โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อารยธรรมโรมัน ต้นแบบวัฒนธรรมโลกตะวันตก ออกสอบบ่อย

Dek-D.com

เผยแพร่ 03 พ.ย. 2568 เวลา 03.11 น. • DEK-D.com
อารยธรรมโรมัน ต้นแบบวัฒนธรรมโลกตะวันตก ออกสอบบ่อย

ก่อนหน้านี้คอลัมน์ “รู้ไว้เผื่อออกสอบ” พาน้องๆ ไปทำความรู้จักกับอารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมอียิปต์ และอารยธรรมอียิปต์กันไปแล้ว วันนี้เรามาต่อกันที่อารยธรรมสุดท้ายแห่งโลกตะวันตก นั่นคือ“อารยธรรมโรมัน” จะมีมรดกทางวัฒนธรรมอะไรบ้างที่น่าสนใจ วันนี้พี่แป้งจะพาน้องๆ ชาว Dek-D ย้อนเวลาไปรู้จักกับความรุ่งเรืองและความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมโรมันกันค่ะ

อารยธรรมโรมัน คืออะไร

อารยธรรมโรมันคือ อารยธรรมโลกตะวันตกที่มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรม ในคาบสมุทรอิตาลี บริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นอารยธรรมของพวกอินโด-ยูโรเปียนเช่นเดียวกับชาวกรีก โดยหลังจากที่รบชนะชาวอีทรัสคัน (Etruscan) ซึ่งเป็นชนกลุ่มเดิมที่อาศัยในบริเวณนี้ จึงได้ก่อตั้งอาณาจักรโรม และกรุงโรมขึ้น และเรียกตัวเองว่า “โรมัน” จักรวรรดิโรมันขยายอำนาจไปยังดินแดนต่างๆ นานหลายร้อยปี โดยมีปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการขยายอำนาจ คือ สภาพภูมิศาสตร์ของแหลมอิตาลี ระบอบการปกครอง และกองทัพโรมัน โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 ยุคใหญ่ ๆ ได้แก่ ยุคราชอาณาจักรโรมัน, ยุคสาธรณรัฐโรมัน และยุคจักรวรรดิโรมัน

1. ยุคราชอาณาจักรโรมัน (753–509 ปีก่อนคริสตกาล)

ยุคราชอาณาจักรโรมัน เป็นยุคที่มีความสำคัญต่อการก่อตั้ง และการพัฒนาอารยธรรมโรมัน

  • การตั้งถิ่นฐานของชาวอิตาลิก :พวกอินโด-ยูโรเปียน ย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณริมแม่น้ำไทเบอร์ คาบสมุทรอิตาลี เรียกรวมๆว่า ชาวอิตาลิก ซึ่งเอาชนะชาวพื้นเมืองอีทรัสคัน เกิดการขยายถิ่นฐานจากหมู่บ้านเล็กๆ เป็นเมืองจนสามารถควบคุมดินแดนเพื่อนบ้านผ่านสนธิสัญญาและการรบ กระทั่งในที่สุดสามารถปกครองทั้งคาบสมุทรอิตาลี ยึดครองดินแดนขนาดใหญ่ ผู้คนในทวีปยุโรป และรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และสร้างอาณาจักรโรมขึ้นมา รวมถึงกรุงโรมด้วย
  • การสร้างกรุงโรม :ถูกก่อตั้งเมื่อ 753 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยตามตำนานกล่าวว่า โรมูลัส (Romulus) และเรมุส (Remus) พี่น้องฝาแฝดที่เป็นโอรสของเทพเจ้ามาร์ (Mars) ซึ่งทั้งสองถูกท่วงน้ำแต่รอดชีวิต และเติบโตจากน้ำนมของนางหมาป่าเป็นผู้สร้างกรุงโรม
  • การปกครองระบอบกษัตริย์ : ช่วงแรกกรุงโรมถูกปกครองในระบอบกษัตริย์ เรียกว่า อิมพีเรียม (Imperium) โดยมีกษัตริย์จำนวน 7 พระองค์ ซึ่งรวมถึงโรมุลุส (Romulus) ผู้ก่อตั้งกรุงโรม กษัตริย์เหล่านี้ได้มาจากการเลือกตั้งโดยวุฒิสภาและคณะอินแตร์เรกส์ (Interrex) ที่ทำหน้าที่เสนอชื่อผู้สมัคร
  • การสิ้นสุดของระบอบกษัตริย์ : กษัตริย์จะมีสภาซีเนต หรือสภาขุนนางเป็นที่ปรึกษาโดยสมาชิกสังกัดในชนชั้นสูง หรือพาทรีเชียน (patrician) ประมาณ 509 ปีก่อนคริสต์ราช พวกพาทรีเชียนเชื้อสายละติน ได้โค่นล้มระบอบกษัตริย์โดยขับไล่ออกจากบัลลังก์ โดยกษัตริย์องค์สุดท้ายคือ กษัตริย์ลูกิอุส ตาร์กวินิอุส ซุแปร์บุส (Lucius Tarquinius Superbus) เหตุการณ์นี้นำไปสู่การสิ้นสุดของระบอบกษัตริย์และการจัดตั้งระบบสาธารณรัฐ

