โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ปีแห่งความได้เปรียบของ “สี จิ้นผิง” ดันจีนยืนเหนือสงครามการค้าทรัมป์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 29 ธ.ค. 2568 เวลา 11.43 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2568 เวลา 04.43 น.

ปีแห่งความได้เปรียบของ "สี จิ้นผิง" ดันจีนยืนเหนือสงครามการค้าทรัมป์ แต่เบื้องหลังยังเผชิญแรงกดดันภายใน ทั้งเศรษฐกิจที่เริ่มแผ่ว วิกฤตอสังหาฯ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ก่อนก้าวเข้าสู่ปีชี้ชะตา 2569

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 เวลา 07.03 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สำหรับ สี จิ้นผิง ปีนี้เริ่มต้นด้วยแรงกดดันรอบด้าน แต่กลับจบลงด้วยภาพของความได้เปรียบอย่างชัดเจน จีนรับมือกับสงครามการค้ารอบใหม่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้อย่างเหนือชั้น ด้วยการใช้ความเป็นผู้นำด้านแร่หายากเป็นอาวุธต่อรอง จนสามารถดึงสัมปทานด้านภาษีและมาตรการควบคุมการส่งออกกลับมาได้ ขณะเดียวกันสินค้าจีนก็หาตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐ ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุลทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นครั้งแรก

แม้เผชิญข้อจำกัดจากสหรัฐบริษัท AI ของจีนยังเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตชิปเร่งเข้าตลาดทุนผ่าน IPO หนุนด้วยการผลักดันการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีตามแนวคิดของสี จิ้นผิง

บนเวทีการทูต สี จิ้นผิง แสดงพลังอำนาจอย่างเป็นรูปธรรม เขาเป็นประธานในพิธีสวนสนามทางทหารยิ่งใหญ่ที่ปักกิ่ง โดยมีผู้นำต่างชาติกว่าสองโหลร่วมงาน สื่อสารว่าจีนมีพลังแข็งรองรับวิสัยทัศน์ระเบียบโลกใหม่ของเขา ไม่กี่สัปดาห์ถัดมา สี จิ้นผิง ได้นั่งโต๊ะเจรจากับทรัมป์ที่เกาหลีใต้ ในการพบปะที่ผู้นำสหรัฐ เรียกว่า “การประชุม G2” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่แทบไม่เคยใช้มาก่อน และสะท้อนความปรารถนาของจีนที่จะถูกยอมรับในฐานะมหาอำนาจเท่าเทียม

แม้แต่คณะรัฐมนตรีสายแข็งด้านจีนของทรัมป์ก็ผ่อนท่าทีลง โดยนักการทูตสหรัฐระดับสูงอย่าง Marco Rubio ซึ่งเคยถูกจีนคว่ำบาตร ยังออกมาเรียกร้องให้บริหารความสัมพันธ์อย่างเป็นผู้ใหญ่

โจนาธาน ซิน นักวิชาการจาก Brookings Institution กล่าว ว่า“ปีนี้ออกมาดีกว่าที่สี จิ้นผิงจะคาดหวังได้อย่างสมเหตุสมผลเสียอีก” พร้อมชี้ว่า ไม่ว่าจะวัดด้วยมาตรฐานใด สีอยู่ในสถานะที่ดีกว่าเมื่อปีที่แล้วอย่างชัดเจน

เมื่อทรัมป์ไม่สามารถเพิ่มภาษีหรือคุมชิปได้อีก จนกว่าสหรัฐจะสร้างอุตสาหกรรมแร่เชิงยุทธศาสตร์ของตนเอง คำถามคือ สีจะใช้ความได้เปรียบนี้อย่างไร ปักกิ่งเริ่มกดดันประเด็นไต้หวันมากขึ้น เห็นได้จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อญี่ปุ่น ขณะเดียวกันจีนยังไม่แสดงท่าทีผ่อนคลายโมเดลเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิต ซึ่งประธานาธิบดีฝรั่งเศส Emmanuel Macron เพิ่งเรียกว่าเป็นเรื่องเป็นความตาย ของสหภาพยุโรป

ผู้นำจากเยอรมนี สหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์ ที่เตรียมเยือนจีนต้นปี 2569 จะเป็นบททดสอบว่าจีนจะต่อยอดสถานะใหม่ได้เพียงใด ก่อนการเยือนของทรัมป์ในเดือนเมษายน โดยหนึ่งในข้อเรียกร้องของจีนคือการเปลี่ยนถ้อยคำเชิงนโยบายของสหรัฐต่อไต้หวัน ตามมุมมองของอู๋ ซินโป นักวิชาการจีน

