โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SCB EIC ห่วง GDP ไทยปี 69 โตต่ำสุดรอบ 30 ปี ที่ 1.5%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 ธ.ค. 2568 เวลา 15.20 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2568 เวลา 08.19 น.

SCB EIC มอง GDP ปี 69 โต 1.5% ต่ำกว่า 2% รอบ 30 ปี หากไม่รวมปีที่เกิดวิกฤต ชี้ ไม่ควรปล่อยเป็น New Normal แนะเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว คาดกนง. พรุ่งนี้ ลดดอกเบี้ยลง 0.25% มองยุบสภาเร็วกระทบเศรษฐกิจไม่มาก คาดได้รัฐบาลใหม่ใน 5 เดือน แต่หากตั้งรัฐบาลล่าช้ากระทบการใช้งบฯ -ความเชื่อมั่น

16 ธ.ค. 2568 ดร. ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB EIC ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 เหลือ 2.0% จากเดิมเดือน พ.ย. 2568 คาดไว้ที่ 2.1% โดยมี 3 ปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 ได้แก่ น้ำท่วม ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และ การยุบสภาฯ ขณะที่คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโต 1.5% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 2.0%

“GDP ปี 2569 ที่คาดว่าจะเติบโตที่ 1.5% เป็นการโตต่ำกว่า 2% ในรอบ 30 ปี หากไม่นับรวมปีที่ประเทศไทยเจอวิกฤต ได้แก่ วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตน้ำท่วมปี 2554 การรัฐประหาร รวมถึงวิกฤตโควิด การโตต่ำกว่า 2% นี้จึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติสำหรับเศรษฐกิจไทยและเรามองว่าการเติบโตระดับนี้ไม่ควรเป็นเรื่องปกติหรือ New Normal”

ชะลอตัวจากปัจจัยภายนอกและภายใน

สำหรับสาเหตุที่แนวโน้มเศรษฐกิจชะลอลงมาจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน โดยปัจจัยภายนอก ได้แก่ สงครามการค้าที่กระทบกับการส่งอออกและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากที่ปี 2568 การส่งออกอาจได้ประโยชน์จากการเร่งส่งสินค้าไปสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดผลกระทบเรื่องมาตรการภาษี

ทั้งนี้ SCB EIC มองว่าการส่งออกในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ -1.5% ซึ่งลดลงอย่างมากจากปี 2568 ที่ขยายตัวถึง 10.8% นอกจากนี้ การส่งออกยังเผชิญกับฐานที่สูง และการส่งออกทองคำที่คาดว่าจะลดลงด้วย

ด้านภาคการท่องเที่ยว แม้ปี 2568 จะติดลบประมาณ 7% แต่ปี 2569 คาดว่าจะเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นจาก 32.9 ล้านคน เป็น 34.1 ล้านคน หรือเติบโตประมาณ 4% อย่างไรก็ตามจำนวนดังกล่าวยังห่างไกลจากตัวเลขก่อนโควิดที่ 40 ล้านคนมาก สาเหตุหนึ่งของการฟื้นตัวช้าคือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศต่างๆ ที่ต้องการสนับสนุนการท่องเที่ยวของตนเอง

ส่วนปัจจัยภายใน ได้แก่ ภาวะการเงินที่ตึงตัว โดยการบริโภคภาคครัวเรือ คาดว่าจะชะลอตัวลงมาประมาณ 1.9% เนื่องจากแนวโน้มรายได้ครัวเรือนยังคงมีความเปราะบาง ขณะที่แม้คณะกรรมการนโยบาการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงแต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0 % ในปี 2569

“คาดว่าในวันพรุ่งนี้ กนง. มีแนวโน้มจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เหลือ 1.25% และจะลดอีก 1 ครั้งเหลือ 1% ในครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ”

คนไทยรายได้ไม่พอรายจ่าย หนี้สูง

ทั้งนี้การสำรวจฐานะทางการเงินของผู้บริโภคล่าสุด พบว่า ปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญทำให้ปัญหาภาระการชำระหนี้ยังอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง และมีสัญญาณว่า ปัญหานี้ได้ลามไปถึงกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงด้วย มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME ทั้งนี้ ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องทำควบคู่กับมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

“หนี้ครัวเรือนไทยยังถือว่าสูงมาก โดยอยู่ประมาณ 85% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดใน Emerging Market นอกจากนี้ ปัญหาหนี้กำลังลามไปยังกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง ที่มีรายได้เกิน 50,000 หรือ 100,000 บาท ซึ่งแม้ว่าอัตรา NPL จะไม่สูงเท่ากลุ่มรายได้น้อยแต่ก็มีภาระหนี้สูง นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำยังทำให้ภาระหนี้ของประชาชนสูงขึ้น โดยเฉพาะหนี้ที่มีลักษณะดอกเบี้ยคงที่ ที่เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้นลูกหนี้ก็จะได้รับประโยชน์เพราะภาระลดลงแต่พอเงินเฟ้อต่ำมากๆ หรือติดลบก็จะกลายเป็นว่าภาระหนี้หนักขึ้น”

สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาท เงินบาทกลับมาแข็งค่าตามดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ส่วนหนึ่งจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยตั้งแต่ไตรมาส 4 เงินบาทแข็งค่านำเกือบทุกสกุลเงินหลักในภูมิภาค ยกเว้นริงกิตมาเลเซีย

อย่างไรก็ตามตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นต้นไปเงินบาทอาจอ่อนค่าลงได้ จาก ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มแข็งค่า ทั้งนี้ SCB EIC มองว่าค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2568 จะอยู่ที่ 31.5-32.00 บาท/ดอลาร์สหรัฐ และ ณ สิ้น ปี 2569 อาจจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 33-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ยุบสภากระทบไม่มาก

ดร. ยรรยง เปิดเผยว่า สำหรับความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. 2568 การยุบสภาที่เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมเล็กน้อยไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก แต่อาจส่งผลกระทบต่อการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ปี 2559 ลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ภาคภาครัฐได้พยายามเร่งรัดการเบิกจ่ายไปแล้วในช่วงเดือน ต.ค- ธ.ค. 2568 ซึ่งช่วยลดผลกระทบในไตรมาสแรกของปี 2569 ได้

ทั้งนี้ SCB EIC คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะอยู่ระหว่างเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2569 โดยมีการใช้สูตรการคำนวณไทม์ไลน์ 2-2-1 ซึ่งประกอบด้วย 2 เดือนสำหรับการเลือกตั้ง 2 เดือนสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรี และ 1 เดือนสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือความเสี่ยงที่กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะยืดเยื้อเกินกว่า 5 เดือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรง หากเกิดความล่าช้าที่ยาวนาน จะทำให้เม็ดเงินภาคภาครัฐไม่ต่อเนื่อง เนื่องจาก พ.ร.บ. งบประมาณใหม่จะออกช้า นอกจากนี้ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุน และอาจส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating) ด้วย

“โอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่1.5% ก็มีความเป็นไปได้ โดยส่วนใหญ่จะมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น เศรษฐกิจโลก การส่งออก หรือการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้”

ดร. ยรรยง เปิดเผยว่า ปัจจัยที่กระทบเศรษฐกิจไทยไม่ใช่แค่ปัจจัยชั่วคราว แต่เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างด้วย เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้การเติบโตต่ำกว่า 2% กลายเป็น New Normal ของประเทศไทย โดยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

1. การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจโดยให้ความสำคัญกับเรื่องระยะยาว โดยต้องมีการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ และสร้าง New S-Curve ให้กับประเทศ
2. ความชัดเจนและความต่อเนื่องทางการเมือง (Political Commitment) โดยต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจน มีกลไกการทำงานที่โปร่งใส และการวัด/ประเมินผลความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

“อีกเรื่องที่จำเป็นต้องทำคือการดูแลผู้ได้รับผลกระทบปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะแม้ว่าการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจะส่งผลดีต่อทุกฝ่ายในระยะยาว แน่นอนว่าในระยะสั้นต้องมีผู้ได้รับผลกระทบดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีกลไกดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อสร้างฉันทามติและการสนับสนุนในสังคมด้วย”

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นยังมีความจำเป็น แต่ควรเป็นไปในลักษณะที่ถูกกำหนดเป้าหมาย (Targeted) และมีระยะเวลาจำกัดและต้องโยงไปกับการเพิ่มศักยภาพของภาคครัวเรือน แรงงานไทย หรือ SME ไทย เช่น การ Reskill/Upskill หรือ Digital Transformation เป็นต้น

“ประเทศไทยอยู่ในยุคการเติบโตต่ำ หรือ Low Growth มาได้ระยะหนึ่งแล้ว เห็นได้จากหลังโควิดเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2.2% ต่ำกว่าที่เคยคาดหวังว่าจะกลับไปโตที่ 3% แต่เราก็ไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ในยุค Low Growth ต่อไป เพราะเรามีทางเลือกหากทุกฝ่ายร่วมมือกันผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจ เราก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมาเติบโตได้สูงขึ้น ซึ่งการที่ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นจากต่างชาติ เช่น การเป็นเจ้าภาพประชุม World Bank-IMF ก็แสดงให้เห็นว่าต่างชาติก็เชื่อมั่นในตัวเรา หรือการได้รับเชิญเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นโอกาสที่ควรใช้ในการปฏิรูป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...