“ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า” ทั่วโลกพุ่ง 23% ในเดือน ต.ค. จีน-ยุโรปนำตลาดโตต่อเนื่อง
"ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า" ทั่วโลกพุ่ง 23% ในเดือน ต.ค.แตะ 1.9 ล้านคัน นำโดยตลาดจีน ซึ่งครองสัดส่วนกว่าครึ่งของยอดขายทั่วโลก และยุโรปที่โตแรง 36% ขณะที่อเมริกาเหนือกลับชะลอตัว 41%
วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 07.17 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าบริษัทวิจัยตลาด Rho Motion ระบุว่า ยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั่วโลก ทั้งแบบไฟฟ้าล้วนและปลั๊กอินไฮบริด เพิ่มขึ้น 23% ในเดือนตุลาคม สู่ระดับ 1.9 ล้านคัน โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดหลักทั่วโลก
โดยยุโรปเป็นภูมิภาคที่มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตมากที่สุด โดยมีแรงขับเคลื่อนจากเยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร แม้ว่ายอดขายรวมจะชะลอลงเล็กน้อยหลังจากเดือนก่อนหน้าที่แตะจุดสูงสุด ทั้งนี้สหภาพยุโรป (EU) เพิ่งอนุมัติโครงการผลิตแบตเตอรี่เพิ่มเติมหลายโครงการ
ขณะที่จีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดของโลกและคิดเป็นกว่าครึ่งของยอดขายรถ EV ทั่วโลก ยังคงเป็นตลาดหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต โดยข้อมูลของ Rho Motion รวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (Battery Electric Vehicles: BEV) และรถปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Vehicles: PHEV)
ชาร์ลส์ เลสเตอร์ ผู้จัดการฝ่ายข้อมูลของ Rho Motion กล่าวว่า“ช่องว่างของราคา (price parity) ระหว่างรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ในจีนแคบกว่ามาก เมื่อเทียบกับยุโรปหรืออเมริกาเหนือ”
ในทางตรงกันข้าม อเมริกาเหนือกลับเป็นตัวฉุดยอดขายรวมของโลก โดยมียอดขายรถ EV ลดลง 41% หลังจากทำสถิติสูงสุดในเดือนสิงหาคมและกันยายน เนื่องจากความต้องการชะลอตัวหลังจากสิทธิ์รับเครดิตภาษีมูลค่า 7,500 ดอลลาร์หมดอายุ เลสเตอร์กล่าวเพิ่มเติมว่ารถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐยังคงมีราคาสูงกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปทั่วไปอย่างมาก ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ยอดขายเดือนตุลาคมของผู้ผลิตรายใหญ่ลดลง
ทั้งนี้ตัวเลขสำคัญ ได้แก่
- ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV + PHEV) ทั่วโลก เพิ่มขึ้น 23% แตะ 1.9 ล้านคัน
- จีน ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.3 ล้านคัน
- ยุโรป ยอดขายพุ่งขึ้น 36% อยู่ที่ 372,786 คัน
- อเมริกาเหนือ: ยอดขายลดลง 41% เหลือเพียง 100,370 คัน
- ภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก ยอดขายเพิ่มขึ้น 37% เป็น 141,368 คัน
ชาร์ลส์ เลสเตอร์ กล่าวว่า “ในยุโรป ยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูง และเราคาดว่ายอดขายช่วงปลายปีจะยังแข็งแกร่ง …ตลาดรถยนต์ของจีนคาดว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม จากแรงซื้อเร่งก่อนที่มาตรการยกเว้นภาษีซื้อรถพลังงานใหม่ (NEVs) เต็มจำนวนจะเปลี่ยนเป็นลดภาษีเพียง 50%”
อ้างอิง : www.reuters.com