อย่างไรก็ดีภายใต้ชัยชนะทางการทูต สี จิ้นผิง เผชิญแรงกดดันภายในประเทศจำนวนมาก ตั้งแต่ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ไปจนถึงการกวาดล้างบุคลากรระดับสูงที่ลึกถึงกองทัพและชนชั้นนำพรรค

“ปัญหาหนักใจของสีไม่ใช่นโยบายต่างประเทศ และไม่ใช่ทรัมป์”โยเอิร์ก วุทเค จาก Albright Stonebridge Group กล่าว “แต่คือเศรษฐกิจจีนเอง”

ในภาพรวม เศรษฐกิจจีนปี 2568 ดูแข็งแรง การส่งออกหนุนการเติบโตใกล้เป้า 5% โดยไม่ต้องใช้นโยบายกระตุ้นขนาดใหญ่ ผู้ผลิตจีนขยับขึ้นห่วงโซ่มูลค่า แต่แรงส่งเริ่มแผ่ว การลงทุนกำลังจะหดตัวรายปีครั้งแรกตั้งแต่ปี 1998 ยอดค้าปลีกชะลอตัวแรงที่สุดนอกช่วงโควิด และราคาบ้านใหม่ยังลดลงจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ

เพื่อพยุงการเติบโต รัฐบาลให้คำมั่นขยายฐานการใช้จ่ายการคลังในปี 2569 เพิ่มการลงทุนเฉพาะเป้าหมายในอุตสาหกรรมขั้นสูง นวัตกรรมเทคโนโลยี และทุนมนุษย์ ตามแถลงการณ์กระทรวงการคลัง

แรงกดดันทางการเมืองก็เพิ่มขึ้น สีสอบสวนเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านคอร์รัปชันมากเป็นประวัติการณ์ และการช่วงชิงตำแหน่งจะยิ่งเข้มข้นก่อนการนับถอยหลังสู่การประชุมใหญ่พรรคในปีหน้า ซึ่งสี จิ้นผิงอาจขอวาระที่ 4 แม้ยังไม่เห็นสัญญาณท้าทายอำนาจโดยตรง แต่การกวาดล้างทำให้เกิดคำถามถึงความพร้อมรบของกองทัพ โดยสหรัฐ อ้างว่าสีสั่งการให้กองทัพพร้อมบุกไต้หวันภายในปี 2027

ความมั่นใจของจีนบนเวทีโลกปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการกลับมาของทรัมป์ ซึ่งจีนจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นผลดีต่อปักกิ่ง ภายใต้ “America First” สหรัฐ ถอยจากสถาบันพหุภาค เปิดช่องให้จีนขยายอิทธิพล และการยกระดับสงครามภาษีแล้วถอยเมื่อแร่สำคัญขาดแคลน ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของสี จิ้นผิง ว่าความแข็งแกร่งได้ผลกว่าการประนีประนอม

ตลอดปี สี จิ้นผิงเห็นสหรัฐผ่อนคลายนโยบายที่จีนคาใจมานาน ตั้งแต่การลดความเข้มงวดควบคุมการส่งออก การไม่อนุญาตให้ประธานาธิบดีไต้หวันแวะนิวยอร์ก ไปจนถึงความตึงเครียดกับอินเดีย

นักวิเคราะห์ตะวันตกเริ่มตั้งคำถามว่า โลกตะวันตกควรเรียนรู้อะไรจากจีน ไคเซอร์ กัว ผู้ก่อตั้ง Sinica Podcast ชี้ว่า จีนพิสูจน์ให้ประเทศโลกใต้เห็นว่า โมเดลรัฐนำ–ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สามารถเชื่อมกับตลาดโลกโดยไม่ต้องแลกอธิปไตยทางการเมือง

ขณะเดียวกัน เสียงยอมรับความสำเร็จด้านยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยี ก็มาพร้อมคำเตือนเรื่องความสมดุลของเศรษฐกิจ เนื่องจากการครองความได้เปรียบด้านการผลิตของจีนพึ่งพาการอุดหนุนรัฐสูง ซึ่งอาจเบียดทรัพยากรจากสวัสดิการและการบริโภคภายใน

แม้การกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศถูกยกเป็นเป้าหมายสำคัญปี 2569 แต่ร่างแผนพัฒนา 5 ปีฉบับใหม่ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เมื่อสี จิ้นผิงออกจากสงครามการค้ากับทรัมป์ด้วยภาพลักษณ์เชิงยุทธศาสตร์ที่เหนือกว่า แรงจูงใจในการเปลี่ยนทิศทางจึงมีน้อย

รานา มิตเตอร์ จาก Harvard Kennedy School กล่าวว่า “สีอาจเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความหวังจะผลักดันให้สหรัฐฯ ปรับนโยบายต่อไต้หวันและเทคโนโลยี …หากทำได้ จีนก็อยู่กับภาษีได้”

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจจีน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...