โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิธีฟื้นความเชื่อมั่นในตลาดทุน ข้อเสนอแนะจากรายงาน OECD

Thairath Money

อัพเดต 30 ธ.ค. 2568 เวลา 02.30 น. • เผยแพร่ 30 ธ.ค. 2568 เวลา 02.30 น.
ภาพไฮไลต์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2025 เป็นปีที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดทุนไทยเสื่อมถอยเป็นประวัติการณ์ วัดจากเสียงบ่นในห้องเทรดออนไลน์ รวมถึงความเห็นตามเพจหุ้น-การเงิน-การลงทุน รวมถึงความเห็นบนเพจของหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงอย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนเป็นภารกิจจำเป็น เนื่องจากตลาดทุนเป็นทั้งแหล่งระดมทุนและแหล่งออมเงินที่สำคัญของประเทศ ปัจจุบันในระดับภูมิภาคอาเซียน ตลาดหุ้นไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากมาเลเซีย วัดโดยมูลค่าตลาดเทียบกับจีดีพี โดยตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าราว 96% ของจีดีพี เป็นรองเพียงมาเลเซียเท่านั้น (สัดส่วนนี้ของมาเลเซียอยู่ที่ 102%) ส่วนตลาดตราสารหนี้บริษัทในปัจจุบันของไทยก็มีมูลค่าสูงถึง 22% ของจีดีพี เป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน

“ทางลัด” ทางหนึ่งในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน คือ การปรับปรุงปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบันและกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนให้ได้มาตรฐานสากลให้ได้มากที่สุด เนื่องจากตลาดทุนไทยแข่งขันกับตลาดทุนทั่วโลกในยุคโลกไร้พรมแดน และในบรรดารายงานที่ชี้ “ช่องว่าง” ระหว่างตลาดทุนไทยกับมาตรฐานสากล และมี “ข้อเสนอแนะ” ที่ครอบคลุมและเป็นรูปธรรมที่สุดเท่าที่ผู้เขียนเคยอ่าน ยกให้รายงานทบทวนตลาดทุนไทยปี 2025 ของ OECD (OECD Capital Market Review of Thailand 2025) ซึ่งมาทบทวนมิติต่างๆ ของตลาดทุนไทย เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศ OECD

รายงาน OECD ฉบับนี้มีข้อมูลและข้อเสนอแนะจำนวนมากที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปและปรับปรุงตลาดทุน ในที่นี้ผู้เขียนอยากหยิบยกบางประเด็นในหมวด “การปรับปรุงโครงสร้างเชิงสถาบันและกลไกบรรษัทภิบาล” ขึ้นมาอภิปราย เพราะเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สมควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะมีส่วนสำคัญที่บ่อนทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนตลอดหลายปีที่ผ่านมา

การเพิ่มความเป็นอิสระของ ก.ล.ต. และแยกหน้าที่กำกับดูแลออกจากหน้าที่เชิงพาณิชย์ของ ตลท.

OECD ชี้ว่า รัฐควรปฏิรูปทั้ง ก.ล.ต. และ ตลท. ให้มีความเป็นอิสระมากขึ้น เนื่องจากวัฏจักรการเมืองมักเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญของนโยบาย การมีอิสระมากขึ้นของหน่วยงานกำกับดูแลจะช่วยสร้างเสถียรภาพในระยะยาว ซึ่งจำเป็นต่อการรักษากฎเกณฑ์ที่คงเส้นคงวาและพยุงความคาดหวังในตลาดทุน ในประเด็นนี้ OECD มีข้อเสนอหลักๆ ดังต่อไปนี้ที่ผู้เขียนเห็นด้วย

ขยายวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการ ก.ล.ต. และยกเลิกหรือจำกัดอำนาจของรัฐบาลในการปลดกรรมการ ก.ล.ต. และกรรมการ ตลท. ออกจากตำแหน่ง

ปรับปรุงคณะกรรมการคัดเลือกตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ให้มีตัวแทนที่เป็นอิสระและมีอำนาจมากขึ้น (ปัจจุบันคณะกรรมการคัดเลือกต้องเป็นอดีตข้าราชการระดับสูงตามตำแหน่งที่ระบุในกฎหมาย หรือเคยเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ก.ล.ต. และไม่มีอิสระในการเสนอชื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้วยตัวเอง ต้องคัดเลือกจากรายชื่อที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. เสนอให้เลือกเท่านั้น)

