SMO เปิดเทรดวันแรก 4.50 บาท ต่ำจอง 16.67%
หุ้น SMO ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ เปิดเทรดวันแรก (10 พ.ย.) 4.50 บาท ลดลง 16.67% จากราคาไอพีโอ 5.40 บาท นักวิเคราะห์ให้ราคาเหมาะสม 8.80 บาท
10 พฤศจิกายน 2568 บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ วันนี้เป็นวันแรก ( 10 พฤศจิกายน 2568) โดยทำราคาเปิดการซื้อขาย 4.50 บาท ลดลง 16.67% จากราคา IPO ที่ระดับ 5.40 บาทต่อหุ้น
SMO เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) และผลพลอยได้ และผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยการบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เริ่มจากคัดสรรวัตถุดิบ การจัดการผลิตที่มีมาตรฐาน ให้ได้ผลผลิตสูง และนำผลพลอยได้จากการผลิตมาสร้างเป็นพลังงาน ปัจจุบันดำเนินงานผ่านโรงงาน 4 แห่ง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร และสระบุรี มีกำลังสกัดรวม 240 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง และกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 14.38 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) 12.7 เมกะวัตต์ มีช่องทางขายทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นหนึ่งในผู้ผลิต CPO รายสำคัญของประเทศ
บล. ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดกำไรสุทธิปี 2568-2570 ที่ 697 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 168.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) 840 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.6% YoY และ 990 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.8% YoY ตามลำดับ แรงหนุนหลักมาจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเต็มปีหลัง เข้าซื้อกิจการ AL ในปี 2567 ซึ่งจะสะท้อนชัดในปี 2568 มีแผนเพิ่มกำลังผลิตโรงงานสาขาพนมอีก 75 ต้นผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ทำให้ปี 2569 กำลังการผลิตรวมเพิ่มอีกราว 22% และ สัดส่วนการส่งออกที่สูงขึ้นตามดีมานด์น้ำมันปาล์มโลก
ขณะที่อุปทานจากผู้ผลิตรายใหญ่เข้าสู่ตลาดลดลง ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยและอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น เนื่องจากมาร์จิ้น ส่งออกสูงกว่าตลาดในประเทศ อีกทั้งกระแสเงินสดสม่ำเสมอจากธุรกิจโรงไฟฟ้ายังช่วยหนุนการจ่ายปันผลและรองรับการลงทุน โดยให้มูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน 8.80 บาท
บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ประเมินมูลค่าเหมาะสมสำหรับ SMO ที่ 8.80 บาท อิงปี 2569 EV/EBITDA ที่ 6.0 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในกลุ่มเกษตรของไทย และบริษัทผลิต CPO ในภูมิภาค (อินโดนีเซียและมาเลเซีย) ในช่วงปี 2568-2569
โดยประเมินกำไรสุทธิของบริษัทจะเติบโตเฉลี่ยในช่วง 3 ปีข้าง (2567-2570) เติบโตเฉลี่ย 51% เป็น 900 ล้านบาทในปี 25670 หนุนโดยปริมาณขาย CPO และ PK ที่เติบโตขึ้นตามกำลังการผลิตที่สูงขึ้นท่ามกลางแนวโน้มการส่งออกของไทยที่ขยายตัว ในขณะเดียวกันเราประเมินว่าอัตรากำไรไรขั้นต้น (GPM) จะดีขึ้นจาก economies of scale ที่ขขายขึ้นจากฐานรายได้ที่สูงขึ้น เราะประเมินมูลค่าเหมาะสมสำหรับ SMO ที่ 8.80 บาท อิง 2026E EV/EBITDA ที่ 6.0x ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในกลุ่มเกษตรของไทยและบริษัทผลิต CPO ในภูมิภาค (อินโดนีเซียและมาเลเซีย) ในช่วงปี 2025E-2026E
บล.ซีจีเอส-อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) คาดว่า SMO จะมีรายได้เติบโต 24% CAGR และกำไรสุทธิเติบโต 46% CAGR ในปี 2567-2570 จากการดำเนินการขยายกำลังการผลิตโดยมุ่งเน้นการขยายโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มในพื้นที่อื่นซึ่งอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งเป็นธุรกิจที่กลุ่มบริษัทมีความเชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันภายในอุตสาหกรรม ประเมินมูลค่าของ SMO อยู่ที่ 8.10 บาทหรือเท่ากับ Forward P/E ปี2569 ที่ 10 เท่า