โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เซ็บเดิร์ม ที่หน้า หนังศีรษะ ต่างกันยังไง ดูแบบไหนให้รู้ว่าไม่ใช่ผื่นแพ้อื่นๆ

INN News

อัพเดต 10 พ.ย. 2568 เวลา 15.48 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2568 เวลา 10.25 น. • INN News

ผิวมันก็แต่กลับลอกเป็นขุยแถมมีอาการคันและแดงเป็นบางจุด หลายคนก็อาจเข้าใจไปว่า…นี่เรากำลังเป็นผื่นแพ้อยู่หรือเปล่านะ แต่ความจริงแล้วเราอาจกำลังเป็นเซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) ปัญหาผิวที่พบได้บ่อยทั้งบนใบหน้าและหนังศีรษะ โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายอ่อนเพลีย พักผ่อนน้อย หรือเครียดสะสมอยู่ก็ได้ เซ็บเดิร์มคืออะไร เซ็บเดิร์มที่หน้าและหนังศีรษะต่างกันอย่างไร รวมถึงควรดูแลผิวยังไงให้กลับมาแข็งแรงไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก

เซ็บเดิร์ม คืออะไร

เซ็บเดิร์มเป็นภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกิดจากความไม่สมดุลของต่อมไขมันและจุลชีพบนผิว โดยเฉพาะเชื้อยีสต์ที่ชื่อว่า Malassezia ซึ่งมีอยู่ตามปกติในผิวของทุกคน แต่เมื่อร่างกายมีปัจจัยที่มากระตุ้น เช่น ความเครียด การพักผ่อนน้อย หรืออากาศเปลี่ยนแปลง เชื้อตัวนี้ก็จะเติบโตมากกว่าปกติและทำให้เกิดการอักเสบของผิว

ทำให้ลักษณะเด่นของเซ็บเดิร์ม คือ มีผิวแดง คัน ลอกเป็นขุยมัน ๆ มักเกิดในบริเวณที่มีต่อมไขมันเยอะ เช่น ข้างจมูก คิ้ว คาง รอบปาก รวมถึงหนังศีรษะ ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นรังแคธรรมดา ทั้งที่จริงแล้วคืออาการของเซ็บเดิร์ม

เซ็บเดิร์มที่หน้า vs ที่หนังศีรษะ ต่างกันยังไง

อาการของเซ็บเดิร์ม แม้จะมีสาเหตุเดียวกัน คือ ความผิดปกติของต่อมไขมันและการอักเสบของผิวหนัง แต่เมื่อเกิดขึ้นในบริเวณหน้าและหนังศีรษะ ก็จะมีลักษณะบางอย่างที่ต่างกัน เช่น

เมื่อเป็นเซ็บเดิร์มที่ใบหน้ามักจะพบได้ที่บริเวณข้างจมูก คิ้ว ร่องแก้ม คาง รอบปาก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันค่อนข้างเยอะ ผิวจะดูมัน ลอกเป็นขุยเล็ก ๆ หรือมีสะเก็ดสีขาว-เหลือง แผ่นผื่นอาจสีแดงอ่อน มีอาการคันหรือแสบร้อนเบา ๆ โดยเฉพาะเวลาใช้ครีมหรือแต่งหน้า บางครั้งอาจส่งผลให้แต่งหน้าไม่ติด ผิวลอกเป็นขุยเห็นได้ชัด ทำให้เสียความมั่นใจได้

ส่วนเมื่อเป็นเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะจะมีลักษณะเฉพาะ คือ ผมมัน หนังศีรษะคัน มีรังแคหนา-บาง หรือสะเก็ดไขมันติดเส้นผมได้ง่าย ซึ่งบางกรณีอาจมีผมร่วงร่วมด้วยได้ เพราะมีการอักเสบบริเวณโคนผม จุดที่พบได้บ่อย คือ กลางศีรษะ ข้างหู ท้ายทอย ซึ่งอาจดูเหมือนรังแคธรรมดา แต่ถ้าเป็นเซ็บเดิร์ม รังแคมักหนาและกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย

เซ็บเดิร์ม สังเกตยังไงว่าไม่ใช่ผื่นแพ้

เชื่อว่าหลายคนยังแยกไม่ออกว่าอาการลอกแดงคันบนใบหน้าคือผื่นแพ้หรือเซ็บเดิร์ม ซึ่งจริง ๆ แล้วมีจุดสังเกตง่าย ๆ ดังนี้

  • ถ้าเป็นเซ็บเดิร์มผิวจะมันและลอกในเวลาเดียวกัน มักเกิดเรื้อรัง เป็นซ้ำในจุดเดิม ๆ
  • ถ้าเป็นผื่นแพ้ผิวจะมีอาการแสบ แดง คันหลังใช้ผลิตภัณฑ์บางชนิด และหายเมื่อหยุดใช้
  • ถ้าเป็นสิวผิวจะมีหัวสิวหรือหนองร่วมด้วย ไม่ค่อยมีขุยมัน

แต่ถ้าหากยังไม่แน่ใจอยู่เหมือนเดิม การพบแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะแพทย์สามารถใช้กล้องขยายผิว (Dermascope) ตรวจดูรอยโรคได้ละเอียดกว่า และแยกได้ว่าเป็นเซ็บเดิร์มหรือผื่นแพ้ชนิดอื่น ๆ

เซ็บเดิร์ม ทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำได้

แม้เซ็บเดิร์มจะเป็นปัญหาผิวที่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ แต่หลายคนมักเจอปัญหาว่าหายแล้วกลับมาเป็นซ้ำอีก ซึ่งสาเหตุหลักมาจาก