แยกหน้าที่กำกับดูแลและหน้าที่เชิงพาณิชย์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยออกจากกัน เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระของการกำกับดูแล และลดความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น โดย แนวทางหนึ่งที่เป็นไปได้คือการจัดตั้งหรือเปลี่ยนรูปแบบฝ่ายกำกับดูแลใน ตลท. ให้เป็นบริษัทย่อยที่ทำหน้าที่เฉพาะด้านการกำกับดูแลตลาดและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เท่านั้น

ผู้เขียนอยากเสริมว่า ข้อเสนอทุกข้อโดยเฉพาะ ข้อ 3. ข้างต้นของ OECD จะเป็นก้าวสำคัญสู่การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างแท้จริง และการแยกหน้าที่กำกับดูแลออกจากหน้าที่เชิงพาณิชย์ของตลาดหลักทรัพย์นั้นก็เป็นสิ่งที่ทำกันทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น นิติบุคคลที่กำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (Singapore Exchange Regulation หรือ SGX RegCo) ก็ทำงานอย่างเป็นอิสระจากตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (Singapore Exchange หรือ SGX) ซึ่งต้องบริหารเชิงพาณิชย์

ผู้เขียนอยากเสนอให้ไกลกว่า OECD อีกว่า ก้าวสำคัญที่ควรทำ ก่อนจะมาแยกหน้าที่กำกับดูแลออกจากหน้าที่เชิงพาณิชย์ของ ตลท. ก็คือ การแปลงสภาพ ตลท. เป็นบริษัทมหาชนที่หุ้นส่วนใหญ่ถือโดยนักลงทุนรายย่อย (demutualization) ตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ทั่วโลก

(ประเด็นการแปลงสภาพ ตลท. เป็นบริษัทมหาชนนั้น เคยเป็นกระแสเล็กๆ ในสังคมเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่สุดท้ายคลื่นกระทบฝั่งแล้วเงียบหายไป ผู้เขียนเคยเขียนชุดบทความเรื่องนี้ในปี พ.ศ. 2551 สมัยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลท. ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดชุดบทความนี้ได้จากลิงก์นี้)

การปรับสมดุลระหว่างการกำกับดูแลและวินัยตลาด หันมาเน้นวินัยตลาด (market discipline) มากขึ้น

OECD เปิดเผยว่า กระบวนการอนุมัติการเสนอขายหลักทรัพย์ในไทยใช้เวลานานกว่าหลายประเทศในอาเซียน ยกตัวอย่างเช่น มาเลเซียประกาศชัดเจนว่าจะใช้เวลากลั่นกรองไม่เกิน 3 เดือน ส่วนฟิลิปปินส์ประกาศว่าจะใช้เวลา 45 วัน แม้ว่าในทางปฏิบัติอาจนานกว่านั้น โดยรายงาน OECD ชี้ว่า ประเทศไทยใช้กรอบการกำกับดูแลแบบผสมผสานระหว่างระบบที่เน้นคุณสมบัติ (merit-based) และระบบที่เน้นการเปิดเผยข้อมูล (disclosure-based) ซึ่งในประเทศที่ใช้ระบบการเปิดเผยข้อมูลอย่างเต็มที่นั้น บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ คณะกรรมการบริษัท รวมถึงตัวกลางอย่างเช่น ผู้รับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ บริษัทผู้สอบบัญชี บริษัทจัดเครดิต และที่ปรึกษาทางการเงิน จะมีหน้าที่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และมีภาระรับผิดทางกฎหมายสำหรับการแจ้งข้อมูลเท็จหรือตรวจสอบรอบด้าน (due diligence) ไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดให้ข้อมูลกับ OECD ว่า ระบบไทยเอนเอียงไปทางระบบที่เน้นคุณสมบัติมากกว่า โดยมีการติดตามอย่างละเอียดในประเด็นที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจอธิบายได้บางส่วนว่าทำไมกระบวนการอนุมัติการเสนอขายหลักทรัพย์ในไทยจึงใช้เวลานานกว่าอีกหลายประเทศ

