บันทึกสุดท้ายของ น้องวิน ภาสวิน จากนักวางแผนการเงิน สู่นักวางแผนชีวิต
“ บันทึกสุดท้ายของน้องวิน ” เด็กหนุ่มวัย 14 ปี นักวางแผนการเงิน
ในวันที่ลมหายใจสุดท้ายของ น้องวิน ค่อยๆ จางหายไป เขาไม่ได้จากไปพร้อมความเจ็บปวด แต่ฝากไว้ด้วยความเข้าใจ ความรัก และความสงบที่ลึกที่สุดในหัวใจของคนเป็นแม่
บทสัมภาษณ์ล่าสุดของคุณแม่ ปิยะภรณ์ เหล่าสุทธิ ที่ได้เล่าผ่านรายการ มนุษย์ต่างวัย พูดถึงการวางแผนช่วงสุดท้ายของชีวิตตัวเอง
ทางพิธีกร พี่ประสาน เริ่มถามพูดคุยเรื่องราวกับคุณแม่ว่า
“ ในสมุดเบาใจที่น้องวินได้เขียน ในหน้าที่เป็นหนังสือเจตนาเลือกวิธีการรักษาในช่วงสุดท้ายของชีวิต โดยน้องวินเลือกข้อ ฉันต้องการรักษาอย่างเต็มที่ แม้จะต้องทุกข์ทรมานจากการใช้เครื่องพยุงชีพเพื่อยื้อชีวิต และได้เขียนข้อความเพิ่มเติมข้างบนข้อนี้ว่า ยังอยากทำอะไรต่อ แต่อย่ายื้อเกิน 72 ชั่วโมง ( 3 วัน ) ”
“ น้องวินเลือกมาตั้งแต่แรกว่าสภาพที่ตนยอมรับไม่ได้เลยคือ ถ้าต้องนอนเป็นผักแบบถาวร นอนไม่รู้สึกตัว ไม่มีสติรู้คิด จำคนรักไม่ได้ ไม่ตอบสนอง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจไปตลอดชีวิต และยังวงเล็บย้ำไว้ว่า ** ถ้ามี 2/3 ไม่ต้องช่วยแล้ว ** ”
หลังจากนั้น แม่ก็มีการคุยกับคุณหมอ ว่าเจตนาของน้องเป็นแบบนี้ คุณหมอก็ได้เข้ามาคุยกับน้องอย่างเปิดอก โดยน้องวินถามคุณหมอคำแรกว่า
“ คุณหมอครับ ตอนนี้สติสัมปชัญญะครบ 100 % ใช่ไหมครับ ”
ซึ่งคุณหมอก็ได้อธิบายขั้นตอนการรักษาให้น้องเข้าใจ ได้เห็นภาพที่ละสเต็ป มีอันไหนที่น้องรับได้ อันไหนที่น้องรับไม่ได้ ซึ่งหลังจากที่ได้คุยกัน น้องยืนยันว่า หากต้องมีการเจาะคอ หรือล้างไตร่วมด้วย น้องจะไม่เอาเลย
โดยทางคุณแม่บอกเสริมว่า
“ เขากับแม่ผูกพันกันมาก เขาพยายามที่จะอยู่เพื่อแม่ จนวันที่เราเห็นเขาเจ็บมากๆ เขาช่วยเขามาเยอะๆ แต่เขาเป็นคนบอกว่ายิ่งช่วยเขายิ่งเจ็บ จนวันหนึ่งเราต้องกลับมาคิดว่า เราจะเห็นแก่ตัวยื้อเขาไว้เพื่อให้เขาอยู่กับเรา แต่เขาเจ็บตลอดเวลา และเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ”
“ จนวันหนึ่งแม่คุยกับเขาว่า สำหรับแม่ วินทำเพื่อแม่มาเยอะแล้ว รอบนี้ ( ในวันที่เขาบอกเขาจะไม่ปั้มหัวใจ ) แม่เลยบอกเขาว่า แม่อยากให้วินทำเพื่อตัวเอง รอบนี้วินเลือกเลย วินจะเอายังไง ถ้าหนูอยู่ได้ หนูอยู่มีความสุขก็อยู่ แต่ถ้าหนูอยู่เพื่อแม่ แม่คิดว่าแม่เห็นแก่ตัวละ ”
“ จากนั้นเขาตอบว่า ครับ เขาบอกว่า จริงๆร่างกายเขาไม่ไหวแล้วแหละ แม่เลยคุยกับเขาว่า อยากทำอะไรอีกไหม เขาก็ถามแม่กลับมาว่า ถ้าเขาอยากกลับบ้าน แล้วเกิดเขาเสียที่บ้าน แม่กลัวไหม?
