โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง | โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

Bumrungrad International

อัพเดต 30 พ.ค. 2568 เวลา 06.15 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2568 เวลา 04.03 น.
  • โรคไข้เหลือง (Yellow Fever) คืออะไร
  • วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง

โรคไข้เหลือง คืออะไร

โรคไข้เหลือง (Yellow Fever) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้ออาร์โบไวรัส (arbovirus) หรือเชื้อไวรัสไข้เหลือง พบมากในแถบประเทศแอฟริกาและอเมริกาใต้ โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค โรคนี้ไม่สามารถติดต่อได้โดยการสัมผัส การวินิจฉัยของโรคอาศัยการตรวจหาแอนติบอดี (antibody) ต่อเชื้อไวรัสในเลือด

  • มีระยะฟักตัว 3-6 วัน ผู้ป่วยมักมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ หนาวสั่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้หรืออาเจียน ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นและหายได้เองภายใน 3-4 วัน

  • ผู้ป่วยบางรายอาจเข้าสู่ระยะที่ 2 ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากอาการดีขึ้นในระยะแรก คือกลับมามีอาการไข้สูง และมีอาการผิดปกติในหลายๆ ระบบของร่างกาย เช่น การทำงานของตับหรือไตผิดปกติ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ปวดท้องร่วมกับอาเจียน อาจมีเลือดออกจากปาก จมูก ตา หรือกระเพาะอาหาร โดยร้อยละ 50 ของผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะที่ 2 นี้จะเสียชีวิตภายใน 7-10 วัน

  • ปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ ดังนั้นจึงต้องอาศัยการป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนหรือหาวิธีป้องกันไม่ให้ยุงกัด

วัคซีนป้องกันไข้เหลือง

วัคซีนไข้เหลืองเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิผลสูง ทำมาจากเชื้อไวรัสไข้เหลืองที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลง โดยฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งการฉีดเพียงครั้งเดียวสามารถให้ภูมิคุ้มกันได้ตลอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นอีก ร้อยละ
80-100 ของผู้ที่ได้รับวัคซีนจะมีภูมิคุ้มกันโรคภายใน 10 วัน และร้อยละ 99 จะมีภูมิคุ้มกันโรคภายใน 30 วัน ดังนั้นจึงควรฉีดวัคซีนล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนออกเดินทางไปยังประเทศที่เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสไข้เหลือง

ใครที่ควรได้รับวัคซีนป้องกันไข้เหลือง

  • ผู้ที่มีอายุ 9 เดือนถึง 59 ปีทุกรายที่จะเดินทางไปหรืออาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกาหรืออเมริกาใต้ ซึ่งที่เป็นพื้นที่เสี่ยงของโรค
  • ผู้ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสไวรัสไข้เหลือง

ผู้ที่ไม่ควรได้รับวัคซีนป้องกันไข้เหลือง

  • ผู้ที่มีประวัติแพ้รุนแรงต่อไข่หรือโปรตีนจากไข่ (เนื่องจากวัคซีนผลิตจาก chicken embryo) หรือส่วนประกอบอื่นๆ ของวัคซีน เช่น เจลาติน หรือมีประวัติแพ้วัคซีนไข้เหลืองมาก่อน
  • เด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน (เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองอักเสบ)
  • ผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี (เนื่องจากพบอาการข้างเคียงที่รุนแรงได้มากกว่าคนอายุน้อย)
  • ทารกอายุ 6-9 เดือน ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ และหญิงที่ให้นมบุตร ควรระมัดระวังในการใช้วัคซีนนี้ หากจะเดินทางเข้าไปในเขตติดโรคที่กำลังมีการระบาดและหลีกเลี่ยงการเดินทางไม่ได้ และไม่แน่ใจว่าการป้องกันยุงกัดในพื้นที่นั้นๆ จะได้ผล จึงพิจารณาให้วัคซีน

บุคคลต่อไปนี้หากมีความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนป้องกันไข้เหลืองควรปรึกษาแพทย์

