โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

แม่บุญธรรมเป็นเพียงกุลสตรีเท่านั้นเอง <老骥伏枥,志在千里>

นิยาย Dek-D

อัพเดต 21 มี.ค. เวลา 10.21 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2568 เวลา 09.14 น. • G.Lina
สตรีผู้อาจหาญถูกหักหลังจนตัวตาย ตื่นมาในสถานที่ใหม่อย่างหญิงสามัญ กับ หนึ่งเด็กชายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกาลกิณี ทั้งสองต้องนับถือกันเพื่อความอยู่รอด..'แม่บุญธรรมผู้นี้เป็นเพียงกุลสตรีธรรมดาเท่านั้นเอง!

ข้อมูลเบื้องต้น

เปิดเรื่อง

3 ตอนแรก วันที่ 13 ตุลาคม 2568

เวลา 19:00 น.


//แจ้งการอัพนิยายนะคะ\

หากใครตามมาจากผลงานเก่า ๆ จะทราบว่า ไรท์ไม่หาย ถ้าหายจะมีการแจ้งเสมอ

ขอเปลี่ยนแปลงวันลงนิยายเล็กน้อยนะคะ

จันทร์ - ลง 2 ตอนย่อย (1 ตอนเต็ม)

อังคาร - ลง 1 ตอนย่อย

พุธ - ลง 1 ตอนย่อย

พฤหัส - ลง 1 ตอนย่อย

ศุกร์ - ลง 1 ตอนย่อย

ตอนนี้ถ้าไม่มีอะไรมาแทรกกลางคันจะลงให้นักอ่าน อ่านได้ประมาณ 3 ตอนเต็ม 6 ตอนย่อยนะคะ

(โดยมีการลงตอน 1 ตอนฟรีและตอนล่วงหน้าสำหรับคนที่ยังไม่ต้องการสนับสนุนซ้ำซ้อน อ่านฟรีไปก่อน)

ถ้าตามไทม์ไลน์อย่างไรก็อัพต่อสัปดาห์สม่ำเสมอค่ะ มากกว่านี้ไม่ได้ เนื่องจากมีภารกิจงานอีกหลายอย่าง

ขอบคุณสำหรับนักอ่านที่สนับสนุนมากโดยตลอดและเข้าใจนะคะ

เขียนนิยายมาตลอด 7-8 ปี เราลงนิยายตามวันเวลาที่สามาถลงได้

มีเขียนเกินไว้เผื่อเจ็บ ป่วย ไม่สบาย ภารกิจ จะได้ไม่ขาดตอน ลงเรียงกันได้ตามวันเวลาที่กำหนด

ขอบคุณค่ะ G.Lina

แม่บุญธรรมเป็นเพียงกุลสตรีเท่านั้นเอง

เบื้องต้น

ความฝันหลังสงครามรวมแคว้น ‘ซูซื่อเยี่ยน’

แม่ทัพหญิงนกนางแอ่นโบยบินจะวางมือ

บอกความในใจต่อชายที่รัก แต่งงานสร้างครอบครัว

ไม่คาดคิดว่ามีดสั้นเล่มหนึ่งที่ปักกลางหัวใจ จะทำให้ค้นพบความจริง

….นางถูกหลอกใช้มาโดยตลอด….

.

ทว่าสวรรค์กลับเล่นตลก วิญญาณหลุดลอยมาสิงสู่อยู่อาศัย ณ ชนบทแห่งหนึ่ง

เป็นสตรีชาวบ้านธรรมดาไร้ความโดดเด่นให้ใครใช้ประโยชน์

.

ชีวิตที่ยากลำบากนี้คล้ายกับการพักผ่อน มีเรื่องวุ่นวายใจแต่ก็ไม่ยากจะรับมือ

กระทั่งพบเจอเด็กน้อยแสนอาภัพที่คล้ายจะมองเห็นตัวเองในอดีต

.

“เด็กน้อยเอ๋ย ข้าสอนต่อสู้ เจ้าสอนปักเย็บก็แล้วกัน”


สตรีผู้อาจหาญถูกหักหลังจนตัวตาย ตื่นมาในสถานที่ใหม่อย่างหญิงสามัญ กับ หนึ่งเด็กชายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกาลกิณี ทั้งสองต้องนับถือกันเพื่อความอยู่รอด..'แม่บุญธรรมผู้นี้เป็นเพียงกุลสตรีธรรมดาเท่านั้นเอง!”

เป็นนิยายเขียนค่อนข้างตามใจตัวเองพอสมควรเลยค่ะ

อะไรที่ติเพื่อก่อขอน้อมรับและแก้ไขรวมถึงขอบคุณมากๆ

อะไรที่ผิดตรงไหนหรือพลาดตรงไหนเตือนกันได้นะคะจะได้แก้ไข ปรับปรุงให้นิยายมีการพัฒนามากขึ้นค่ะ_

ทุกคนมีทางเลือกเสมอ

การชอบหรือไม่ชอบนิยายเรื่องไหน เป็นเรื่องของ ‘รสนิยม’ ซึ่งไม่มีถูกไม่มีผิด

ไม่เป็นไรค่ะถ้าจะรู้สึกดีกับนิยายหรือรู้สึกไม่ดีกับนิยายนะคะ


**สำคัญที่สุด**

-นิยายเรื่ิองนี้เป็นจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น หลายเรื่องเป็นกฎที่ตั้งขึ้นมาเองไม่ได้อิงกับความเป็นจริงใด ๆ เป็นการแต่งเพื่อความสนุกเท่านั้น

หากมีข้อสงสัยหรือติดตรงไหนสามารถสอบถามได้นะคะ

-นิยายเรื่องนี้มีการติดเหรียญอ่านล่วง

-สำคัญสุดนิยายค่อนข้างปิดตอนเร็วมาก ในขณะที่เปิดฟรีต้องรีบอ่านนะคะ

คำเตือน

ผลงานเรื่อง ‘แม่บุญธรรมเป็นเพียงกุลสตรีเท่านั้นเอง’ เป็นลิขสิทธ์ของเจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina ห้ามผู้ใดทำซ้ำ คัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลง ปลอมแปลง จัดเผยแพร่ จำหน่าย ให้เช่า เข้าครอบครอง เรียกดึงข้อมูล บันทึก ส่งผ่าน หรือกระทำการใดๆ เกี่ยวกับสิทธิและทรัพย์สินทางปัญญาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina

ซึ่งการกระทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ อันเป็นการกระทำความผิดทางอาญา ต้องได้รับโทษ ตามพระราชบัญญัติทรัพย์สินทางปัญญาฯและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเป็นการกระทำละเมิดต่อเจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina ซึ่ง เจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina สงวนสิทธิในการยับยั้งการกระทำนั้นในทันทีและจะดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้กระทำละเมิดอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น

บทนำ

บทนำ

++++++++++

กุบกับ…กุบกับ

เสียงฝีเท้าของม้าศึกนับแสนดังสนั่น การศึกครั้งนี้เพื่อตัดสิ้นชี้ชะตาว่าใครจะเป็นผู้ครอบครองใต้หล้า แม่ทัพใหญ่ทรงอาชาสีขาวตัวใหญ่ ท่าทางงามสง่าบนหลังม้าทำให้ศัตรูที่เห็นทั้งหวาดหวั่นและหวาดกลัว เกราะสีทองสะท้อนแสงแดดเจิดจ้า ธงศึกสีแดงปักอักษร‘เหยียน’ น่าเกรงขาม ตราสัญลักษณ์นกนางแอ่นโดดเด่น

ตลอดเวลาหลายปี เปลี่ยนผ่านหลายรัชศก ฮ่องเต้แต่ละพระองค์หมายมั่นอยากจะรวบรวมแคว้นให้เป็นหนึ่ง รากฐานแคว้นโจวแน่นหนา เพียงก้าวเดียวเท่านั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่รอคอยจะเป็นความจริง

แม่ทัพแม่ทัพหญิงนกนางแอ่นโบยบินชื่อเสียงเกรียงไกร ออกศึกมานับครั้งไม่ถ้วน แม้แต่ชายฉกรรจ์ยังต้องก้มหัวให้ด้วยความยำเกรง

บังเหียนในมือขึ้นเชิดอาชาขึ้น ดวงหน้างามภายใต้หมวกเกราะเดิมทีมักจะเรียบเฉย ไร้ทุกข์ ไร้ยินดี อย่างไรเส้นทางข้างหน้าคือหนทางของความตาย ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่งก็จะต้องจบสิ้นลงภายใต้คมดาบของศัตรู ทว่าครั้งนี้…ศึกครั้งสุดท้าย ใต้หล้าจะสงบสุข แผ่นดินทุกผืนรวมกันเป็นหนึ่งไร้ซึ่งความขัดแย้งใด ๆ อีกต่อไป

ถึงเวลานั้นนางจะชูธงนางแอ่นโบยบินขึ้นสูง ปล่อยให้มันโบกสะบัดไปตามสายลมพร้อมกับประกาศก้องถึงความในใจต่อชายผู้หนึ่งและขอเขาแต่งงาน

สตรีทุกคนล้วนแต่มีความฝันอยากมีครอบครัวสุขสันต์ มีสามหนังสือ หกพิธีการครบครัน นั่งอยู่บนเตียงภายในห้องหอ ใบหน้าประทินโฉมงดงามใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดง เฝ้ารอชายที่รักเดินเข้ามาและใช้ชีวิตร่วมกัน

ทว่า…ชีวิตของ ‘ซูซื่อเยี่ยน’ ถูกกำหนดให้ปกป้องบ้านเมืองก่อนเป็นอันดับแรก ชีวิตทั้งชีวิตถวายให้แก่โอรสสวรรค์และประชาราษฎร์ ตราบใดที่แผ่นดินยังวุ่นวาย หญิงสาวไม่อาจมีจุดอ่อน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจึงได้แต่เก็บงำความรู้สึกส่วนตัวเอาไว้

‘แม่ทัพใหญ่ซู องค์ชายสามมีใจให้เจ้า ยินยอมถอดเกราะแล้วแต่งงานหรือไม่?’

ฮ่องเต้รู้ดีถึงความสามารถของแม่ทัพหญิงของตัวเอง ดังนั้นแม้จะอยากได้ลูกสะใภ้ที่ทั้งงดงามและเก่งกาจ ทว่าก็ไม่ได้บีบบังคับในทันที ทำได้เพียงโยนหินถามทางเท่านั้น

‘องค์ชายสามทรงปรีชา มากความสามารถ หม่อนฉันภูมิใจอย่างยิ่งที่สตรีชาวบ้านไร้ความสามารถเช่นหม่อมฉันถูกตาต้องใจพระองค์ ทว่า…บ้านเมืองยังไม่สงบสุข แผ่นดินยังไม่รวมเป็นหนึ่ง หม่อมฉันไม่อาจเห็นความสุขสบายของตัวเองเป็นสำคัญ ดังนั้นหม่อมฉันไม่ยินยอมถอดเกราะเพื่อเสวยสุขเพคะ’

‘เรารู้อยู่แล้วว่าแม่ทัพใหญ่ซูจะพูดเช่นนี้’

‘รอไว้ความฝันรวมแค้วนเป็นจริง ถึงเวลานั้นหม่อมฉันจะมาขอราชโอการสมรกับฝ่าบาท’

‘ดี…เราจะเฝ้ารอวันนั้นกับเจ้า’

การศึกที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ทุกอย่างจะจบลงจากนั้นซูซื่อเยี่ยนจะทิ้งชื่อแม่ทัพหญิงเพื่อเกษียณ อยู่บ้านดูแลสามี คลอดบุตร และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายอย่างที่สตรีคนหนึ่งควรจะเป็น

….มือคู่นี้จับดาบ ง้างธนูมานานแล้ว ถึงเวลากลับไปจับทัพพี ถือไม้กวาดเสียที….

