โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Others

ศาลพิพากษาตัดสิน คดีกลุ่มคนไทย ที่ถูกช่วยเหลือจากแหล่งสแกมเมอร์ ในประเทศกัมพูชา ปี 56 จำคุก 17 ราย และยกฟ้อง 9 ราย

TODAY

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 11.39 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 04.39 น. • workpointTODAY

วานนี้ (26 มิ.ย.) ณ ศาลอาญารัชดา ที่ห้องพิจารณาคดี 902 ศาลได้มีการพิจารณาคดีคนไทยที่ถูกช่วยเหลือกลับมาจากกลุ่มอาชญากรทางไซเบอร์ที่ประเทศกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. 2565

โดยในจำนวนคนไทย 94 คนที่กลับมานั้น ตำรวจมีการแจ้งความดำเนินคดีบางส่วนในข้อหา ‘ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ประกอบมาตรา 83 และร่วมกันเป็นอั้งยี่ อันเป็นความผิดตามมาตรา 209 ประกอบมาตรา 83’

ก่อนที่ศาลมีคำสั่งตัดสินจำคุก 17 ราย และยกฟ้อง 9 ราย ในส่วนที่มีการยกฟ้องหนึ่งในผู้ถูกยกฟ้องกล่าวว่า ตัวเขาถูกหลอกไปทำงานและพยายามขอความช่วยเหลือ รวมทั้งผ่านกระบวนการคัดกรองผู้เสียหายจากการถูกค้ามนุษย์โดยทีมสหวิชาชีพ

นพ(นามสมติ) หนึ่งในบุคคลที่ศาลยกฟ้องกล่าวว่า เขารู้สึกดีใจหลังจากการต่อสู้คดีมา 3 ปี พร้อมเตือนคนไทยที่กำลังไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน ว่าไม่มีงานอย่างที่คาดหวังไว้เพราะงานเกือบทั้งหมดในประเทศเหล่านี้ (ลาว,กัมพูชา, เมียนมา) คืองานสแกมเมอร์เกือบทั้งหมด

“อย่าหลงเชื่อการประกาศรับสมัครงานในเฟสบุ๊คหรือช่องทางออนไลน์อื่นๆ ต้องตรวจสอบให้ดี”

นพกล่าวพร้อมบอกว่าในวันนั้นที่เขาตัดสินใจไปทำงาน เพราะตกงานในช่วงโควิดประกอบกับต้องเลี้ยงดูผู้เป็นแม่ซึ่งอายุมาก โดยหลังจากถูกหลอกให้ไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซนเตอร์เขาถูกทำร้ายร่างกาย ถูกขายต่อ จนกระทั่งได้รับความช่วยเหลือและถูกออกหมายโดยตำรวจไทย เขาทิ้งท้ายว่าอยากให้หน่วยงานรัฐมีการคัดกรองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ก่อนทำการจับกุมดำเนินคดี

ด้าน สว่าง จำปาทอง ผู้เป็นมารดาของนพกล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ร่วมต่อสู้คดีกับลูกชายเธอต้องสูญเสียรายได้และค่าใช้จ่ายไปอย่างมากในการเดินทางและต่อสู้คดี ทั้งในฐานะชาวนาเธอบอกว่า มันเป็นงานที่หนักและได้รายได้ที่ไม่เคยเพียงพอต่อการใช้ชีวิต นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ลูกชายของเธอตัดสินใจสมัครงานที่ประเทศกัมพูชาเพราะคิดว่าจะสามารถหารายได้มากกว่าการทำนาอยู่บ้าน

“คนมันไม่มีกิน ตรงไหนมีเงินมีงานก็อยากจะไปกัน”

สว่างกล่าวพร้อมร้องขอให้รัฐมีมาตรการป้องกันไม่ให้คนถูกหลอกไปทำงานอีก รวมทั้งการคัดกรองเพื่อแยกระหว่างคนที่ตั้งใจไปทำงานสแกมเมอร์และคนที่ถูกหลอกไป

โดยหนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกตัดสินจำคุก 2 ปี 16 เดือน โดยได้รับการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ระบุกับผู้สื่อข่าวว่า ก่อนถูกหลอกไปทำงานที่ประเทศกัมพูชาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เขามีอาชีพรับจ้างทั่วไป ที่อู่ทำสีรถ จังหวัดเชียงราย ก่อนถูกเลิกจ้างในช่วงโควิด และไปเจอเข้ากับงานแอดมิน ที่มีข้อเสนอรายได้เริ่มต้น 25,000-30,000บาท ต่อเดือน มีที่พักฟรี อาหารฟรี ในประเทศกัมพูชา จังหวัดพระสีหนุ

หลังตกลงไปทำงาน เขาถูกบังคับให้ทำงานเป็นโรแมนซ์สแกม (สแกมหลอกให้รัก) และถูกขายต่อไปเรื่อยๆ จนได้รับความช่วยเหลือเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565 โดยทางตำรวจไทยและตำรวจกัมพูชา ซึ่งต่อมาเขาถูกส่งตัวไปยังตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.สระแก้ว และได้มีการแสดงหมายจับกุมและฝากขังก่อนส่งตัวเขามายังศาลอาญา

จารุวัฒน์ จิณห์มรรคา รองประธานกรรมการมูลนิธิอิมมานูเอล องค์กรช่วยเหลือผู้เสียหายจากการถูกค้ามนุษย์ได้แสดงความเป็นกังวลต่อกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้น โดยหนึ่งในผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เขาช่วยเหลือถูกตัดสินจำคุก 2 ปี 16 เดือน โดยมองว่าตอนนี้ทางฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐมองเรื่องนี้ในมุมมองของอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยลืมไปว่านี่คือขบวนการค้ามนุษย์ที่รวมอยู่ด้วย

“ถ้าเรามองข้ามเรื่องการค้ามนุษย์ไป ปัญหาจะไม่มีทางหมดไป เพราะต้นตอจริงๆ ของเรื่องนี้คือกระบวนการค้ามนุษย์ที่บังคับให้คนเป็นสแกมเมอร์” จารุวัฒน์กล่าว

โดยรายงานขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ในปี 2024 พบว่าคดีค้ามนุษย์เพื่อก่ออาชญากรรมโดยบังคับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นจาก 296 คดีในปี 2022 เป็น 978 คดีในปี 2023 หรือเพิ่มขึ้น 230 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าผู้เสียหายจำนวนมากยังคงถูกจองจำโดยไม่มีทางหนี

จารุวัฒน์ เสนอว่า ประเทศไทยควรนำกระบวนการคัดกรองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ซึ่งประกาศใช้เมื่อปลายเดือนกันยายน 2566 มาใช้อย่างจริงจัง เพื่อเป็นระบบคัดกรองระหว่างผู้เสียหายจากค้ามนุษย์และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์ แต่ในปัจจุบันพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจหลีกเลี่ยงการนำกระบวนการคัดกรองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์มาใช้ และใช้การจับกุมคนด้วยคดีความอย่างร่วมกันฉ้อโกง, พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาใช้ในการเหมารวมผู้เสียหายจากค้ามนุษย์แทน ทำให้ปัญหาขบวนการสแกมเมอร์ยังคงไม่หมดไปจากสังคมไทย เพราะจารุวัฒน์มองว่าตราบใดที่ขบวนการเหล่านี้ยังสามารถหลอกลวงคนไปทำงานด้วยการค้ามนุษย์ได้ พวกเขาก็ยังที่จะสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...