2. ยุคสาธารณรัฐโรมัน (509 - 27 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

ยุคสาธารณรัฐโรมัน เป็นยุคที่อารยธรรมโรมันมีการพัฒนามากขึ้น ดังนี้

  • การจัดตั้งระบบสาธารณรัฐ : หลังจากการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ โรมได้เปลี่ยนการปกครองไปเป็นระบบสาธารณรัฐ โดยมีการเลือกตั้งกงสุลสองคนที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน วุฒิสภา (Senate) ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากชนชั้นสูง (พาทรีเชียน) มีอำนาจในการบริหาร และกำหนดนโยบาย ระบบนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองมากขึ้น แต่ยังมีการจำกัดสิทธิ์ของราษฎรทั่วไป หรือเพลเบียน (plebeian) เช่น ชาวไร่ ชาวนา ช่างฝีมือ ลูกจ้าง

  • ต่อมาไม่นานพวกเพลเบียนพยายามเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง สภาซีเนตจึงยินยอมให้พวกเพลเบียนมีสิทธิเลือกผู้นำของตนเอง เรียกว่า คณะทรีบูน (tribunes) และสามารถจัดการลงประชามติในกลุ่มตนเองได้ ในที่สุดคณะทรีบูนได้รับสิทธิทางการเมืองในการหยุดยั้งการกระทำที่อยุติธรรม และกดขี่พวกเพลเบียนของพวกทาทรเชียน โดยมีสิทธิในการเปล่งวาจาว่า “วีโต้” (veto) หมายถึง “ข้าพเจ้าขอห้าม” ซึ่งกลายเป็นคำศัพท์ทางการเมืองสากลในมัยปัจจุบัน หมายถึง “การยับยั้ง”

  • กฎหมายสิบสองโต๊ะ : ความขัดแย้งระหว่างพวกพาทรีเชียนกับเพลเบียนได้ก่อให้เกิดการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ใน 440 ปีก่อนคริสต์ศักราช เพลเบียนชนะโดยสามารถทำให้พวกพาทรีเชียนยอมออกกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร ประกอบด้วยมาตราต่างๆ จารึกในแผ่นสำริด จำนวน 12 แผ่น (นักวิชาการบางคนสันนิษฐานว่าเขียนลงแผ่นไม้)เรียกว่า กฎหมายสิบสองโต๊ะ (Law of the Twelve Tables) เป็นกฎหมายที่ทำให้พาทรีเชียนและเพลเบียนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน และเปิดโอกาสให้เพลเบียนสามารถดำรงตำแหน่งบริหารสำคัญๆ ได้เช่นเดียวกับพาทริเชียน

  • สงครามพิวนิค :ในระหว่าง 264 - 146 ปีก่อนคริสต์ศักราช กองทัพโรมันได้ก่อสงครามพิวนิค (Punic War) จำนวน 3 ครั้ง เป็นสงครามระหว่างโรมันและคาร์เทจ (เผ่าคาร์เทจสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าฟินิเชียน) ที่รบกันยาวนานกว่า 50 ปี และในการรบครั้งที่ 3 โรมันสามารถชนะในศึกใหญ่ครั้งสุดท้ายได้ ทำให้ได้ครอบครองดินแดนของคาร์เทจ ทำการผูกขาดการค้าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จนร่ำรวย สามารถสร้างเมือง รวมทั้งรบแนวคิด ขนบธรรมเนียมและประเพณีของอารยธรรมกรีกในอดีตและในสมัยเฮเลนิสติกเข้ามาไว้