  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV/AIDS)
  • ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาเคมีบำบัด
  • ผู้ป่วยที่ต่อมไทมัสถูกตัดออกไป หรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของต่อมไทมัส
  • ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น ไข้หวัด อาจรับการฉีดวัคซีนไข้เหลืองได้ แต่ผู้ที่เจ็บป่วยปานกลางถึงรุนแรงควรรอให้ หายจากอาการเจ็บป่วยเสียก่อนที่จะรับการฉีดวัคซีนไข้เหลือง

อาการไม่พึงประสงค์ของวัคซีนป้องกันไข้เหลือง

  • อาการข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป: อาการปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด (พบได้ 1 ใน 4 ราย)

  • อาการข้างเคียงรุนแรง (พบน้อยมาก)

  • การแพ้ชนิดเฉียบพลัน เช่น มีผื่นลมพิษ หน้าบวม หลอดลมตีบ

    • อาการทางระบบประสาท เช่น สมองอักเสบ (encephalitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitis) กล้ามเนื้ออัมพาตอ่อนแรงเฉียบพลัน (Guillain-Barré Syndrome)
    • อวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ หรืออวัยวะล้มเหลวจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ในบริเวณที่มีการระบาดของโรคนี้ พบข้อมูลรายงานการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ชนิดรุนแรงที่ส่งผลต่อ ตับ ไต ระบบประสาท หลังได้รับวัคซีนพบอยู่ที่ 0-0.21 รายต่อการได้รับวัคซีนนี้ 10,000 dose

ความจำเป็นของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เหลืองสำหรับนักเดินทาง

ตามข้อตกลงระหว่างประเทศสมาชิกขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) กำหนดว่า ผู้ที่จะเดินทางไปแหล่งพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคไข้เหลืองจำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันเป็นเวลาอย่างน้อย 10 วันก่อนออกเดินทาง และต้องมีสมุดรับรองการฉีดวัคซีนไข้เหลืองที่มีตราประทับจากสถาบันที่ได้รับรองจากองค์การอนามัยโลก
สำหรับผู้ที่มีข้อห้ามในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เหลืองจะต้องมีเอกสารรับรองจากแพทย์ว่าการฉีดวัคซีนนั้นอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงชีวิตได้ และระบุลงในสมุดวัคซีนไข้เหลืองในส่วนของ Medical Contraindications to Vaccination

การให้วัคซีนไข้เหลืองร่วมกับวัคซีนชนิดอื่น

  • สามารถฉีดวัคซีนไข้เหลืองพร้อมวัคซีนชนิดอื่นได้ โดยฉีดวัคซีนคนละตำแหน่งกัน การฉีดวัคซีนหลายชนิดพร้อมกันไม่มีผลกระทบต่อการสร้างภูมิคุ้มกัน

  • สำหรับการฉีดวัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ เช่น วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม วัคซีนอีสุกอีใส หากไม่ได้ฉีดพร้อมกับวัคซีนไข้เหลือง ควรฉีดห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ยกเว้นวัคซีนไทฟอยด์ชนิดรับประทานสามารถให้พร้อมกัน หรือให้ก่อนหรือหลังวัคซีนไข้เหลืองเป็นเวลาเท่าใดก็ได้

  • ควรหลีกเลี่ยงการบริจาคเลือดภายใน 14 วันหลังจากการฉีดวัคซีน
    เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization. Yellow fever. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/yellow-fever [Accessed 1 February 2022].

  • Centers for Disease Control and Prevention. Yellow Fever Vaccine Information Statement. Available from: https://www.cdc.gov/vaccines/hcp/vis/vis-statements/yf.html [Accessed 1 February 2022].

  • Centers for Disease Control and Prevention. Timing and Spacing of Immunobiologics: General Best Practice Guidelines for Immunization: Best Practices Guidance of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). Available from: https://www.cdc.gov/vaccines/hcp/acip-recs/general-recs/timing.html [Accessed 1 February 2022].

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...