชเรียนแล้วสึกออกมา) 2 คน พเนจรมาจากเมืองนครนายก โอ้อวดว่าตนมีวิชาความรู้ สามารถล่องหนหายตัวได้ มาอาศัยอยู่กับ “นายวิเสทปากบาตร” อยู่หลายวัน ก่อนจะคิดกำเริบใช้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในพระราชกิจรายวันดังกล่าว เพื่อประทุษร้ายกรมพระราชวังบวรฯ

นายวิเสทปากบาตรนี้มีชื่อจริงว่า นางเอี้ยงนอกจากมีหน้าที่ดูแลข้าวทรงบาตรของกรมพระราชวังบวรฯ แล้ว ยังเป็นมารดาของ “เจ้าจอมภู่” เจ้าจอมของวังหน้าด้วย

ในการก่อการครั้งนั้น 2 ทิดได้คบคิดกันกับขุนนางหลายคน เช่น พระยาอภัยรณฤทธิ์ และนางเอี้ยงนายวิเสทปากบาตร เพื่อวางแผนลอบ “ปลงพระชนม์” กรมพระราชวังบวรฯ

วันศุกร์ เดือน 5 แรม 5 ค่ำ เวลาเช้าตรู่ พวกผู้หญิงวิเสทวังหน้าพากันขนกระบุงข้าวทรงบาตรเข้าไปทางประตูดิน นางเอี้ยงเป็นต้นคิดแต่งตัวให้ 2 ทิด นุ่งห่มผ้าอย่างผู้หญิง ถือดาบซ่อนไว้ในผ้าห่ม แล้วลอบเข้าไปในวังหน้า โดยขึ้นไปแอบอยู่ 2 ข้างพระทวารพระราชมณเทียร คอยดักทำร้ายกรมพระราชวังบวรฯ

พงศาวดารเล่าว่า “ด้วยเดชะพระบารมีบุญญาภินิหาร เวลาวันนั้นหาเสด็จลงทรงบาตรทางพระทวารมุขนั้นไม่ เทพยดาดลพระทัยให้ทรงพระราชดำริจะลงมาเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังหลวง ก็เสด็จทางพระทวารข้างหน้า แล้วเสด็จมายังพระราชวังหลวงแต่เวลาเช้าก่อนทรงบาตร”

2 ทิดจึงพลาดโอกาสไปอย่างหวุดหวิด แต่ขณะกำลังหลบข้างประตูอย่างกระหายเลือดนั้น ปรากฏว่านางพนักงานวังหน้าพบเข้าก็ตกใจร้องวิ่งอื้ออึงว่า มีผู้ชาย 2 คนถือดาบขึ้นมาอยู่ที่พระทวาร ทำให้แผนของอ้ายบัณฑิตแตกไม่เป็นท่า ตกกระไดพลอยโจนต้องวิ่งไล่จับนางพนักงาน พอดีกับมีขุนหมื่นกรมวังคนหนึ่งคุมไพร่เข้าไปก่อถนนอยู่ในพระราชวัง 2 ทิดจึงเอาดาบฟันขุนหมื่นผู้นั้นศีรษะขาด ล้มลงตายอยู่ตรงนั้น

เกิดความโกลาหลใหญ่โตขึ้นไปอีก พวกเจ้าจอมข้างในและจ่าโขลนพากันตกใจ ร้องอื้ออึงบอกมายังข้าราชการข้างหน้า พวกข้าราชการจึงพากันกรูเข้าไปในวังหน้า ไล่ล้อมจับฆาตกรโหดทั้งสอง เอาไม้เอาอิฐทุบตีขว้างปาเป็นอลหม่าน บางคนวิ่งมายังพระบรมมหาราชวัง กราบทูลเหตุให้ทรงทราบ

ขณะนั้นรัชกาลที่ 1 และสมเด็จพระอนุชาธิราชประทับอยู่ในท้องพระโรง ได้ทรงทราบจึงทรงมีพระราชดำรัสให้ข้าราชการและตำรวจทั้งวังหลวงและวังหน้าไปช่วยกันจับกบฏ

“ช่วยกันทุบตีล้มลงจับได้มัดไว้ให้ชำระถาม อ้ายกบฏให้การซัดพวกเพื่อนที่ร่วมคิดกบฏด้วยกันเป็นอันมาก ถูกข้าราชการทั้งวังหลวงและวังหน้าเป็นหลายนาย พระยาอภัยรณฤทธิ์ เป็นต้น กับทั้งพวกผู้หญิงวิเสทปากบาตรวังหน้า ยังนอกนั้นทั้งนายไพร่อีกหลายคนมีพระราชบัณฑูรให้เฆี่ยนสอบกับอ้ายบัณฑิตรับเป็นสัตย์…”

นางเอี้ยงให้การว่า ตนหลงเชื่อฟังอ้ายบัณฑิตเพราะอ้างเรื่องวิชาอาคมต่าง ๆ จนหลวมตัวสาบานตนว่าจะขอพึ่งบุญของมัน เมื่อก่อการสำเร็จ จะยอมยกบุตรหญิงคือเจ้าจอมภู่ให้เป็นภรรยา เพื่อจะได้เป็นมเหสีต่อไป

กรมพระราชวังบวรฯ จึงให้ลงพระราชอาญาตามโทษทัณฑ์ ประหารชีวิตกบฏทั้งหมด

เหตุร้ายแรงดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณที่จะสร้างปราสาท ซึ่งวังหน้าพระยาเสือโปรดให้สร้างเหมือนอย่างพระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์ที่กรุงศรีอยุธยา จึงเป็นมูลเหตุจูงพระทัยให้ล้มเลิกพระราชดำริดังกล่าว เพราะทรงเห็นว่าวังหน้าอยุธยาไม่มีปราสาท หากทรงสร้างขึ้นเองจะเกินวาสนา แล้วโปรดให้เอาไม้ที่เตรียมไว้ไปสร้างพระมณฑปที่วัดมหาธาตุ

ส่วนบริเวณซึ่งจะสร้างปราสาทก็โปรดให้สร้างพระวิมานถวายเป็นพุทธบูชา ขนานนามว่า “พระพิมานดุสิต” สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปแทน

นับเป็นเหตุรุนแรงในต้นรัชกาลที่ 1 ซึ่งค่อนข้างใหญ่โตและสะเทือนขวัญ เพราะมีผู้เสียชีวิตและถูกลงโทษประหารชีวิตจำนวนมาก

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ประยุทธ สิทธิพันธ์. (2506). ศาลไทยในอดีต.กรุงเทพฯ : สาส์นสวรรค์.

ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา เรียบเรียง; สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตรวจชำระและทรงพระนิพนธ์อธิบาย. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑.พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 พฤษภาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เหตุอุกฉกรรจ์ในวังหน้าสมัยรัชกาลที่ 1 คดีลอบปลงพระชนม์ “กรมพระราชวังบวรฯ”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...