แม่ตอบเขาทันทีว่า… แม่ไม่กลัว เดี๋ยวแม่จะพาไปนอนห้องข้างล่างที่เราทำไว้ แล้วก็นอนด้วยกัน… ถ้าแม่ไม่กลัว วินขอกลับบ้าน ”
“ ช่วงที่เขากลับมาบ้าน ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ตอนที่รถพยาบาลไปส่งเขาที่บ้าน เขาจะถอดเครื่องทุกอย่างออก ยกเว้นแค่เครื่องหายใจอันเดียวที่คุณหมอให้เรายืมติดมา คิดว่าน่าจะเป็นวันนั้น ที่น่าเสีย เพราะว่าวันนั้นคือ วันที่ 22 ต.ค. ที่เรากลับบ้านตอนเช้า พอกลับไปถึงบ้านญาติๆก็มารอ มาเยี่ยมเขากัน ”
“ แต่ก่อนที่เขาจะออกจากโรงพยาบาล ที่เขาทำแล้วแม่เห็นแล้วอึ้งคือ คุณหมอทุกคนเข้ามาคุยกับเขา สิ่งที่เขาพูดกับทุกคนคือ พี่พยาบาลครับ คุณหมอครับ ผมขอขมานะครับ สิ่งที่ผมทำผิดไป ที่ผมดื้อ หรือไม่ทำตามที่คุณหมอบอก ขอให้ทุกคนอโหสิกรรมให้ผมนะครับ น้องยกมือไหว้ขอโทษทุกคน กลับมาบ้านเขาก็ทำแบบเดิม ยกมือขอขมาทุกคน ให้อภัยเขานะ อโหสิกรรมให้เขานะ ”
“ แต่กลับคุณแม่เอง เขาก็จะพูดบ่อยอยู่แล้วตั้งแต่กลางคืนที่เราอยู่ด้วยกัน เขาบอกว่าต้องขอโทษด้วยนะที่เขาไม่สามารถอยู่ต่อได้ ร่างกายเขาไม่ไหวจริงๆ เขาคงต้องไปแล้ว แม่จะโกรธไหม เขารักแม่นะ เขาจะไปเป็นดาวลูกไก่ หรือจะไปเป็นเทวดาตัวน้อย หรืออาจจะเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ได้ แต่คราวนี้ต้องเป็นมนุษย์ที่แข็งแรง แล้วเรามาเจอกันใหม่ ”
มาถึงของการวางแผน พี่ประสาน ได้มีการถามทางคุณแม่ว่า น้องวินได้พูดถึงเรื่องนี้เอาไว้ไหม แม่เล่าต่อว่า
“ น้องวินมีการวางแผนงานศพของตัวเอง โดยมีรูปแบบให้เขาดู ว่าอยากได้แบบไหน ซึ่งของจริงมีสีขาวกับสีเขียว และมีสีฟ้าเล็กน้อย ตามที่น้องชอบ
โดยน้าฝนที่เป็นเพื่อนของคุณแม่ เป็นออแกไนท์เป็นคนจัดงานตรงนี้ให้
โดยน้องวินหยิบเงินให้น้าฝนว่า น้าฝน วินมีเงินก้นถุงให้น้าฝน เป็นเงินที่เขาเก็บไว้ เขาให้น้าฝน 1,000 บาท ให้ลูกของน้าฝนอีก 1,000 บาท และก็ให้คนที่ตอนนี้ช่วยงานแม่อยู่ให้คนละ 1,000 บาท และเขาก็บอกว่า นี่คือเงินก้นถุง ไม่ใช่ว่าเอาให้ใช้ แต่เอาไปให้เก็บไว้ให้ทำมาหากิน ลงทุนและงอกเงย ”
“ ทั้งนี้ เขาสั่งแม่ไว้ เพราะทุกครั้งที่แม่คุยกับเขาเรื่องนี้ แม่จะมีน้ำตา เขาจะบอกว่า ร้องไห้อีกแล้ว ถ้างานศพวิน วินขอนะอย่าร้องไห้ ”