‘เนี่ยนเนี่ยน เจ้าบุกไปเบื้องหน้า จะมีข้าอยู่เบื้องหลังเสมอ’

เสียงทุ้มต่ำของชายในดวงใจดังก้องขึ้น สายตาที่แน่วแน่ค่อย ๆ เหลือบไปมองคนผู้หนึ่งที่มักจะอยู่ด้านข้างเสมอไม่เคยจากไปไหน ทุกศึกที่ผ่านมาเขาทำตามคำพูดอย่างเคร่งครัด ทว่าจากนี้ไปทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมแล้ว

“หลิงหยุน”

“ขอรับ” ชายร่างสูงใหญ่กำยำนั่งอยู่บนหลังอาชาสีดำสนิท เกราะที่สวมใส่นั้นเป็นเกราะสีเงินหนักอึ้ง ทว่าภายในสวมใส่เกราะอ่อนซึ่งได้รับมาจากแม่ทัพใหญ่ซูที่เพิ่งจะร้องเรียกชื่อเขาอย่างสนิทสนมท่ามกลางเหล่าทหารหาญอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“หลังจากนี้ให้ข้าอยู่เบื้องหลังเจ้าบ้าง”

ชายหนุ่มที่ได้ยินประโยคเช่นนั้นก็ยกยิ้มเล็กน้อย สายตาที่จ้องมองโฉมสะคราญที่ทั้งอ่อนหวานและองอาจเต็มไปด้วยความรู้สึกรักใคร่ เขาพยักหน้ารับรู้ก่อนจะหันไปมองศัตรูเบื้องหน้า

ซูซื่อเยี่ยนรู้สึกถึงใบหน้าที่ร้อนฉ่า นางพยายามคงสติเอาไว้จากนั้นก็ค่อย ๆ ขยับตัวไปด้านหน้า หันอาชาและตัวนางไปเผชิญหน้ากับพี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมานาน

“ตราสัญลักษณ์เป็นนกนางแอ่นโบยบิน…ทำให้ทุกคนลำบากแล้ว!” เสียงกังวานใสทว่าดังก้องไปถึงทหารชั้นเล็ก ๆ ด้านหลังที่กำลังกำดาบในมือแน่น

แม่ทัพคนอื่น ๆ เมื่อได้ขึ้นตำแหน่งที่สามารถตัดสินใจอะไรได้ จะใช้ตราสัญลักษณ์กองกำลังเดิมหรือว่าจะทูลขอตราใหม่ย่อมได้ทั้งนั้น ซูซื่อเยี่ยนไม่ได้เป็นแม่ทัพหญิงคนแรก ทว่าที่ผ่านมาแม่ทัพหญิงคนอื่น ๆ รู้ดีว่ากว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้ต้องผ่านความยากลำบากอะไรมาบ้าง ดังนั้นตราสัญลักษณ์จึงน่าเกรงขาม เห็นเพียงแต่ตัวอักษรหรือธงประจำกองกำลังก็พาให้ศัตรูอกสั่นขวัญหาย

มีเพียงแม่ทัพใหญ่ซูที่ใช้ตราสัญลักษณ์เป็นนกนางแอ่นโบยบิน ไร้ซึ่งความน่าหวาดหวั่นใด ๆ ทำให้ทหาร นางกองในสังกัดมักจะถูกล้อเลียนบ่อย ๆ

พวกเขาเป็นเพียงมด ปลวกตัวเล็ก ๆ จึงทำได้เพียงสะกดกั้นความคับแค้นเอาไว้ในใจ อย่างไรแม่ทัพใหญ่ซูก็เป็นคนมาความสามารถอย่างแท้จริง ดังนั้นเพียงแค่ตัวอักษรเหยียนและตราสัญลักษณ์ แม้จะไม่ดูน่ากลัวแต่กลับทำให้ศัตรูที่เห็นขนหัวลุกได้

ดังนั้นพวกเขาแต่ละคนไม่เคยอาศัยธงของกองกำลังข่มผู้อื่น แต่ใช้ความสามารถที่แท้จริง รวมถึงนานไปก็รู้สึกว่าตราสัญลักษณ์นกนางแอ่นโบยบินก็งดงามดี

“สาเหตุที่ข้าทูลขอตราสัญลักษณ์นกนางแอ่นโบยบิน เพราะความหวัง…หวังให้แผ่นดินสุขสงบร่มเย็น เฉกเช่นเดียวกับการปรากฏตัวของนกนางแอ่นบอกถึงการมาเยือนของวสันต์ฤดู

เพราะความรักและความซื่อสัตย์ วันใดที่เกิดเรื่องไม่คาดฝัน ฝ่าบาทจะยังเห็นพี่น้องทุกคนจงรักภักดีไม่คิดแปรเปลี่ยน

เพราะครอบครัว สามัคคี นกนางแอ่นรวมตัวกันเป็นฝูง ทำรังในที่ปลอดภัยมั่นคง กองกำลังของเราดูแลกันดุจญาติพี่น้อง รวมตัวกันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่แผ่นดิน

โดยรวมแล้วข้าอยากให้ตราสัญลักษณ์นี้เป็นคำอวยพรแก่เหล่าทหารหาญของข้า มอบความมงคลแก่คนที่เชื่อมั่น ว่าจะสร้างความผาสุกให้กับใต้หล้า

…ศึกวันชี้ชะตาวันนี้ ข้าภาวนาและหวังว่าพวกเราจะชูธงขึ้นสูง ร้องก้องประกาศกร้าวว่ากองกำลังของเราจะโบยบินไปด้วยกันดุจดั่งนกนางแอ่นที่แข็งแกร่ง!”

สิ้นเสียงสุดท้าย ทุกคนต่างพากันฮึกเหิมอย่างไม่อาจห้ามได้ ในวันที่ไม่รู้ว่าอนาคตกองกำลังเหยียนจะเป็นเช่นไร ทว่าวันนี้พวกเขาภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างตำนาน เหล่าทหารหาญมากน้อยพากันโห่ร้องกึกก้อง นอกจากภายในใจจะเร่าร้อน ยังเป็นการข่มขวัญศัตรูเบื้องหน้าอีกด้วย

แม่ทัพใหญ่ซูยกดาบหนักอึ้งขึ้นเพื่อตอบรับการคงอยู่ของทุกคน จากนั้นสายตาก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ มือรั้งบังเหียนนำพาอาชาบุกทะยานไปเบื้องหน้า เพื่อนำพาทุกคนไปฟาดฟันศัตรูตัดสินว่าผู้ใดจะได้ใต้หล้าไปครอบครอง

ท้องฟ้าที่เจิดจ้าสว่างไสวเริ่มมืดลงทีละน้อย สภาพอาการที่มีลมโบกเอื่อย ๆ เริ่มค่อย ๆ กระโชกแรง กลิ่นสนิมและคาวเลือดโชยไปทั่วทั้งทุ่งกว้าง