  • การปฏิรูปของจูเลียส ซีซาร์ : ยุคสาธารณรัฐโรมันมีผู้นำคนสำคัญ คือ “จูเลียส ซีซาร์” ซึ่งมีความสามารถด้านการรบมาก สามารถแผ่ขยายอาณาเขตรบชนะ กรีก อียิปต์ เอเชียไมเนอร์ แอฟริกา และสเปน ทั้งยังดำเนินการปฏิรูปสาธารณรัฐโรมันในหลายด้าน เช่น การขยายวุฒิสภา และสร้างงานสำหรับคนยากจน

  • การสิ้นสุดยุคสาธารณรัฐ : จูเลียส ซีซาร์ ได้ตั้งตนเป็น “ผู้เผด็จการตลอดชีพ” ซึ่งขัดกับกฎหมายที่ตำแหน่งนี้จะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือนเท่านั้น จึงได้เกิดความขัดแย้งกับสภาซีเนต 44 ปีก่อนคริสต์ศักราช จูเลียส ซีซาร์ ถูกลอบสังหารจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งการเสียชีวิตของเขาทำให้โรมันไม่เหมือนเดิม

  • การแย่งชิงอำนาจก่อนเข้าสู่จักรสรรดิโรมัน : หลังจากจูเลียส ซีซาร์ถูกสังหาร ทำให้เกิดสงครามการเมือง แย่งชิงอำนาจระหว่างชนชั้นปกครอง และนายทหาร โดย ออคตาเวียน (Octavain) หลานชายหรือลูกบุญธรรมของจูเลียส ซีซาร์ สามารถปราบมาร์ค แอนโทนี (Mark Antony) คู่แข่งทางการเมืองคนสำคัญซึ่งปกครองอียิปต์ร่วมกับพระนางคลีโอพัตรา (Cleopatra) สำเร็จ ทำให้ออคตาเวียนกลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในโรม

3. ยุคจักรววรดิโรมัน (133 - 30 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

  • การขึ้นสู่อำนาจของออกัสตัส : 27 ปีก่อนคริสต์ศักราช โรมยุติการปกครองแบบสาธารณรัฐ และเปลี่ยนเป็นระบอบจักรวรรดิอย่างเป็นทางการ ออคตาเวียน ถูกสภาซีเนตสถาปนาขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน ได้รับสมญานามว่า “ออกัสตัส ซีซาร์ (Augustus Caesar)”

  • ยุคสันติภาพโรมัน (Pax Romana) :หลังจากออกัสตัส ซีซาร์ ได้สถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิองค์แรกแล้ว เศรษฐกิจ และสังคมของจักรวรรดิโรมันเจริญรุ่งเรืองสูงสุด เรียกได้ว่าเป็น “ยุคสันติภาพโรมัน (Pax Romana)” หรือยุคทองของโรมัน เพราะสามารถปกครองดินแดนถึงสามทวีป ทั้งยุโรป เอเชีย และแอฟริกา ครอบคลุมพื้นที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมด กินช่วงระยะเวลากว่า 200 ปี จนถึงยุคสมัยจักรพรรดิมาร์คัส ออเรลิอัส (ประมาณ 27 ปีก่อนคริสต์ศักราช - ค.ศ. 180)

  • การแบ่งจักรวรรดิโรมัยตะวันตก - ตะวันออก :เมื่อถึงรัชสมัยจักรพรรดิไดโอคลิเชียน (ค.ศ. 244-311) ทรงเห็นว่าจักรวรรดิโรมันกว้างใหญ่และเกิดปัญหาในการปกครอง จึงแบ่งจักรวรรดิโรมันออกเป็น 2 ส่วน คือ จักรวรรดิตะวันตก และตะวันออก (ต่อมาคือจักรวรรดิไบเซนไทน์)

  • ประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำจักวรรดิ :ในรัชสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนดิน (Constantine) ราว ค.ศ. 306-337 ทรงนับถือศาสนาคริสต์ และประกาศให้เป็นศาสนาประจำจักวรรดิ พร้อมทั้งสถาปนากรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople ปัจจุบันคือ นครอิสตันบลู ประเทศตุรกี) เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันตะวันออกรองจากกรุงโรม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเสื่อมสลายของโรมัน

