โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปีทอง “ตลาดความงาม” บิ๊กเนม สยายปีกรุกเจาะคนรุ่นใหม่ ไทย-ต่างประเทศ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 19.50 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 22.40 น.

ตลาดความงามในปี 2568 ถือเป็นปีทองของแบรนด์เครื่องสำอางไทยหลายแบรนด์ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคที่อีคอมเมิร์ซได้กลายเป็นช่องทางหลักในการเลือกซื้อสินค้า การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

จากการคาดการณ์ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ระบุว่า ตลาดความงามประเทศไทยปี 2567 มีมูลค่า 2.81 แสนล้านบาท เติบโต 10.4% ตอกย้ำการเติบโตที่ยังไม่หยุดของธุรกิจนี้ และการมีแบรนด์ไทยที่มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นายรวิศ หาญอุตสาหะ

นายรวิศ หาญอุตสาหะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าปี 2568 ตลาดความงามในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยบวกคือผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญสุขภาพด้านภายนอก แต่ยังคำนึงถึงสุขภาพภายในมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคยินดีลงทุนในสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการนี้

ประกอบกับผู้บริโภคไทยเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าจากประเทศไทยมากขึ้น และ “Made in Thailand” กลายเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดอาเซียนและเอเชีย ซึ่งมองว่ามีคุณภาพและมาตรฐาน สามารถเข้าถึงราคาที่เหมาะสม

สำหรับแผนธุรกิจในปีนี้จะเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าดูแลผิวพรรณ หรือสกินแคร์ ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เช่น มอยส์เจอร์ไรเซอร์เติบโตถึง 128% ซึ่งบ่งชี้ถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งในกลุ่มสินค้าสกินแคร์ อีกทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอาง เช่น แป้ง รองพื้น คุชชั่น และเมกอัพ รวมถึงสินค้ากันแดด

โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้น ซึ่งทำให้สินค้าบิวตี้รูปแบบขนาดเล็ก เช่น ลิปสติกหรือสินค้าซองได้รับความนิยมสูง และสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้ม “ลิปสติกเอฟเฟกต์” ที่เกิดขึ้นในตลาด อีกทั้งได้คัดเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่เป็นตัวแทนความเป็นไทยร่วมสมัยทำให้คนรู้สึกภูมิใจในความเป็นคนไทย ปัจจุบัน พรีเซ็นเตอร์ของศรีจันทร์ ได้แก่ ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก โบว์-เมลดา แบมแบม-กันต์พิมุกต์ เป็นต้น

ส่วนแบรนด์ “มัลตี้” ต้องการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและครองใจผู้บริโภคในตลาดสินค้าความงามเกาหลี รวมถึงการขยายช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ให้เติบโต โดยบริษัทยังมีแผนเปิดร้านเพิ่ม 2-3 สาขาในปีนี้ จากที่ได้เปิดไปแล้ว 5 สาขาในปี 2567 และตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 30% - 40% หรือไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

ด้านนายเฉลิมพล สุวรรณประทีป ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการค้าต่างประเทศ MISTINE กล่าวว่า ปัจจุบัน มิสทินเป็นแบรนด์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามของไทยที่ยังคงอยู่ใน TOP 20 ของตลาดในประเทศไทย ในปี 2567 ยอดขายสินค้าโดยรวมมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 40% จากปีก่อน และคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 40% โดยกำลังอยู่ในช่วงของการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่ ซึ่งได้เริ่มมา 3 ปีแล้วจนถึงตอนนี้

จากเดิมที่เคยใช้ “สีชมพู” เป็นแกนหลักในการสื่อสารในกลุ่ม Gen Y ที่อายุเฉลี่ยราว 30 ปี ก็ได้เปลี่ยนมาใช้ “สีส้ม” มีเป้าหมายเพื่อเป็น “Energy of Youth” เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z มากขึ้น เพราะจากการวิจัยพบว่า 80% ของกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ตอบสนองต่อสีส้ม ซึ่งทำให้นึกถึงความเปล่งประกาย

นายเฉลิมพล สุวรรณประทีป

นอกจากนี้ได้ดึง Music Marketing เข้ามาเป็นกลยุทธ์ตอบโจทย์สไตล์ เน้นให้ความสำคัญเรื่อง Reliability ส่งผลให้สัดส่วนลูกค้า Gen Z เติบโตขึ้น 10% ในปี 2566-2567 และคาดว่าปี 2568 จะทำให้กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้เติบโตเพิ่มได้อีก 20% ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ของมิสทินที่ประสบความสำเร็จคือ ครีมกันแดด ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายรวมจากต่างประเทศ 30% และ 70% จากตลาดในประเทศไทย