ซูซื่อเยี่ยนยามนี้ร่างกายเต็มชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน ทว่ากำลังกลับไม่ได้ลดลงเพียงเพราะมีร่างกายของสตรี ทุกการควบทะยานของอาชาสีขาวตัวโปรด ดาบใหญ่จะสะบั้นหั่นคอศัตรูอย่างแม่นยำ การเดินขึ้นหน้าในครั้งนี้หญิงสาวหมายจะเข้าประชิดตัวกับแม่ทัพใหญ่ของฝ่ายศัตรู

“สู้รบกันมาหลายครั้ง เนี่ยนเนี่ยนยังคงงดงามผ่าเผยเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน” ฝูเฉาอวี้ แม่ทัพใหญ่แคว้นหลิวซึ่งกำลังเด็ดหัวทหารจากกองกำลังนกนางแอ่นโบยบินเอ่ยปากทักทายสตรีผู้ทำให้เขาหัวหมุนทุกครั้งที่พบ สู้รบรวมแคว้นกันจนเหลือเพียงสอง

….วันนี้เป็นวันชี้ชะตาว่าแคว้นใดจะได้เป็นหนึ่ง และเขากับนางใครกันเป็นตำนานแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่….

แววตาของหญิงสาวเย็นเยียบลงกว่าเดิม เนื่องจากไม่ชมชอบให้ใครเรียกขานด้วยชื่อเล่นนอกจากชายในดวงใจ ในกองทัพนอกจากจะต้องมีฝีมือแล้ว คำพูดที่ออกจากปากก็ต้องสังหารคนได้เช่นกัน

“อวี้เอ๋อร์ก็ยังองอาจสะโอดสะองเหมือนเดิมเช่นกัน หากสวมใส่อาภรณ์สตรีแทนชุดเกราะ นายกองของข้าได้ขอเจ้าแต่งงานแน่” ซูซื่อเยี่ยนไม่ได้พูดเปล่าแต่ยังสังหารคนของอีกฝ่ายอย่างกะพริบตาเช่นกัน

“เจ้า!”

“พูดพล่ามเปลืองน้ำลาย เจ้ากับข้ามาตัดสินกันเถอะ!”

สองแม่ทัพใหญ่พุ่งเข้าหากันทำให้ทหารทุกคนแหวกสร้างพื้นที่ให้ การตัดสินครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีใครหยุดมือ ยามนี้ใครก็ห้ามเสียเปรียบอย่างเด็ดขาด

ทุกคมดาบที่ปะทะเข้าหากันเต็มไปด้วยจิตสังหาร ไม่มีดาบใดหยั่งเชิงกันและกันเหมือนทุกครั้ง แม่ทัพใหญ่ฝูเดิมทีชื่นชมแม่ทัพหญิงแคว้นหวังอย่างยิ่ง น่าเสียดายที่พวกเขาไม่เคยเคียงข้างกันอย่างมิตรสหาย แต่มักจะหันคมดาบหากันอยู่เสมอ

ซูซื่อเยี่ยนมองเห็นช่องว่างเพียงเล็กน้อยก็ไม่ปล่อยให้เสียโอกาส นางบิดข้อมือเล็ก ๆ เพียงเล็กน้อย ดาบประหารก็พุ่งเข้าสู่หัวใจของฝูเฉาอวี้ในทันที ดวงตาคู่งามเบิกกว้างด้วยความตกใจ แต่เมื่อรับรู้ว่าตนเองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ภายใต้เงื้อมมือของคนที่เลื่อมใส ริมฝีปากก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม

“เนี่ยน…เนี่ยน…”

“…..”

“เก่งมาก…ใต้หล้านี้…ให้แคว้นหวังของ…เจ้าได้ครอบครอง”

“ขอบคุณเจ้ามาก ใต้หล้านี้จะสงบสุข”

“ข้า…หวังให้เจ้ามองเห็น…เมื่อก้าวสู่ปรภพมาเล่าขานให้กันฟัง…เฉกเช่น…สหาย…ร่วม…รบ”

แม้แต่ความตายก็ไม่อาจทำให้ฝูเฉาอวี้ล้มลงคุกเข่าให้กับซูซื่อเยี่ยน เขายังคงสามารถยืนตระหง่านอย่างแข็งแกร่ง กระทั่งแม่ทัพหญิงดึงกระชากดาบของตัวเองออก อีกฝ่ายจึงล้มลงสิ้นใจไปในที่สุด

“แม่ทัพใหญ่ฝูสิ้นแล้ว…แม่ทัพใหญ่ฝูสิ้นแล้ว”

เมื่อพยัคฆ์ไร้หัวก็ไม่อาจทำอะไรได้ ทหารทุกคนของแคว้นหลิวโยนอาวุธลง ธงพยัคฆ์ดำถูกลดลงและ เปลี่ยนเป็นผ้าสีขาวอย่างผู้ที่พ่ายแพ้

การศึกตัดสินครั้งนี้กินระยะเวลาไม่นาน ทว่าการศึกที่ผ่านมากลับกินเวลามาเกินครึ่งชีวิตของใครหลายคน พรากชีวิตของคนมากมาย ทว่าวันนี้เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลงแล้วต่างฝ่ายต่างรู้สึกโล่งใจ พวกเขาไม่ได้แสดงท่าทีเป็นศัตรูระหว่างกันและกัน แต่โห่ร้องสุดเสียง สวมกอดกันดุจพี่น้องร่วมแคว้น

ในที่สุดความเหนื่อยยากก็จบลงแล้ว

….จบลงแล้ว…

“หลิงหยุน”

ดาบคู่ใจถูกทิ้งลงกับพื้นอย่างไม่ไยดี การศึกของนางจบสิ้นลงแล้ว การรวมแคว้นจากนี้เป็นหน้าที่ของโอรสสววรค์ จากนี้ไปนางสามารถถอดเกราะไปใช้ชีวิตโดยไม่ต้องห่วงสิ่งใดอีก ดังนั้นนางจึงร้องเรียกชายในดวงใจเพื่อร่วมยินดีกับเขา

แน่นอนว่าเพียงแค่หันหลัง คนที่บอกว่าตัวเองจะอยู่เบื้องหลังนางเสมอก็ยืนอยู่ตรงนั้น ซูซื่อเยี่ยนใช้แรงกายที่เหลืออยู่น้อยนิดออกวิ่งอย่างรวดเร็วเพื่อไปใกล้คนตรงหน้าให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ฉึก!

