SCB EIC ห่วง GDP ไทยปี 69 โตต่ำสุดรอบ 30 ปี ที่ 1.5%
SCB EIC มอง GDP ปี 69 โต 1.5% ต่ำกว่า 2% รอบ 30 ปี หากไม่รวมปีที่เกิดวิกฤต ชี้ ไม่ควรปล่อยเป็น New Normal แนะเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว คาดกนง. พรุ่งนี้ ลดดอกเบี้ยลง 0.25% มองยุบสภาเร็วกระทบเศรษฐกิจไม่มาก คาดได้รัฐบาลใหม่ใน 5 เดือน แต่หากตั้งรัฐบาลล่าช้ากระทบการใช้งบฯ -ความเชื่อมั่น
16 ธ.ค. 2568 ดร. ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB EIC ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 เหลือ 2.0% จากเดิมเดือน พ.ย. 2568 คาดไว้ที่ 2.1% โดยมี 3 ปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 ได้แก่ น้ำท่วม ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และ การยุบสภาฯ ขณะที่คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโต 1.5% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 2.0%
“GDP ปี 2569 ที่คาดว่าจะเติบโตที่ 1.5% เป็นการโตต่ำกว่า 2% ในรอบ 30 ปี หากไม่นับรวมปีที่ประเทศไทยเจอวิกฤต ได้แก่ วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตน้ำท่วมปี 2554 การรัฐประหาร รวมถึงวิกฤตโควิด การโตต่ำกว่า 2% นี้จึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติสำหรับเศรษฐกิจไทยและเรามองว่าการเติบโตระดับนี้ไม่ควรเป็นเรื่องปกติหรือ New Normal”
ชะลอตัวจากปัจจัยภายนอกและภายใน
สำหรับสาเหตุที่แนวโน้มเศรษฐกิจชะลอลงมาจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน โดยปัจจัยภายนอก ได้แก่ สงครามการค้าที่กระทบกับการส่งอออกและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากที่ปี 2568 การส่งออกอาจได้ประโยชน์จากการเร่งส่งสินค้าไปสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดผลกระทบเรื่องมาตรการภาษี
ทั้งนี้ SCB EIC มองว่าการส่งออกในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ -1.5% ซึ่งลดลงอย่างมากจากปี 2568 ที่ขยายตัวถึง 10.8% นอกจากนี้ การส่งออกยังเผชิญกับฐานที่สูง และการส่งออกทองคำที่คาดว่าจะลดลงด้วย
ด้านภาคการท่องเที่ยว แม้ปี 2568 จะติดลบประมาณ 7% แต่ปี 2569 คาดว่าจะเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นจาก 32.9 ล้านคน เป็น 34.1 ล้านคน หรือเติบโตประมาณ 4% อย่างไรก็ตามจำนวนดังกล่าวยังห่างไกลจากตัวเลขก่อนโควิดที่ 40 ล้านคนมาก สาเหตุหนึ่งของการฟื้นตัวช้าคือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศต่างๆ ที่ต้องการสนับสนุนการท่องเที่ยวของตนเอง
ส่วนปัจจัยภายใน ได้แก่ ภาวะการเงินที่ตึงตัว โดยการบริโภคภาคครัวเรือ คาดว่าจะชะลอตัวลงมาประมาณ 1.9% เนื่องจากแนวโน้มรายได้ครัวเรือนยังคงมีความเปราะบาง ขณะที่แม้คณะกรรมการนโยบาการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงแต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0 % ในปี 2569
“คาดว่าในวันพรุ่งนี้ กนง. มีแนวโน้มจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เหลือ 1.25% และจะลดอีก 1 ครั้งเหลือ 1% ในครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ”
คนไทยรายได้ไม่พอรายจ่าย หนี้สูง
ทั้งนี้การสำรวจฐานะทางการเงินของผู้บริโภคล่าสุด พบว่า ปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญทำให้ปัญหาภาระการชำระหนี้ยังอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง และมีสัญญาณว่า ปัญหานี้ได้ลามไปถึงกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงด้วย มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME ทั้งนี้ ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องทำควบคู่กับมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย
“หนี้ครัวเรือนไทยยังถือว่าสูงมาก โดยอยู่ประมาณ 85% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดใน Emerging Market นอกจากนี้ ปัญหาหนี้กำลังลามไปยังกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง ที่มีรายได้เกิน 50,000 หรือ 100,000 บาท ซึ่งแม้ว่าอัตรา NPL จะไม่สูงเท่ากลุ่มรายได้น้อยแต่ก็มีภาระหนี้สูง นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำยังทำให้ภาระหนี้ของประชาชนสูงขึ้น โดยเฉพาะหนี้ที่มีลักษณะดอกเบี้ยคงที่ ที่เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้นลูกหนี้ก็จะได้รับประโยชน์เพราะภาระลดลงแต่พอเงินเฟ้อต่ำมากๆ หรือติดลบก็จะกลายเป็นว่าภาระหนี้หนักขึ้น”
สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาท เงินบาทกลับมาแข็งค่าตามดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ส่วนหนึ่งจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยตั้งแต่ไตรมาส 4 เงินบาทแข็งค่านำเกือบทุกสกุลเงินหลักในภูมิภาค ยกเว้นริงกิตมาเลเซีย
