“คิม จอง อึน” สั่งทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ประณามสหรัฐละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
"คิม จอง อึน" สั่งทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก หลังสหรัฐจับ ปธน.เวเนซุเอลา พร้อมประณามการกระทำของวอชิงตันว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
วันที่ 5 มกราคม 2568 เวลา 08.01 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เป็นประธานควบคุมการทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก เพียงหนึ่งวันหลังจากสหรัฐอเมริกาควบคุมตัว นิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ซึ่งเกาหลีเหนือประณามว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างอันธพาลและโหดร้าย
สำนักข่าวทางการ Korean Central News Agency (KCNA) รายงานเมื่อวันจันทร์ว่าการยิงขีปนาวุธมีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ เพื่อทดสอบความเสถียรและประสิทธิภาพของระบบอาวุธดังกล่าว โดยขีปนาวุธถูกยิงจากพื้นที่รอบกรุงเปียงยางไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ และพุ่งเป้าโจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 1,000 กิโลเมตร โดยการทดสอบขีปนาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง เตรียมเดินทางไปพบประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งในวันเดียวกัน
ก่อนหน้านั้น กองทัพเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธต้องสงสัยว่าเป็นขีปนาวุธพิสัยไกล (ballistic missiles) เมื่อเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งบินได้ไกลราว 900 กิโลเมตร
KCNA อ้างคำกล่าวของคิม จอง อึน ว่า “ช่วงหลังมานี้ เราบรรลุความสำเร็จสำคัญในการทำให้กองกำลังนิวเคลียร์ของเรามีความพร้อมใช้งานจริง และเตรียมพร้อมสำหรับสงครามจริง” พร้อมย้ำว่า“เราต้องยกระดับขีดความสามารถทางทหารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบอาวุธเชิงรุก”
ปัจจุบัน สหรัฐ จีน เกาหลีเหนือ และประเทศอื่น ๆ กำลังแข่งขันกันพัฒนาอาวุธไฮเปอร์โซนิก ซึ่งใช้หัวร่อนที่สามารถหลบหลีกได้สูงและมีความเร็วมาก จนระบบป้องกันขีปนาวุธแบบเดิมตรวจจับได้ยาก อย่างไรก็ดียังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเกาหลีเหนือได้พัฒนายานร่อนไฮเปอร์โซนิกที่ใช้งานได้จริงแล้วหรือไม่
คิมไม่ได้เอ่ยถึงปฏิบัติการของสหรัฐในกรุงการากัสที่นำไปสู่การปลดมาดูโรออกจากตำแหน่งโดยตรง แต่กล่าวว่า “วิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุดและเหตุการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อน” เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกาหลีเหนือจำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถในการยับยั้งเชิงนิวเคลียร์
กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ ประณามการบุกจู่โจมของสหรัฐว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างร้ายแรงที่สุด และเป็นการฝ่าฝืนกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง
ลิม อึล-ชอล ศาสตราจารย์จากสถาบัน Far Eastern Studies แห่งมหาวิทยาลัยคยองนัม ระบุว่า การจับกุมมาดูโรจะยิ่งตอกย้ำความเชื่อของคิมว่าการละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย
ลิมกล่าวว่า “เหตุการณ์นี้มีแนวโน้มทำให้ความพยายามปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีซับซ้อนยิ่งขึ้น เพิ่มความไม่อาจคาดเดาได้ของพฤติกรรมเกาหลีเหนือ และยิ่งใช้เป็นเหตุผลในการเร่งพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์”
ด้าน กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ ระบุในแถลงการณ์ผ่าน KCNA ว่า การกระทำของวอชิงตันได้ยืนยันธรรมชาติอันอันธพาลและโหดร้ายของสหรัฐอีกครั้ง ซึ่งประชาคมโลกได้เห็นมาแล้วบ่อยครั้ง
ในฐานะประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนแรกที่เดินทางเยือนจีนตั้งแต่ปี 2562 อี แจ-มยอง คาดว่าจะขอความร่วมมือจากปักกิ่งในการช่วยลดความตึงเครียดในภูมิภาค รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ
อ้างอิง : www.bloomberg.com