แม่ทัพใหญ่ซูก้มมองหน้าอกของตัวเองที่ถูกมีดสั้นเล่มหนึ่งปักทะลุอย่างแม่นยำ ชายหนุ่มผู้กระทำเรื่องนี้นอกจากจะเป็นชายในดวงใจมานานหลายปี ยังเป็นถึงรองแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์และภักดี

ยามนี้ขณะที่ร่างของผู้นำกองกำลังนางแอ่นโบยบินเอนหงายลง หมวกเกราะที่สวมใส่ก็ตกลง เส้นผมสีดำขลับยาวสยายปลิดปลิว

ลมหายใจเฮือกสุดท้าย นางมองเห็นสายตาไร้เยื่อไยของหลิงหยุน…สหายร่วมอาจารย์ ชายที่ก้าวเข้ามาในกองทัพเพราะเป็นห่วงนาง คนที่อยู่เคียงข้างในยามทุกข์และสุข

เหตุใด…เหตุใดเขาจึงทำเช่นนี้?

“เนี่ยนเนี่ยน ไม่มีบุรุษคนใดยอมเป็นเงาของสตรี ฝีมือเจ้าอาจารย์เอ่ยชมว่าเป็นหนึ่ง ยามเป็นทหารเจ้าก็เป็นที่หนึ่ง กระทั่งได้รับตำแหน่งยังนำอยู่ข้างหน้าเสมอ ข้าต้องตามหลังเจ้าอยู่เสมอ…วันนี้เจ้าบอกจะอยู่เบื้องหลัง เช่นนั้นก็มอบความดีความชอบนี้ให้ข้าเถอะ” หลิงหยุนย่อตัวลงบอกในสิ่งที่คิดมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขารู้ความในใจของซูซื่อเยี่ยน ทว่าไม่คิดจะให้อีกฝ่ายได้สมหวัง เขาก็เพียงหลอกใช้อีกฝ่ายให้บุกขึ้นหน้าอย่างโง่เขลา ในศึกสุดท้ายเขาจะต้องเป็นคนที่ได้รับความดีความชอบเพียงผู้เดียว เป็นชายที่ยืนเป็นคนสุดท้ายในสนามรบ

“แม่ทัพใหญ่ถูกลอบสังหาร แม่ทัพใหญ่…เร็วเข้า!” คนที่กระทำผิดเปลี่ยนสีหน้าให้กลายเป็นตื่นตระหนก ร้องเรียกเหล่าทหารหาญที่กำลังโห่ร้องอย่างยินดีจนไม่มีใครสังเกตเสียงดังลั่น

ก่อนที่สติสุดท้ายจะสิ้นไป แม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังนกนางแอ่นโบยบินได้ยินชายตรงหน้าที่เคยคิดว่ามีใจให้กันอยู่บ้างจ้องมองพร้อมกับขยับปากไร้เสียง

“เนี่ยนเนี่ยน ขอโทษด้วยจริง ๆ”

1-ลูกอนุภรรยา(1)

1

ลูกอนุภรรยาผู้เป็นเพียงหญิงชาวบ้านเท่านั้นเอง(1)

++++++++++

ปัง…ปัง!

“คุณหนูสาม!”

“….”

“คุณหนูสาม ป่วยมาหลายวันแล้ว ควรจะหายได้แล้วกระมังเจ้าคะ?!”เสียงแหลมสูงที่ดังจากด้านนอกทำให้หญิงสาววัยสิบห้าซึ่งเพิ่งจะเลยวัยปักปิ่นเมื่อสามวันก่อน แต่กลับไม่มีใครจัดพิธีอะไรให้แม้แต่นิดเดียว หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าคุณหนูสามขยับเปลือกตาเล็กน้อย ความเจ็บปวดบริเวณหน้าอกยังชัดเจน ทว่าก็ไม่อาจฟื้นคืนสติได้เต็มสิบส่วน

“ท่านพี่ เราควรไปเรียกท่านหมอมาดูหรือไม่?”

“เปลืองเงิน”

“ถ้าหากนางตายไป ทางนายท่านจะไม่ต่อว่าเอาหรือ?”

“เป็นบุตรสาวอนุภรรยาที่ทำความผิดในการไปยั่วยวนคู่หมั้นคุณหนูใหญ่ ถูกส่งมาให้มีชีวิตสุขสบายเช่นนี้ก็นับว่านายท่านเมตตามากแล้ว”

เสียงพูดคุยกันด้านนอกเป็นสิ่งที่หญิงสาวบนเตียงไม้เก่า ๆ ไม่เข้าใจ แม้ชีวิตของนางจะไม่ได้ราบรื่น เพราะไฟสงครามจึงพรากบิดามารดาของนางจากไป ทว่าก็โชคดีได้พบกับอาจารย์ที่คอยเลี้ยงดูนางราวกับบุตรสาวแท้ ๆ

….บุตรสาวอนุภรรยา?….

เลี้ยงดูภรรยาคนเดียวก็เหนื่อยยากจะแย่แล้ว บิดาของนางได้มีหญิงอื่นใดนอกจากมารดา เช่นนั้นแล้วสิ่งที่ได้ยินคือเรื่องใดกัน?

ปัง…ปัง!

เสียงทุบประตูเรียกขานเข้ามาว่า ‘คุณหนูสาม’ ดังขึ้นหลายครั้ง ทว่านางไร้เรี่ยวแรงจริง ๆ สติที่เพิ่งฟื้นคืนได้ไม่นานค่อย ๆ เลือนหายไปเข้าสู่ภวังค์แห่งความมืดมิด

‘เนี่ยนเนี่ยน…บ้านเมืองยามรวมแคว้นสงบสุขดีหรือไม่?’

‘…..’

‘เนี่ยนเนี่ยน?’

‘ไม่รู้สิ’

‘ไม่รู้ได้อย่างไร เจ้าเป็นคนได้รับชัยชนะไม่ใช่หรือ?’