อย่างไรก็ตามตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นต้นไปเงินบาทอาจอ่อนค่าลงได้ จาก ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มแข็งค่า ทั้งนี้ SCB EIC มองว่าค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2568 จะอยู่ที่ 31.5-32.00 บาท/ดอลาร์สหรัฐ และ ณ สิ้น ปี 2569 อาจจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 33-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ยุบสภากระทบไม่มาก
ดร. ยรรยง เปิดเผยว่า สำหรับความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. 2568 การยุบสภาที่เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมเล็กน้อยไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก แต่อาจส่งผลกระทบต่อการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ปี 2559 ลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ภาคภาครัฐได้พยายามเร่งรัดการเบิกจ่ายไปแล้วในช่วงเดือน ต.ค- ธ.ค. 2568 ซึ่งช่วยลดผลกระทบในไตรมาสแรกของปี 2569 ได้
ทั้งนี้ SCB EIC คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะอยู่ระหว่างเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2569 โดยมีการใช้สูตรการคำนวณไทม์ไลน์ 2-2-1 ซึ่งประกอบด้วย 2 เดือนสำหรับการเลือกตั้ง 2 เดือนสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรี และ 1 เดือนสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือความเสี่ยงที่กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะยืดเยื้อเกินกว่า 5 เดือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรง หากเกิดความล่าช้าที่ยาวนาน จะทำให้เม็ดเงินภาคภาครัฐไม่ต่อเนื่อง เนื่องจาก พ.ร.บ. งบประมาณใหม่จะออกช้า นอกจากนี้ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุน และอาจส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating) ด้วย
“โอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่1.5% ก็มีความเป็นไปได้ โดยส่วนใหญ่จะมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น เศรษฐกิจโลก การส่งออก หรือการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้”
ดร. ยรรยง เปิดเผยว่า ปัจจัยที่กระทบเศรษฐกิจไทยไม่ใช่แค่ปัจจัยชั่วคราว แต่เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างด้วย เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้การเติบโตต่ำกว่า 2% กลายเป็น New Normal ของประเทศไทย โดยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้
1. การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจโดยให้ความสำคัญกับเรื่องระยะยาว โดยต้องมีการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ และสร้าง New S-Curve ให้กับประเทศ
2. ความชัดเจนและความต่อเนื่องทางการเมือง (Political Commitment) โดยต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจน มีกลไกการทำงานที่โปร่งใส และการวัด/ประเมินผลความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
“อีกเรื่องที่จำเป็นต้องทำคือการดูแลผู้ได้รับผลกระทบปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะแม้ว่าการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจะส่งผลดีต่อทุกฝ่ายในระยะยาว แน่นอนว่าในระยะสั้นต้องมีผู้ได้รับผลกระทบดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีกลไกดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อสร้างฉันทามติและการสนับสนุนในสังคมด้วย”
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นยังมีความจำเป็น แต่ควรเป็นไปในลักษณะที่ถูกกำหนดเป้าหมาย (Targeted) และมีระยะเวลาจำกัดและต้องโยงไปกับการเพิ่มศักยภาพของภาคครัวเรือน แรงงานไทย หรือ SME ไทย เช่น การ Reskill/Upskill หรือ Digital Transformation เป็นต้น
“ประเทศไทยอยู่ในยุคการเติบโตต่ำ หรือ Low Growth มาได้ระยะหนึ่งแล้ว เห็นได้จากหลังโควิดเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2.2% ต่ำกว่าที่เคยคาดหวังว่าจะกลับไปโตที่ 3% แต่เราก็ไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ในยุค Low Growth ต่อไป เพราะเรามีทางเลือกหากทุกฝ่ายร่วมมือกันผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจ เราก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมาเติบโตได้สูงขึ้น ซึ่งการที่ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นจากต่างชาติ เช่น การเป็นเจ้าภาพประชุม World Bank-IMF ก็แสดงให้เห็นว่าต่างชาติก็เชื่อมั่นในตัวเรา หรือการได้รับเชิญเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นโอกาสที่ควรใช้ในการปฏิรูป
”