OECD มองว่า การที่ระบบไทยเอนเอียงไปทางเน้นคุณสมบัติมากกว่า (โดยการคัดกรองเป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต. และ ตลท.) อาจเป็นเกราะป้องกันนักลงทุนก็จริง แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้วินัยของตลาดเอง (market discipline) อ่อนแอ เพราะย้ายความรับผิดออกจากผู้เล่นในตลาด (อาทิ บริษัทจดทะเบียน และที่ปรึกษาทางการเงิน) ไปไว้ที่หน่วยงานกำกับดูแล ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ นักลงทุนมักเรียกร้องความรับผิดชอบจากหน่วยงานกำกับดูแลในการยืนยันความซื่อสัตย์สุจริตของบริษัทจดทะเบียน ขณะที่คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารแทบไม่เคยต้องรับผิดผ่านกลไกที่ผู้ถือหุ้นผลักดันเอง (อย่างเช่นคดีที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยรวมตัวกันฟ้องคณะกรรมการบริษัท เป็นต้น)

OECD ชี้ด้วยว่า ถึงแม้ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ทุกวันนี้จะระบุว่าคณะกรรมการและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนมีหน้าที่ตามหลักความไว้วางใจ (fiduciary duties) หมวดนี้ในกฎหมายก็ถูกใช้น้อยเกินไปมากในฐานะเครื่องมือปกป้องนักลงทุน

ข้อค้นพบข้างต้นส่งผลให้ OECD เสนอว่า ก.ล.ต. ควรเสริมอำนาจให้กับ ตลท. นักลงทุน และผู้เล่นรายอื่นๆ ในตลาดมากขึ้น ด้วยการปรับปรุงและเพิ่มความชัดเจนของกระบวนการอนุมัติ IPO และการเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งต่อไป ซึ่งก็หมายความว่า ความรับผิดชอบต่อความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูลจะตกเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี และผู้รับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ (underwriters) มากกว่าที่ผ่านมา และในเวลาเดียวกัน ก.ล.ต. ก็ควรสื่อสารให้ชัดเจนมากขึ้นต่อนักลงทุนว่า การอนุมัติการเสนอขายหลักทรัพย์ไม่ได้แปลว่า ก.ล.ต. รับรอง “คุณภาพ” ของหลักทรัพย์ ซึ่งก็จะกระตุ้นให้นักลงทุนศึกษาอย่างรอบด้านและหาข้อมูลมากขึ้น การปรับปรุงทั้งหมดนี้ในระยะยาวจะช่วยปลูกฝังวัฒนธรรมที่เน้นวินัยตลาด ความโปร่งใสและการประเมินข้อมูลจะถูกกระจายความรับผิดชอบระหว่างผู้ออกหลักทรัพย์ ตัวกลาง และนักลงทุน แทนที่จะมากระจุกอยู่กับหน่วยงานกำกับดูแล

การเร่งปรับปรุงกลไกบรรษัทภิบาลให้ได้มาตรฐานสากล

OECD ตั้งข้อสังเกตเช่นเดียวกับผู้เขียน (ดูบทความ “CG Reporting เทียบกับมาตรฐานบรรษัทภิบาลอาเซียน” และ “บรรษัทภิบาลไทย จะไปไกลกว่ากระดาษได้อย่างไร”) ว่า ไทยมีการปรับปรุงหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียน หรือ Corporate Governance Code (CG Code) ครั้งล่าสุดเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ในปี 2560 ขณะที่มาตรฐานสากลนับจากนั้นได้พัฒนาไปอย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นที่ OECD เห็นว่าไทยต้องปรับปรุงมีหลายเรื่อง อาทิ ปัญหาเกี่ยวกับ Non-Voting Depository Receipts (NVDR) กฎเกณฑ์เกี่ยวกับรายการที่เกี่ยวโยงกัน คุณสมบัติของกรรมการอิสระ และการเพิ่มสิทธิของนักลงทุนรายย่อย

ในประเด็น NVDR นั้น OECD มองว่า ระบบ NVDR ของไทย ตั้งต้นมีเจตนาดี กล่าวคือ เริ่มใช้ในปี 2544 เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้าร่วมในตลาดหุ้นไทยโดยไม่ละเมิดข้อจำกัดเรื่องการถือหุ้นของชาวต่างชาติ แต่ผ่านมา 20 กว่าปี ชัดเจนว่าสร้างผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์หลายประการ เช่น NVDR ทำให้การกระจุกตัวของการถือหุ้นในบริษัทไทยซึ่งอยู่ในระดับสูงอยู่แล้วแย่ลงไปอีก เพราะเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นใหญ่สามารถขายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในขณะที่ยังรักษาอำนาจการออกเสียงทั้งหมดไว้ได้ ประการที่สอง NVDR แยกผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของนักลงทุนออกจากการมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลกิจการ ผู้ถือ NVDR ไม่มีสิทธิออกเสียงและไม่สามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัทได้ ส่งผลเป็นการบั่นทอนระดับบรรษัทภิบาล ด้วยเหตุนี้ OECD จึงเสนอให้ปฏิรูปหรือค่อยๆ ยกเลิก (phase out) NVDR ทั้งระบบ

