ไทยกำลังจะล้าหลัง “เศรษฐกิจดิจิทัล” ตามหลังเวียดนาม
อาเซียนตื่นตัว เศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัลเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว โดยมีรัฐบาลเป็นแกนหลัก สิงคโปร์รั้งเบอร์ 1 ตามด้วยมาเลเซีย และเวียดนามส่วนไทยครองอันดับ 4 ชี้รัฐต้องเร่งเครื่อง
นายคอลินน์ ดินน์ (Mr. Colin Dinn) กรรมการผู้จัดการ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป แพลติเนียน (BCG Platinion) บรรยายเรื่อง“Learning from the World Digital Best Practices” ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ“Call to Action: Learning from the Best Practices” ว่า
ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทในการใช้งานทั้งในภาครัฐและเอกชน ในทุกมิติ หลายประเทศขับเคลื่อนสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งในอาเซียน ที่ภาครัฐกำหนดนโยบายในการขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งรัฐบาลไทย
“จากประสบการณ์ของผมในอาเซียน สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยมาเลเซีย และที่น่าแปลกใจคือ อันดับสามคือเวียดนาม และไทยเป็นอันดับ 4 เศรษฐกิจเวียดนามมีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรในด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็ว”
ทั้งนี้การที่จะพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ต้องเริ่มขับเคลื่อนตั้งแต่นโยบายของรัฐบาล ในการวางกลยุทธ์และเป้าหมายที่ชัดเจนรวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม เพื่อรองรับกับเทคโนโลยี และตอบโจทย์กับการพัฒนาเทคโนโลยีของภาคเอกชน ประเทศไทยมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล สิ่งที่สำคัญคือ ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนา มีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน
โดยคำนึงถึงความต้องการของประชาชน (Citizen-centric services) รวมไปถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพในการใช้เครื่องมือดิจิทัลต่าง ๆ รวมไปถึงการบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) และเศรษฐกิจดิจิทัล
ขณะที่ นางสาวพณัญญา เจริญสวัสดิ์พงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท วรุณา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัล ต้องให้ความสำคัญทั้ง 4 ประเด็น คือ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร (Digital Workforce & Talent), การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดยคำนึงถึงการพัฒนาโครงสร้างและการให้บริการ, การนำเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) มาใช้และการกำกับดูแล, การพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม และ E-commerce ที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนต้องนำมาถกเถียงกันในเรื่องของปัญหาและแนวทางการแก้ไข เพื่อจัดทำเป็นแนวทางปฏิบัติในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล
พร้อมกันนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมเสนอวิสัยทัศน์และแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ใน 4 ประเด็น ดังนี้
1. ด้านของการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร (Digital Workforce & Talent) ได้แก่
- การให้คนสามารถทำงานร่วมกันกับ AI ได้ เพราะต้องยอมรับว่า AI มาแล้ว และมีส่วนช่วยในการทำงานของคนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- การทำงานร่วมกันระหว่าง AI กับคน ต้องเป็นการทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัย ต้องเรียนรู้ในแบบของ Citizen Centric Digital Learning เพื่อให้คนไทยก้าวสู่การเป็น Global Citizen
2. ด้านการพัฒนาสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ที่ประชุมเสนอ 2 วิสัยทัศน์ คือ