  • การดูแลผิวที่ยังไม่เหมาะสม เช่น ล้างหน้าบ่อยเกินไป ใช้โฟมล้างหน้าที่แรง
  • ภาวะเครียดเรื้อรังที่กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน ทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น
  • สภาพอากาศแห้งหรือเปลี่ยนแปลงบ่อย
  • พักผ่อนน้อยจนภูมิคุ้มกันผิวลดลง
  • หยุดใช้ยาทันทีที่อาการดีขึ้น โดยไม่ได้ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง

ดังนั้น การควบคุมอาการในระยะยาวต้องเน้นทั้งการใช้ยารักษาและการปรับพฤติกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน

พฤติกรรมที่ทำให้เซ็บเดิร์มแย่ลงโดยไม่รู้ตัว มีอะไรบ้าง

นอกจากปัจจัยทางร่างกายแล้ว พฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันก็มีส่วนทำให้เซ็บเดิร์มแย่ลงได้โดยไม่รู้ตัวได้ เช่น

  • ล้างหน้าบ่อยเกินไปทำให้ผิวขาดน้ำและกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์หรือกลิ่นแรงทำให้ผิวระคายเคืองและอักเสบง่าย
  • เกาหรือขัดผิวแรง ๆ ทำให้ผิวเกิดแผลและกระตุ้นการอักเสบ
  • ดื่มกาแฟหรือแอลกอฮอล์ในปริมาณมากส่งผลต่อฮอร์โมนและการทำงานของต่อมไขมัน
  • นอนดึก เครียดสะสม จะทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงขึ้นและผื่นก็จะกำเริบง่าย
  • อยู่ในห้องแอร์นานจนผิวสูญเสียความชุ่มชื้นและเสียสมดุล

หากเราสามารถปรับพฤติกรรมเหล่านี้ได้ ผิวจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้มากเลยทีเดียว

เซ็บเดิร์ม รักษาด้วยเลเซอร์หรือทรีตเมนต์ในคลินิกได้ไหม

ในปัจจุบันมีการใช้ทั้งเลเซอร์และทรีตเมนต์ทางคลินิก เข้ามาช่วยดูแลรักษาสำหรับผู้ที่เป็นเซ็บเดิร์มได้อย่างปลอดภัย โดยจะเน้นไปที่การลดการอักเสบ ฟื้นฟูสมดุลของผิว และลดการสะสมของเชื้อยีสต์บนหนังศีรษะหรือใบหน้า โดยบางคลินิกจะมีการรักษา เช่น

  • เลเซอร์ลดการอักเสบ (LED Light Therapy) เพื่อช่วยลดรอยแดงและควบคุมการทำงานของต่อมไขมัน
  • โปรแกรมฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier Recovery) เพื่อเติมความชุ่มชื้นและซ่อมแซมผิวที่อ่อนแอ
  • Scalp Detox หรือทรีตเมนต์ทำความสะอาดหนังศีรษะ เพื่อลดความมันและเชื้อยีสต์ที่เป็นต้นเหตุของรังแค

ซึ่งหัตถการทั้งหมดควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนัง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเรามีการเลือกวิธีที่เหมาะกับสภาพผิวและความรุนแรงของโรคแต่ละคน

เป็นเซ็บเดิร์ม ควรดูแลผิวอย่างไรให้กลับมาแข็งแรง

สำหรับการดูแลผิวเมื่อเป็นเซ็บเดิร์มควรเน้นเรื่องความอ่อนโยนและการรักษาสมดุลของผิวเป็นหลัก โดยเราสามารถดูแลผิวได้ ดังนี้

  • เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าอ่อนโยน (pH-balanced) ปราศจากโซเดียมลอริลซัลเฟตที่ถือเป็นสารลดแรงตึงผิว แอลกอฮอล์ และน้ำหอม
  • หลีกเลี่ยงการสครับหรือขัดผิวเพราะจะทำให้ผิวอักเสบมากขึ้น
  • ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์เติมความชุ่มชื้น ช่วยให้เกราะป้องกันผิวแข็งแรง ลดการลอกและคันได้
  • เลือกใช้ครีมกันแดดสูตรสำหรับผิวแพ้ง่าย หลีกเลี่ยงสูตรที่เพิ่มความมันหรือมีเนื้อซิลิโคนหนัก
  • ถ้าเป็นที่หนังศีรษะควรใช้แชมพูที่มีส่วนผสม Zinc pyrithione, Ketoconazole หรือ Selenium sulfide
  • ควรทายารักษาตามคำแนะนำของแพทย์โดยเฉพาะยากลุ่มต้านเชื้อราในช่วงที่ผื่นกำเริบ
  • ดูแลสุขภาพกายใจ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และลดความเครียด

ดังนั้น การฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงต้องใช้เวลาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อผิวกลับมาสมดุล อาการเซ็บเดิร์มก็จะทุเลาและหายกลับมาเป็นปกติ

สรุป

เซ็บเดิร์ม เป็นภาวะผิวอักเสบที่มักเกิดในบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก เช่น บริเวณใบหน้าและหนังศีรษะ แม้จะไม่อันตรายแต่สร้างความรำคาญและกระทบต่อความมั่นใจได้มากเลยทีเดียว ซึ่งการที่เราสามารถสังเกตลักษณะผื่นให้ถูกต้องและได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยควบคุมอาการได้ดีและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้

หากใครกำลังมีอาการผิวลอก มัน แดง หรือคันซ้ำ ๆ โดยเฉพาะบริเวณข้างจมูกหรือหนังศีรษะ แนะนำให้เข้ารับการประเมินกับแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง เพื่อวางแผนการรักษาและดูแลผิวให้กลับมาสมดุลได้อย่างปลอดภัย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...