อีกเรื่องที่ OECD เสนอให้ปรับปรุงเพื่อเพิ่มสิทธิของนักลงทุนรายย่อย คือ การลดสัดส่วนการถือหุ้นขั้นต่ำที่นักลงทุนจะมีสิทธิเรียกร้องให้บริษัทจัดการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น จาก 10% ในปัจจุบัน เป็น 5% ตามมาตรฐานประเทศส่วนใหญ่ใน OECD (ผู้เขียนเสริมว่า ข้อกำหนด 10% นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ในตลาดหุ้นที่กำหนด free float (สัดส่วนหุ้นที่นักลงทุนรายย่อยซื้อขายได้ในตลาดรอง) ขั้นต่ำไว้เพียง 15% เท่านั้น)

ในประเด็นการกำกับการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน (Related Party Transaction: RPT) เรื่องนี้มีความสำคัญมากในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากการกระจุกตัวของผู้ถือหุ้นใหญ่ โดย OECD พบว่า ปัจเจกบุคคลอย่างผู้ก่อตั้งบริษัท เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดในบริษัทจดทะเบียน 51% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งตลาด ส่วนบริษัทอีก 45% ที่เหลือ มีบริษัทเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดซึ่งสัดส่วนการถือหุ้นเฉลี่ยสูงถึง 40% ด้วยเหตุนี้ OECD จึงเสนอให้เพิ่มความเข้มข้นของการกำกับ RPT เช่น ขยายระยะเวลาการรวมธุรกรรมทั้งหมดที่ทำกับบุคคลเกี่ยวโยงรายเดียวกัน (ที่บังคับว่าต้องทำตามเกณฑ์ RPT) จาก 6 เดือน เป็น 1 ปี (กฎของมาเลเซีย และสิงคโปร์) ลดหรือตัดข้อยกเว้นประเภทของ RPT ที่ไม่ต้องขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น รวมถึงการกำหนดเกณฑ์ราคายุติธรรมที่ชัดเจน เป็นต้น

ในประเด็นกรรมการอิสระ แม้ว่าบนกระดาษ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับกรรมการอิสระของบริษัทจดทะเบียนของไทยจะใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ผู้เล่นในตลาดจำนวนมากให้ข้อมูลกับ OECD ว่า กรรมการอิสระจำนวนมากขาดความเป็นอิสระ เนื่องจากถูกแต่งตั้งบนฐานของความใกล้ชิดส่วนบุคคลและเครือข่ายของผู้ถือหุ้นใหญ่ มากกว่าความรู้ความสามารถและความเป็นอิสระที่แท้จริง นอกจากนี้ กรรมการอิสระราว 1 ใน 3 ของบริษัทจดทะเบียนไทยทั้งหมดยังดำรงตำแหน่งมานานกว่า 9 ปี ซึ่งระยะเวลาดำรงตำแหน่งที่นานขนาดนี้อาจบั่นทอนความเป็นอิสระเนื่องจากกรรมการจะสนิทสนมกับบริษัทมากขึ้น OECD จึงเสนอว่า ไทยควรเสริมสร้างกลไกที่จะเพิ่มความเป็นอิสระของคณะกรรมการ ด้วยการทำให้กระบวนการสรรหาเป็นทางการ บังคับใช้ระยะเวลาดำรงตำแหน่งที่จำกัด (เช่น ไม่เกิน 9 ปี) และปรับปรุงคุณสมบัติของกรรมการผ่านโครงการพัฒนาความรู้ที่มุ่งเป้าหมายชัดเจน เป็นต้น

ผู้เขียนเห็นว่า ข้อเสนอแนะของ OECD ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นประโยชน์ และถ้านำมาปฏิบัติจริงก็จะเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน ช่วยให้ตลาดทุนไทยสามารถทำหน้าที่ส่งเงินออมจากครัวเรือนไปสู่การลงทุนที่มีประสิทธิผลในภาคเศรษฐกิจจริง ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงในระยะยาว

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิธีฟื้นความเชื่อมั่นในตลาดทุน ข้อเสนอแนะจากรายงาน OECD

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...