“ ในช่วงเวลาสุดท้ายของน้องวินและนาทีที่เขาจากไป วันนั้นเขาบอกว่า เขาขอนอนกับคุณแม่เท่านั้น ระหว่างที่อยู่ด้วยกัน สักประมาณเที่ยงคืน เขาถอดสายออกซิเจนออกเอง และก็ถอดสายให้อาหารค่อยๆเอาออกเอง แม่เลยถามเขาว่า น้องถอดทำไม ถอดแบบนี้เวลาหนูจะอ้วกมันจะลำบากตัวเองนะ เขาบอกว่า ไม่ครับ ผมอยากสูดอากาศบริสุทธิ์ และก็อยากไปแบบไม่มีอะไรติดอยู่ในตัว
จากนั้นเขาขอแม่ว่า ขออกไปนอนตรงโซฟาหน้าบ้านได้ไหม เป็นตัวที่เขานอนเล่นประจำ พอเราพาเขาไปนอน เขาก็นอนหลับไป แม่ก็จะกอดเขา แล้วเขาก็บอกแม่ว่า ไม่ต้องแตะตัวเขาได้ไหม เขาขอโทษ เหมือนแบบไม่อยากให้เราเป็นห่วงหรือเปล่าอันนี้ก็ไม่รู้ แล้วเขาก็นอนของเขาไป สักตี 3 กว่าๆ เขามาบอกแม่ว่า ขาเขาเริ่มไม่รู้สึก แม่ก็เริ่มรู้แล้วแหละว่ามันคงไม่ค่อยดี ก็เลยบอกเขาว่า มันจะเป็นแบบนี้เรื่อยๆนะลูก จนมาถึงแขน แล้วหนูเจ็บไหม น้องตอบว่า ไม่ นิดหน่อย
เรามียามอร์ฟีน เลยถามเขาว่าจะกินไหม เขาบอกว่า นิดนึงก็ได้ เราเลยป้อนให้เขาหน่อยนึง ”
ก่อนช่วงสุดท้าย สักพักเขาก็หลับไปอีก แล้วเขาก็ตื่นขึ้นมาบอกว่า…
“ ตัวเขาทุกอย่างโล่งหมดแล้ว เราเลยมองหน้าเขา และดูนาฬิกาตอนนั้นสักตี 4 กว่า เราก็ยังดูว่าเขายังอยู่ไม่อยู่ ก็ดูที่เขาหายใจ เขาก็หายใจเหนื่อยเราก็จะเห็นชัดหน่อย จนตอนสุดท้ายเขาบอกแม่อีกครั้งว่า มันถึงเวลาแล้วนะ เขารักแม่นะ เขาจะไปแล้วนะ
แม่เลยบอกว่า ครับ ไม่ต้องห่วงแม่เลยนะ หนูไปเลือก ไปที่ที่ดีๆเลย เราไม่มีอะไรติดค้างต่อกัน แล้วอยู่ๆเขาก็พูดว่า เขายังติดหนี้แม่อยู่ เขายังติดเงินที่เคยซื้อของกัน เขาจะเอาเงินคืนให้ แม่เลยพูดกับเขาว่า ถ้าคิดว่าหนูยังอะไรแม่อยู่ แม่ยกให้ทุกอย่าง เราไม่มีอะไรติดต่อกันแล้ว ขอให้ไปในที่ที่ดีๆ และก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้
พอแม่พูดจบ สักพักคือเขาก็หลับตาไป แล้วก็หลับไป ตอนนั้นดูเวลา ตี 5.18 น. ”
และช่วงท้าย พี่ประสาน พิธีกร ได้มีการพูดไว้ว่า
“ ผมเชื่อว่าเขาน่าจะเป็นของขวัญสุดพิเศษที่เขามาในชีวิตของคุณแม่ และชีวิตของใครหลายๆคน ที่ช่วงหนึ่งเขาได้ไปนั่งอยู่ในหัวใจ จริงๆต้องขอบคุณน้องวินมากๆที่มาออกรายการ มนุษย์ต่างวัย ผมว่าเรื่องของเขาจะเป็นผระโยชน์ไปอีกนาน เพราะว่าเรื่องวิธีคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน หรือเรื่องวิธีคิด เรื่องการมองชีวิต ต่อให้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป ยังไงเรื่องแบบนี้จะไปเปลี่ยนแปลง ”
เป็นกำลังใจให้กับคุณแม่และครอบครัวด้วยนะคะ
เครดิตสัมภาษณ์ : รายการ มนุษย์ต่างวัย Talk EP.66