- รัฐบาลต้องพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลโดยคำนึงถึงการใช้งานของประชาชนในแบบของ Citizen Centric เป็นรัฐบาลที่ทำงาน 24 ชั่วโมง ใน 7 วัน (24/7) ในรูปแบบของ Smart Service
- การทำงานของรัฐบาลดิจิทัล ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ การที่จะสามารถขับเคลื่อนไปสู่วิสัยทัศน์การเป็น Digital Government ภาครัฐต้องพัฒนาไปสู่การเป็น Government E-Service มีการจัดทำ Central Data Platform ที่ทุกคนสามารถเข้าไปเรียนรู้ได้ โดยการรวมงานบริการของภาครัฐที่มีอยู่มากกว่า 4,600 บริการ ตามรายงานของสำนักงาน กพร. รัฐบาลควรจะรวมมาไว้ในระบบเดียวกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสามารถให้บริการประชาชนได้แบบ one stop digital service
การจัดให้ประชาชนสามารถใช้ Digital ID ในการติดต่อและรับบริการจากภาครัฐ สร้างให้เป็นรัฐบาลแบบ One-E Office หน่วยงานที่มีงานเหมือนกันให้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน 10,000 หน่วยงานควรจะอยู่ในรูปแบบเดียวกัน รวมเป็นทีมเดียวกัน อยู่ตรงกลางและสร้างทุกอย่าง อนาคตจะสร้าง Start up จากตรงนี้ได้ จะต้องสร้าง AI ให้เป็น Support Service ช่วยงานของคนที่เป็น government office ได้ เป็นส่วนหนึ่งของการลดขนาดของข้าราชการให้เล็กลง แต่คุณภาพการให้บริการมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีการพัฒนา Thai GPT สำหรับคนไทย เหมือน Chat GPT ซึ่งแนวทางดังกล่าวภายใน 5 ปี ประเทศไทยจะเป็น digital government เหมือนเอสโตเนีย
3. ด้านการนำเทคโนโลยี AI มาใช้และการกำกับดูแล (AI Adoption & Governance) ต้องมีวิสัยทัศน์เรื่อง +ความปลอดภัยในการใช้งาน ทำให้คนมีความสามารถและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- คนต้องทำงานกับ AI ในฐานะผู้สั่งการ เพื่อทำให้ AI มีความฉลาดขึ้นและตอบโจทย์กับการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
การที่นำ AI มาใช้และการกำกับดูแล ต้องมีการพัฒนา AI ที่รองรับกับการใช้งานของคนทุกวัย ทั้ง AI สำหรับเยาวชนและผู้สูงวัย เพื่อตอบโจทย์กับการใช้งาน ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวต้องมีการทำวิจัย และมีการลงทุน ซึ่งคนที่ลงทุนต้องเป็นภาครัฐ
นอกจากการสร้างระบบที่ปลอดภัยและมีการกำกับดูแลที่ดีแล้ว ต้องมีการพัฒนาระบบ คนไทย 1 คน มี AI Bot ที่เป็น content 1 ตัว ให้ Bot ทำงานแทนได้ One Thai One Bot รวมทั้ง่สนับสนุนภาคการศึกษา เอกชนและรัฐให้มาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะผู้ใช้งานและผู้พัฒนาเทคโนโลยีและระบบ ด้วยการใช้ระบบ digital single เดียว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และให้สิทธิพิเศษฟรีภาษีในการนำเข้าอุปกรณ์ในการพัฒนาเทคโนโลยี AI การเพิ่ม Productivity ในการทำงาน และสร้างให้คนไทยเป็นเจ้านายของ AI หรือ Super Boss ในอนาคต
4. ด้านการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม ต้องมีวิสัยทัศน์ดังนี้ คือ
- แพลตฟอร์มต้องมีความปลอดภัย เข้าถึงทุกคน และสามารถที่จะใช้งานได้ง่าย
- แพลตฟอร์มต้องมีความสามารถในการแข่งขัน และมีการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เป็นของคนไทย
ปัจจุบันถึงแม้จะมีแพลตฟอร์มและ E-commerce แต่ส่วนใหญ่เจ้าของเป็นต่างชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาในการพัฒนาแพลตฟอร์มต่างๆ ต้องคำนึงถึงการใช้งาน โดย Platform ที่เวทีประชุมเชิงปฏิบัติการให้ความสนใจและเสนอแนะให้รัฐบาลทำคือ แพลตฟอร์มด้านการเกษตร ท่องเที่ยว วัฒนธรรม และสุขภาพ(wellness) โดยเป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาโดยคนไทย ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นแพลตฟอร์มที่มีการค้าขาย และการเข้าถึงได้ เพื่อที่จะสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล