Treasurist Fund Traffic Control แผนการลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 30 มิ.ย. – 4 ก.ค. 68
กลุ่มสีฟ้า (ตัวช่วยชี้วัด)
- เป็นสัปดาห์ที่โลกค่อนข้างสงบสุข สินทรัพย์เสี่ยงส่วนใหญ่ฟื้นตัว
- 10-Y US Gov Bond Yield ขยับลงต่อเนื่อง (ราคาเพิ่มขึ้น) ล่าสุดมาอยู่ที่ 4.28% และ USD Index ก็ขยับลงตลอดสัปดาห์ มาอยู่ที่ 97.25
- THB/USD ยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่า ปิดวันศุกร์ไปที่ระดับ 32.45 (ปลายปี 67 อยู่ที่ระดับ 34.27 และ 12 เดือนก่อน อยู่ที่ระดับ 36.76) ลงทุนต่างประเทศแบบ ปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (hedged) ยังคงได้เปรียบ และเทรเชอริสต์แนะนำแบบนี้มาตั้งแต่ 16 เม.ย. 68
กลุ่มแนวโน้มระยะกลางสีเขียว (ซื้อได้ ถือต่อได้)
- ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีเรียงหน้าทำ New all-time high ทั้ง S&P North American Expanded Tech Sector Index มาจนถึง NASDAQ-100 แม้ FOMC ยังคงชะลอการปรับลด Fed Funds Rate และเทรเชอริสต์แนะนำกลับเข้าลงทุนกองทุนกลุ่มนี้มาตั้งแต่ต้นเดือน
- หุ้นญี่ปุ่น ยุโรป จีน อินเดีย เรียงหน้าปิดบวกในภาพรวมตลอดสัปดาห์
- เมื่อโลกสงบสุขได้บ้าง และหุ้นก็ฟื้นตัว ทองคำก็ย่อลง ล่าสุดเกิดสัญญาณ Temp Down แต่ยังถือต่อได้อย่างระมัดระวัง
- แนะนำผู้ลงทุนพิจารณาตารางการจัดสรรเงินลงทุน (ตาราง Standard Asset Allocation) เพื่อให้รู้ว่าต้องลงทุนรายการใดเป็นสัดส่วนเท่าไร ตามระดับผลตอบแทนที่คาดหวังและระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตนเอง
กลุ่มแนวโน้มระยะกลางสีแดง (รอดู)
- ราคาน้ำมันดิบร่วงแรงจากระดับ 72-73 USD/bbl ลงมาปิดที่ 65 ตามสถานการณ์ตะวันออกกลางที่คลี่คลาย กองทุนหุ้นธุรกิจพลังงานที่เคยจับตา จึงยังไม่พลิกขึ้นมาให้เข้าลงทุน
- หุ้นไทย แนวโน้มยังเป็นขาลงชัดเจน รอดูไปก่อน ยังไม่เข้าลงทุน โดยเทรเชอริสต์แนะนำแนวทางนี้ (รอดู) มาตั้งแต่ต้นปี 13 ม.ค. 68
วิธีดูข้อมูลนี้ให้เข้าใจและใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
ดู"สรุป" และ "รายการ" เพื่อให้ได้ข้อมูลทันทีว่ารายการไหนมีแนวโน้มระยะกลางอยู่ในขาขึ้น ซึ่งอยู่ในช่วงที่ลงทุนได้ และดู "ลำดับวัฏจักรของแนวโน้ม" เพื่อเข้าใจการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มจากระยะสั้นที่จะส่งผ่านมาถึงระยะกลาง และทำความเข้าใจรายละเอียดคำแนะนำในสถานะแนวโน้มต่าง ๆ .. โดยสีของกล่องแต่ละรายการจะอิงตามประเภทสินทรัพย์ หุ้น = สีฟ้า สินค้าโภคภัณฑ์ = สีทอง และกองรีท (สินทรัพย์ทางเลือก) = สีเขียว
ดู"ตัวอย่างกองทุนน่าสนใจ" เพื่อนำไปศึกษาหนังสือชี้ชวน/Fund Fact Sheet ให้เพียงพอก่อนตัดสินใจลงทุนจริงต่อไป โดยทั้งหมดเป็นกองทุนที่ซื้อได้จริงกับ บลน. เทรเชอริสต์ com หรือจะเลือกลงทุนกองทุนอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันก็ได้ตามชอบ
ดู "ต้นสัปดาห์ที่เริ่มแนวโน้มระยะกลาง" เพื่อให้เห็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้ม โดยควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษเมื่อแนวโน้มระยะกลางเพิ่งเปลี่ยนทิศทาง (Reversal) จากเขียวเป็นแดง-จากแดงเป็นเขียว เพราะแปลว่า ผู้ลงทุนควรรีบพิจารณา ซื้อ/ขาย ตั้งแต่ต้นแนวโน้ม
แต่ละรายการควรลงทุนมากน้อยเท่าไรเมื่อเทียบกับเงินที่มี
ภาพรวมให้อิงตามการแบ่งสัดส่วนลงทุนตามประเภทสินทรัพย์ (Asset Allocation) ตามผล Suitability Test ที่แต่ละท่านทำไว้เองล่าสุด เช่น ถ้าเป็นผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงสุด สามารถมีกองทุนหุ้นรวมกันได้ถึง 70% ของพอร์ตโดยรวม แต่ถ้ารับความเสี่ยงได้ต่ำสุด สัดส่วนกองทุนหุ้นก็ไม่ควรเกิน 10% .. และหากตารางนี้ยังไม่แนะนำกองทุนประเภทใด สามารถลงทุนในประเภทกองทุนที่ระดับความเสี่ยงต่ำกว่าไปพลางก่อน เช่น หากยังไม่แนะนำกองทุนหุ้นใด ๆ เลย สามารถใช้โควต้าสัดส่วนกองทุนหุ้น ไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้เพิ่มขึ้นได้ นับเป็นการลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนในภาวะที่หุ้นยังไม่สดใส
กรณีสินทรัพย์ประเภทเดียวกันแนะนำให้ลงทุนได้หลายรายการพร้อมกัน สามารถแบ่งสัดส่วนคร่าว ๆ ได้ตามขนาดตลาด (Market Capitalization) ของรายการนั้น ๆ เช่น เนื่องจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีขนาดใหญ่กว่าตลาดหุ้นเวียดนาม หลายเท่าตัว ก็อาจจะแบ่งสัดส่วนกองทุนหุ้นญี่ปุ่นให้สูงกว่ากองทุนหุ้นเวียดนาม
หากแนวโน้มระยะกลางเป็นกรอบสีส้ม ซึ่งหมายความว่าแนวโน้มมีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ยังต้องรอการยืนยัน >> กรณีมีสัญญาณ Temp Up (มีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียว) หากเน้นความเร็ว สามารถเริ่มเข้าซื้อได้ในสัดส่วน 50% ของตัวมันเอง (อ่านประกอบกับข้อ 4.2) แต่หากเน้นความแน่นอน ก็ยังรอดูไปก่อน จนกว่าจะกลายเป็นสีเขียวจึงเริ่มเข้าซื้อ
>> กรณีมีสัญญาณ Temp Down (มีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดง) หากเน้นความเร็ว สามารถขายลดปริมาณลงมาเหลือ 50% ของตัวมันเอง (อ่านประกอบกับข้อ 4.2) แต่หากเน้นความแน่นอน ก็ยังถือเต็ม 100% ไว้ตามเดิมก่อน จนกว่าจะกลายเป็นสีแดงจึงขายทั้งหมดชวนสังเกตความสัมพันธ์แบบแปรตามและแปรผกผันกันระหว่างสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เช่น ช่วงที่ USD Bond Yield ขยับขึ้น จะเห็นว่า USD Index ก็จะขยับขึ้นตาม และหุ้นปรับตัวลง
หลักการและคำอธิบายเพิ่มเติม
- รูปแบบตัวเลขเชิงสังคมเศรษฐกิจ (Socioeconomics) ที่เป็น time series เช่น จำนวนประชากรของประเทศหนึ่ง ๆ ย้อนหลังหลายปี ยอดขายของอุตสาหกรรมหนึ่ง ๆ ย้อนหลังหลายไตรมาส มักไม่เปลี่ยนแปลงแบบสุ่ม แต่เป็นแนวโน้ม (ขึ้นแล้วมักขึ้นต่อ ลงแล้วมักลงต่อ) .. รูปแบบ time series ของราคาหลักทรัพย์ต่าง ๆ ย้อนหลังหลายวัน-สัปดาห์-เดือน ที่เป็นผลมาจากเหตุปัจจัยเชิง Socioeconomics จึงมีแนวโน้มเช่นกัน .. จึงสามารถใช้การคำนวณทางคณิตศาสตร์มาช่วยประเมินความต่อเนื่องของแนวโน้มได้ กล่าวคือ ที่ขึ้นมา ตอนนี้ยังขึ้นอยู่ไหม ที่ลงมา ตอนนี้ยังลงอยู่ไหม และที่สำคัญคือ ตอนไหนที่กำลังเกิด reversal คือการเปลี่ยนจากลงเป็นขึ้น-ขึ้นเป็นลง
- แนวโน้มระยะกลาง >> ดูภาพระยะหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน เป็นกรอบเวลาที่ให้สัญญาณช้ากว่าแนวโน้มระยะสั้น แต่ก็มักจะแม่นยำกว่า (ขึ้นแล้วขึ้นต่อ ลงแล้วลงต่อ) โดยเป็นการใช้เครื่องมือ MACD ใน 2-Week/Weekly Timeframe มาช่วยวิเคราะห์ .. ซึ่งแนวโน้มระยะกลาง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปมาถี่เสมอไป อาจกินเวลาหลายเดือนหรือเป็นปีได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับบริบทแต่ละช่วงเวลา
- แนวโน้มระยะสั้น >> ภาพระยะหลายวันถึงหลายสัปดาห์ เป็นกรอบเวลาที่ให้สัญญาณเร็วกว่าแนวโน้มระยะกลาง แต่อาจเปลี่ยนไปมาได้บ่อย โดยเป็นการใช้เครื่องมือ MACD ใน Week/Weekly Timeframe มาช่วยวิเคราะห์
- สำหรับ TFTC กองภาษี เลือกใช้แนวโน้มระยะยาว >> ใช้เครื่องมือ MACD ใน Monthly Timeframe มาช่วยวิเคราะห์
- ข้อมูลนี้ช่วยแสดงแนวโน้มปัจจุบันไปจนถึงอนาคตสั้น ๆ ได้ตาม "แรงเฉื่อย" ของแนวโน้ม แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าอีก 2 เดือน 6 เดือนข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เมื่อสถานการณ์ตรงหน้าเปลี่ยนไป ก็ต้องรีบปรับตัว
- การตัดสินใจลงทุน/ชะลอลงทุนตามแนวโน้มของ Treasurist Fund Traffic Control หากวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (hindsight analysis) จะไม่สามารถชนะแบบซื้อแล้วถือยาว (buy-and-hold) ได้ .. แต่ในโลกความเป็นจริง การลงทุนคือ "การมองไปข้างหน้า" และ "ปรับตัวตามสถานการณ์" .. ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ หากในอนาคตเกิดสงครามโลกหรือโรคระบาดครั้งใหญ่ แนวโน้มการลงทุนโดยรวมย่อมเป็นขาลงอย่างรุนแรง โดยยังไม่เห็นอนาคต (เช่น ณ ต้นปี 2563 โลกยังไม่มีวัคซีนโควิด-19 และยังไม่มีใครรู้ว่าวิกฤติครั้งนั้นจะบรรเทาลงเมื่อใด แต่พอมองย้อนหลัง ทุกอย่างก็ชัดเจนหมด เพราะเกิดแล้วจบแล้ว) ซึ่งการใช้คำแนะนำจาก Treasurist Fund Traffic Control ควรจะช่วยให้ผู้ลงทุนเลี่ยงผลขาดทุนที่รุนแรงได้อย่างทันท่วงที และช่วยให้ทราบจังหวะในการกลับเข้ามาลงทุนในระยะถัดไปด้วยเช่นกัน
- กองทุนน่าสนใจ จะอิงตามดัชนีหุ้นหลักของรายการนั้น ๆ เช่น รายการหุ้นญี่ปุ่น ก็จะพิจารณาดัชนี NIKKEI 225 ว่ามีสถานะแนวโน้มอย่างไร แล้วจึงเลือกกองทุนหุ้นญี่ปุ่นที่น่าสนใจมานำเสนอ หุ้นเทคก็จะพิจารณาดัชนี NASDAQ ว่ามีสถานะแนวโน้มอย่างไร แล้วจึงเลือกกองทุนหุ้นเทคที่น่าสนใจมานำเสนอ อย่างไรก็ดี หากแนวโน้มระยะกลางยังไม่เอื้อต่อการลงทุน ก็ยังไม่แนะนำกองทุนน่าสนใจ
*สนใจซื้อขาย รับคำปรึกษาเรื่องการลงทุนกองทุนรวม ทำได้ง่าย ๆ ที่ treasurist.com*
(เนื้อหานี้ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537)