‘แม้แต่ธงนกนางแอ่นโบยบินข้าคล้ายว่าจะไม่เห็นด้วยซ้ำ’

‘ฮ่า ๆ ๆ’

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”

เสียงหัวเราะดังลั่นปลุกให้สตรีที่อยู่ในภวังค์ความฝันลืมตาขึ้น เมื่อครู่นางเหมือนจะเห็นคู่ปรับตลอดกาลอย่างฝูเฉาอวี้มาถามไถ่เรื่องของบ้านเมืองเมื่อรวมแคว้นเป็นหนึ่งได้สำเร็จ เมื่อนางตอบไม่ได้เขาก็หัวเราะลั่น มองนางราวกับมองคนโง่เขลาผู้หนึ่ง

ไม่คาดว่าเสียงหัวเราะนั้นอาจจะเป็นเสียงหัวเราะที่คิดไปเอง เพราะทันทีที่ลืมตาก็เหมือนว่าจะได้ยินเสียงหัวเราะเช่นเดียวกัน

ร่างกายที่ปวดเมื่อยเหนื่อยแรง ซูซื่อเยี่ยนไม่ได้สัมผัสมานาน…ตั้งแต่ฝึกฝนวรยุทธ์หญิงสาวก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้อ่อนปวกเปียกเหงื่อท่วมตัวเช่นนี้

ร่างบอบบางผอมแห้งค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งบนขอบเตียงช้า ๆ หน้าอกกระเพื่อมไหวขึ้นลงเพราะใช้เรี่ยวแรงไปจนเกือบหมด

“เคยถูกอาวุธสังหารเฉียดตายมานับไม่ถ้วน…เหตุใดครั้งนี้จึงเหนื่อย…เหนื่อยมากนัก”ซูซื่อเยี่ยนบ่นพึมพำด้วยเสียงแหบแห้งก่อนจะก้มมองเสื้อผ้าที่ไม่ต่างจากเศษผ้าเช็ดโต๊ะ สีสันแทบจะมองไม่ออกเดิมเป็นสีอะไร เนื่องจากถูกซักและสวมใส่จนซีดไปหมด

หัวคิ้วเรียวเล็กงดงามค่อย ๆ ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แม้นางจะใช้ชีวิตลำบากแต่ก็ไม่เคยสวมใส่อาภรณ์เช่นนี้ อย่างน้อย ๆ ยามหยุดพักจากการรบ หญิงสาวก็สวมใส่เพียงแพรพรรณชั้นดีซึ่งได้รับพระราชทานจากโอรสสวรรค์เท่านั้น

….นี่มันเรื่องอะไรกัน?….

มือเรียวเล็กไร้ซึ่งบาดแผลและตุ่มไตจากการจับอาวุธมานับไม่ถ้วนยกขึ้นเคาะศีรษะหลายครั้ง พยายามนึกเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

หลิงหยุน…ชายที่นางมอบใจให้จนหมดสิ้น ชายที่นางอยากจะใช้ชีวิตร่วมด้วยจนสิ้นลมหายใจ ดูเหมือนว่าจะมีความกระหายอยากในอำนาจ เขาไม่ลังเลที่จะใช้มีดสั้นปักลงกลางใจเลยสักนิด แม้แต่คำพูดว่าขอโทษก็พูดเพราะเป็นเรื่องที่ต้องทำเท่านั้น

สรุปแล้วนางไม่ได้ถูกสังหารจนตายไปแล้วหรอกหรือ?…เป็นใครที่ช่วยนางเอาไว้ แต่ใครเล่าจะเข้ามาช่วยเหลือได้ทันเวลาในเมื่อคนใกล้ชิดอย่างรองแม่ทัพเป็นคนลงมือ แน่นอนว่าต้องกระทำให้ถึงจุดตายเท่านั้น

ความเจ็บปวดที่หัวใจรวมกับศีรษะที่มึนงงปะปนกันไปมา ทว่าสิ่งที่กระตุ้นให้หญิงสาวรู้สึกหงุดหงิดคือเสียงหัวเราะจากด้านนอกที่เสียดหูอย่างยิ่ง

เมื่อสูดหายใจเข้าลึก ๆ หลายครั้ง ความเจ็บปวดค่อย ๆ ดีขึ้น นางก็ลุกขึ้นเดินตรงไปยังประตูที่ปิดสนิทให้เปิดออกอย่างรวดเร็ว

โครม!

“เอะอะหนวกหู!”เสียงร้องอ่อนแรงทว่าเต็มไปด้วยพลังที่มองไม่เห็น ทำให้คนในลานกว้างทั้งสามคนซึ่งกำลังรวมหัวกันดื่มกินอาหารซึ่งทางบ้านใหญ่ส่งมาอย่างเอร็ดอร่อยชะงักค้าง

“คุณ…คุณหนูสามฟื้น…”

“พวกเจ้าเป็นใคร?”ยังไม่ทันที่หญิงวัยกลางคนที่ประทินโฉมหนาน่ากลัวจะพูดอะไร ซูซื่อเยี่ยนซึ่งไม่เคยพบเจอคนเหล่านี้มาก่อนจึงเอ่ยปากถามทันที

“ท่านพ่อ…นางป่วยจนเพี้ยนไปแล้ว!”

“ตอบมา!”เมื่อไม่ได้รับคำตอบในทันทีอย่างที่เป็นยามที่ตัวเองเป็นแม่ทัพหญิง สีหน้าของหญิงสาวก็เขียวคล้ำขึ้น พลางจ้องมองคนทั้งสามอย่างไม่พอใจในทันที

“เรียนคุณหนูสาม พวกเราเป็นคนดูแลบ้านเดิมหลังนี้แทนนายท่าน…คุณหนูจำไม่ได้หรือ?”จื่อหาว ชายวัยกลางคนที่ยามนี้สวมใส่อาภรณ์เหมือนเจ้าบ้านมากกว่าคนรับใช้รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างจึงตอบคำถามในทันที

“บ้านเดิม?”

“ก็ใช่น่ะสิ…เจ้าถูกนายท่านใหญ่ส่งมาเพราะหน้าไม่อาย ไปยั่วยวนซ่งซื่อจื่อ คู่หมั้นของคุณหนูใหญ่จนสร้างความอับอายให้แก่ตระกูลซู ดังนั้นจึงถูกส่งตัวมาที่นี่อย่างไรเล่า!”จื่อถิง บุตรสาวของจื่อหาวไม่เคยเคารพบุตรสาวอนุภรรยาผู้นี้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงยืนขึ้นชี้หน้าอีกฝ่ายเพื่อบอกถึงสาเหตุที่อีกฝ่ายถูกส่งมาที่นี่ หากว่าคุณหนูสามจำไม่ได้ นางก็จะบอกสตรีหน้าไม่อายซ้ำ ๆ ถึงการกระทำร้ายกาจ

“…..”

ยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจทั้งยังจับใจความไม่ได้ แต่แล้วความเจ็บปวดก็หวนกลับมาอีกครั้ง ซูซื่อเยี่ยนกลับเข้าไปในห้องมืด ๆ เล็ก ๆ อีกครั้งโดยไม่สนใจเสียงร้องเรียกจากด้านนอกก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้นอย่างทุกข์ทรมาน

‘ข้าไม่ได้ทำ เป็นซ่งซื่อจื่อที่ลวนลามข้า!’

1-ลูกอนุภรรยา(2)

1

ลูกอนุภรรยาผู้เป็นเพียงหญิงชาวบ้านเท่านั้นเอง(2)

++++++++++

กว่าซูซื่อเยี่ยนจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดก็ต้องหมอบคลานกระเสือกกระสนขึ้นเตียงมานั่งหลับตาเพื่อเข้าใจเรื่องราวที่ไหลเข้ามารวดเดียวไม่ขาดสาย เรื่องราวของสตรีสามัญผู้หนึ่ง…สตรีที่ถือกำเนิดมาจากความรักแต่กลับไม่ถูกรักใคร่โปรดปรานของบิดาและมารดา

ฟางหรูเป็นนางละครที่ถูกซื้อตัวมาเข้าเรือนตระกูลซูเพราะซูเต๋อถูกต้องใจ ทว่าหากอยากจะยืนหยัดอยู่ในตระกูลซูได้อย่างยาวนานจะต้องมอบบุตรชายให้กับนายท่านใหญ่

อนุภรรยาที่เคยเป็นนางละคนแน่นอนว่ามีคนมาวุ่นวายไม่น้อย แต่กลับไม่เคยมีใครใจป้ำซื้อตัวฟางหรูมาก่อน ดังนั้นก่อนหน้านั้นนางต้องกินยาบางอย่างเพื่อให้ทำงานได้ตลอดไป ไม่ใช่ท้องโตจนไม่อาจทำเงินให้เจ้าของคณะ

การตั้งครรภ์ของฟางหรูในตระกูลซูเป็นเรื่องน่าแปลกใจอย่างยิ่ง ระหว่างการตั้งครรภ์มีความยากลำบากมากมาย หลังจากคลอดบุตรในท้องแล้วนางคงไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีก จึงตั้งความหวังว่าเด็กจะเป็นชาย ทว่าน่าเสียดายที่เกิดเป็นหญิง

ฟางหรูแม้จะเสียใจที่เส้นทางไม่เป็นดั่งหวังก็เลี้ยงดูบุตรสาวอย่างซูซื่อเยี่ยนอย่างดี…ดีเท่าที่อนุภรรยาคนหนึ่งจะทำได้ น่าเสียดายที่การกระทำไม่รักดีของบุตรสาวทำให้ตระกูลซูต้องเสียชื่อเสียง และไปลูบย้อนเกล็ดฮูหยินและคุณหนูใหญ่เข้า นางจึงจำเป็นต้องปล่อยมือจากบุตรสาวส่งซูซื่อเยี่ยนมายังบ้านเดิมเพื่อรับการลงโทษ

“บิดามารดาโง่เขลาเป็นกรรมของบุตรจริง ๆ”

แม่ทัพหญิงรู้สึกเห็นใจหญิงสาวชื่อแซ่เดียวกัน ทว่าชีวิตแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว อย่างน้อย ๆ นางก็สามารถต่อสู้เพื่อตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี ในภาพที่ไหลเข้ามาเห็นอยู่ชัด ๆ ว่าซ่งซื่อจื่อผู้นั้นเดินเข้ามาหมายจะกินเต้าหู้ เมื่อถูกตอบโต้อย่างไร้น้ำใจระคนหวาดกลัวก็โมโห กล่าวหาว่าเด็กสาวที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นยั่วยวนคู่หมั้นของพี่สาว

เสียงที่เบากว่าไร้น้ำหนักพร้อมฐานะที่ต่ำต้อย แน่นอนว่าการโยนความผิดให้กับซูซื่อเยี่ยนผู้นี้ง่ายที่สุด ในใจทุกคนเป็นอย่างไรล้วนแต่รู้ดีแก่ใจ

การถูกโยนมาไว้บ้านเดิมก็แค่ปล่อยสตรีผู้หนึ่งมาเผชิญกับความยากลำบากและถูกกดขี่ข่มเหง วันใดกลับไปยังตระกูลซูจะได้หวาดกลัว ไม่มีปากมีเสียงใด ๆ อีก

ซูซื่อเยี่ยนเป็นคุณหนูสามของตระกูลซู ถูกส่งมาที่นี่เมื่อสองเดือนก่อนและเพิ่งจะถึงวัยปักปิ่นเมื่อสามวันก่อน ทุกวันล้วนแต่เต็มไปด้วยความทุกข์ ถูกบ่าวรับใช้รังแกให้ทำงานแทน ข้าวของเครื่องใช้รวมถึงเครื่องประดับถูกแย่งไปจนหมด หากว่าบ้านใหญ่นึกถึงส่งของมาให้ก็ไม่เคยถึงมือเจ้าของบ้านตัวจริง

ห้องที่นอนอยู่ดูก็รู้ว่าเป็นห้องของสาวใช้ ส่วนห้องใหญ่สามคนพ่อแม่ลูกที่เสวยสุขกับอาหารเลิศรสก็ยึดเอาไปแล้ว

“นี่ข้าอยู่ในนิยายประโลมใจเรื่องใดกัน?”

หลังจากที่ภาพและชีวิตของซูซื่อเยี่ยนอีกคนไหลมาจนหมดและหยุดชะงักไป สมองของหญิงสาวก็เริ่มนึกว่าตัวเองในตอนนี้มาอยู่อาศัยในร่างของสตรีอีกคนหนึ่ง ทั้งยุคสมัย ชื่อของฮ่องเต้ รวมถึงผู้คน ไม่เหมือนที่ที่นางจากมาแม้แต่นิดเดียว

เรื่องลึกลับไม่ใช่ว่านางไม่เคยเห็น ไม่เคยฟังผ่านหู คนเล่านิทานมากมายในโรงน้ำชาเคยพูดเรื่องวิญญาณที่มีความแค้นเมื่อถูกสังหาร ทว่าสวรรค์เมตตาให้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง จะอยู่ในร่างเดิมก็ดี หรือสวมร่างใหม่ก็ช่าง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เกิดใหม่ในยุคสมัยเดิม

ทว่านาง…กลับมาอยู่อาศัยในร่างอีกร่างของสถานที่ใหม่เสียอย่างนั้น

ดูจากร่างกายและมือที่เนียนนุ่มซึ่งถูกรักษามาอย่างดี ซูซื่อเยี่ยนก็นึกถึงมือที่กำดาบ ง้างธนูของตัวเอง หลังจากที่หลับตาตั้งสติอยู่นาน ในที่สุดโฉมสะคราญในวัยสิบห้าขวบปีก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาสีดำขลับเปล่งประกายและสงบอย่างน่าประหลาด

อย่างไรก็ตายไปจากผืนแผ่นดินเดิมแล้ว…หัวใจของนางที่รักใคร่ชอบพอหลิงหยุน อีกฝ่ายก็ได้พรากมันไปแล้ว มีดสั้นที่ปักลงมาเหมือนเป็นการตอบรับความรู้สึกของนางอย่างชัดเจน

ออกรบมาหลายปี วาดหวังไว้ว่าเมื่อจบศึกสุดท้ายจะถอดเกราะเงินกลับไปเป็นสตรีสามัญ ใช้ชีวิตเกษียณอย่างเงียบ ๆ และมีความสุข หากตัดความคิดอยากแต่งงานกับชายที่รักไปแล้ว ชีวิตที่ได้รับมาใหม่ตอนนี้ก็คล้ายจะเป็นสิ่งที่นางอยากทำอยู่เหมือนกัน

บ้านเดิมแม้จะเล็กไปหน่อย แต่หากว่าหาทางกำราบครอบครัวคนดูแลบ้านได้ อย่างน้อย ๆ ก็มีคนให้รับใช้ถึงสามคน ไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองทั้งหมด เงินทองหากว่านำข้าวของเครื่องประดับกลับมาได้ก็มีใช้ถือว่าไม่น้อย

การเป็นลูกอนุภรรยาผู้เป็นเพียงหญิงชาวบ้าน ไม่ได้ยากลำบากอย่างที่คิด ไม่ต้องตระเตรียมตัวอะไรก็มีพร้อม สามารถใช้ชีวิตได้ทันที

ทว่าตอนนี้เรี่ยวแรงที่มีในร่างซูซื่อเยี่ยนคนนี้อ่อนแรงนัก ถ้าจะกำราบคนสามคนจะต้องแข็งแรงกว่านี้อีกสักหน่อย อย่างไรพื้นฐานวรยุทธ์ก็มีอยู่ไม่ได้หายไปตามความตายในแผ่นดินก่อน หมั่นเพียรสักหน่อย ขยันสักนิด ความสามารถเดิมจะกลับคืนมา

ชีวิตสตรีสามัญที่ได้มานี้ ซูซื่อเยี่ยนไม่ได้ต้องการก้าวขึ้นไปเป็นแม่ทัพหญิงผู้เกรียงไกร ไม่ได้ต้องการสร้างกองกำลังนกนางแอ่นโบยบินขึ้นมาอีกครั้ง แต่ต้องการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไม่มีใครสามารถมารังแกได้ก็เท่านั้น

วรยุทธ์สิบส่วนที่นางมี ร่างกายปวกเปียกนี้มีวิชาติดตัวเพียงแค่สองหรือสามส่วนก็พอแล้ว บุตรสาวอนุภรรยาผู้หนึ่งจะต้องมีความสามารถในการต่อสู้มากมายไปทำไม?

‘ไม่มีบุรุษคนใดยอมเป็นเงาของสตรี ฝีมือเจ้าอาจารย์เอ่ยชมว่าเป็นหนึ่ง ยามเป็นทหารเจ้าก็เป็นที่หนึ่ง กระทั่งได้รับตำแหน่งยังนำอยู่ข้างหน้าเสมอ ข้าต้องตามหลังเจ้าอยู่เสมอ’

คำพูดพวกนั้นของหลิงหยุนที่ไม่เคยจางหายไปทำให้นางนึกคิดได้ว่าควรถึงเวลาต้องพักจริง ๆ เสียที การเป็นหนึ่งพวกนั้น จะตั้งใจก็ดี จะไม่ได้ตั้งใจก็ดี แต่นางเหนื่อยเหลือเกินแล้ว ชีวิตที่สวรรค์มอบให้จะเป็นเรื่องราวจากนิทานประโลมใจเรื่องไหน นางก็ยอมรับโดยดีไม่ต่อต้านไม่ขัดขืน

“ฮืม…~….ฮืม”

เมื่อรู้สึกว่าเข้าใจทุกอย่าง ความเจ็บปวดที่หัวใจรวมถึงอาการปวดหัวก็ดีขึ้นในทันที ซูซื่อเยี่ยนอารมณ์ดีจนฮัมเพลงในลำคอเบา ๆ

“นั่นใคร?!”

แม้จะมาอาศัยอยู่ในร่างผู้อื่น แต่สัญชาตญาณของหญิงสาวยังดีอยู่ นางรู้สึกถึงการถูกจ้องมองจึงหันไปทางหน้าต่างที่แม้จะปิดสนิทแต่มีรูเล็ก ๆ เท่านิ้วโป้งทำให้มองเห็นดวงตาเล็ก ๆ ข้างหนึ่งที่มองเข้ามา เมื่อนางตะโกนถาม ดวงตาข้างนั้นก็ผลุบหายไปอย่างรวดเร็ว

“เด็กหรือ…ในบ้านเดิมหลังนี้ไม่มีเด็กไม่ใช่หรือ?”ในความทรงจำทั้งหมดของเจ้าของร่างที่อาศัยอยู่ที่นี่มาสองเดือน ไม่มีภาพของเด็กคนใดมาก่อน ทว่ายังไม่ทันได้คิดอะไรเสียงของคนดูแลบ้านก็ตะโกนดังขึ้น

“เจ้าเด็กชั่ว มาขโมยอาหารอีกแล้ว!”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...