“เรามีสินค้าเกือบ 4,000 รายการ สินค้าทั้งหมดไม่ได้ส่งไปยังทุกประเทศทั่วโลก แต่จะเลือกโปรดักต์ฮีโร่เพื่อให้เหมาะกับแต่ละประเทศ เช่น กัมพูชา เน้นโฟมล้างหน้าสิว, เมียนมาเน้นโลชั่น, และบังกลาเทศเน้นโฟมล้างหน้า ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์รักษาสิวเฉพาะในกัมพูชา มียอดขายถึง 5 ล้านหลอดต่อปี และครองตำแหน่งเบอร์ 1 เรื่อง Acne ในประเทศกัมพูชา คิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของยอดขายผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ในกัมพูชา”

นายเฉลิมพล กล่าวอีกว่า มิสทินยังคงเป็นแบรนด์ไทยแข็งแกร่ง เข้าใจคนไทยและเป็นที่รู้จักในภูมิภาคอาเซียนมาอย่างยาวนาน รวมถึงตลาดจีน ด้วยจุดแข็งคือ Product of Thailand และ Made in Thailand 100% แตกต่างจากแบรนด์อื่น แม้ในภาวะหรือสถานการณ์ในปัจจุบันที่อาจมีอุปสรรคด้านการขนส่งหรือความขัดแย้ง ยังสามารถขายสินค้าและทำการตลาดได้อย่างต่อเนื่องจากแผนที่วางไว้ล่วงหน้า 3 เดือน สต็อกสินค้าล่วงหน้า 6 เดือน ทำให้ไม่กระทบยอดขายมากนัก

ขณะที่ นางสาวเอมลินทร์ ธีรธนากิตติพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอดีล แอนด์ มาเวลลัส เท็น จำกัด ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ LA GLACE (ลา-กลาส) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดบิวตี้ปีนี้ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มมีความสนใจในการสร้างแบรนด์ส่วนตัวและการเลือกซื้อเครื่องสำอางที่ตรงกับความต้องการเฉพาะของตัวเองมากขึ้น

ซึ่งส่งผลให้มีความต้องการสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและเฉพาะเจาะจง การนำเสนอนวัตกรรม เช่น การทำการตลาดโดยใช้โทนสีหรือสูตรใหม่ ๆ ที่ทันสมัย ทำให้มีการแข่งขันในผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเมคอัพเพิ่มขึ้น อีกทั้งการใช้โซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์ช่วยในการโปรโมตสินค้ามีผลต่อการสร้างความนิยมในตลาดนี้อย่างมาก

ปัจจุบันเราก็ได้มีการลงทุนในเรื่องของระบบที่ดูแลและบริการที่ดีทั้งก่อนและหลังการขายให้กับลูกค้า รวมถึงมีระบบหลังบ้านในการเก็บข้อมูล Data ครอบคลุม SOV (Share of voice) และพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า เพื่อให้เราสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ Gen Z ได้อย่างตรงความต้องการ “เพราะเราเชื่อว่า การยอมให้ลูกค้าเป็นฝ่ายชนะในตอนแรก จะนำมาซึ่งชัยชนะของแบรนด์ในระยะยาวจากการบอกต่อ

นางสาวเอมลินทร์ ธีรธนากิตติพงษ์

ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือแบรนด์ La Glace สามารถอยู่มาได้จนถึงปีที่ 8 และสามารถทำยอดขายได้สูงถึง 420 ล้านบาทในปี 2567 ที่ผ่านมา โดยคิดเป็นการเติบโตเกือบ 1,000% โดยมีสาเหตุหลักมาจากยอดขายของสินค้าที่เป็น Product hero ที่เปิดตัวในปี 2566 อย่าง “บลัชดำ” ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจนสามารถทำยอดขายไปได้มากกว่า 1.5 ล้าน

ในปีนี้บริษัทมีแผนเพิ่มสินค้าใหม่อีก 20 รายการ จากปัจจุบันมีสินค้าอยู่ 80 รายการ พร้อมกับนำเสนอสินค้าผ่านช่องทางร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงามทั่วประเทศ โดยวางเป้าหมายขยายให้ครอบคลุม 1,000 แห่ง จากปัจจุบันมีอยู่ 150 แห่ง เช่น Watsons, Beautrium, Eveandboy และ 7-Eleven

ส่วนของตลาดต่างประเทศ เบื้องต้นมีการวางแผนว่าภายใน 3 ปี (ปี 2569-2571) ขยายตลาดเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกาได้มากขึ้น โดยหมุดหมายแรกที่มีแผนจะไปก็คือ ฮ่องกง เพราะถือเป็น Gateway ประตูสู่ลูกค้า Gen Z ชาวจีนแผ่นดินใหญ่

นอกจากนี้มีแผนระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยตั้งเป้าหมายที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในปี 2571-2572 ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องของบัญชี ระบบโครงสร้างต่างๆ โดยมองภาพระยะยาวว่าองค์กรของเราจะสามารถก้าวสู่การเป็น Holding Company ได้อย่างเต็มตัวในอนาคต โดยสิ้นปีนี้คาดว่าจะมียอดขายแตะ 1,000 ล้านบาท และภายใน 3 ปีคาดว่าจะมียอดขาย 2,000 ล้านบาท

หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,111 วันที่ 6 - 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...