  • การล่มสลายของอาณาจักรโรมันตะวันตก :หลังจากนั้นโรมันเริ่มเข้าสู่ยุคเสื่อมสลาย โรมันต้องเผชิญกับปัญหาภายใน ตั้งแต่ความอ่อนแอของจักรพรรดิ ความอ่อนแอของระบบทหาร และเศรษฐกิจ ความเสื่อมศีลธรรมจรรยาของชาวโรมัน และการรุกรายจากชนเผ่าต่างชาติ อย่างเผ่าก็อธ (Goths) เข้ายึดกรุงโรมสำเร็จใน ค.ศ. 410 และได้ปลดจักรพรรดิโรมันตะวันตกองค์สุดท้าย คือ โรมิวลุส ออกัสตัส ออกจากตำแหน่งในปี ค.ศ. 476 ถือเป็นจุดสิ้นสุดของอาณาจักรโรมัน และจุดสิ้นสุดประวัติศาสตร์ยุคโบราณ

  • ส่วนจักรวรรดิโรมันตะวันออก หรือจักรวรรดิไบเซนไทน์ยังคงมีจักรพรรดิปกครองต่อไปจนถึง ค.ศ. 1453 ก่อนถูกพวกเติร์กเข้ายึดครองและถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire)

สรุปจุดเด่นของอาณาจักรโรมัน

การเมืองการปกครอง

  • ระบอบสาธารณรัฐ : หลังจากการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ในปี 509 ก่อนคริสต์ศักราช โรมเปลี่ยนเป็นระบบสาธารณรัฐ โดยมีการเลือกตั้งกงสุลและวุฒิสภา

  • กฎหมายสิบสองโต๊ะ (Twelve Tables) :เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับชาวโรมันทุกคน เป็นมรดกชิ้นสำคัญของโรม ที่ถือว่าเป็นแม่แบบกฎหมายของยุโรปในเวลาต่อมา

  • กฎหมายจัสติเนียน (Corpus Juris Civilis) :เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นในยุคโรมันตะวันออก (ไบเซนไทน์) ซึ่งจัดทำขึ้นโดยจักรพรรดิจัสติเนียน ประมาณ ค.ศ. 528 โดยกฎหมายนี้ถูกรวบรวมและจัดหมวดหมู่ เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษา และจดจำ โดยกฎหมายจัสติเนียนถือได้ว่าเป็นต้นแบบของกฎหมายประเทศต่างๆ ในปัจจุบัน

  • การแบ่งชนชั้นในวุฒิสภา :การแบ่งชนชั้นในอารยธรรมโรมันมีความซับซ้อนและมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างทางสังคมและการเมือง โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้

  • แพทริเชียน (Patricians) คือ ชนชั้นสูงที่มีอำนาจและฐานะทางสังคมสูง ประกอบด้วยครอบครัวที่มีสายเลือดเดียวกันและมีอิทธิพลทางการเมือง เศรษฐกิจ และศาสนา แพทริเชียนเป็นสมาชิกของสภาซีเนต และมีสิทธิในการให้คำปรึกษาแก่กษัตริย์ในยุคแรก ต่อมาในระบอบสาธารณรัฐ พวกเขายังคงมีอำนาจในการกำหนดนโยบายและควบคุมการบริหารอีกด้วย

    • เพลเบียน (Plebeians)คือ ประชาชนทั่วไปที่ประกอบอาชีพหลากหลาย เช่น ช่างฝีมือ พ่อค้า และเกษตรกร ส่วนใหญ่เป็นคนชนชั้นกลางหรือต่ำ เป็นชนชั้นที่ไม่มีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง แต่พวกเขาก็พยายามเรียกร้องสิทธิและมีส่วนร่วมในการปกครองมากขึ้นในเวลาต่อมา และมีการจัดตั้งสภาของตนเองเพื่อรักษาผลประโยชน์ด้วย

สถาปัตยกรรมและประติมากรรม

สถาปัตยกรรมและประติมากรรม โรมันได้รับอิทธิพลจากกรีก โดยมีการปรับปรุงรูปแบบต่าง ๆ ให้เข้ากับวัฒนธรรมและความต้องการของชาวโรมัน เช่น การใช้เสาแบบดอริก, ไอออนิก และโคอรินเทียน แต่ยังมีการพัฒนาที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

สถาปัตยกรรม

  • ประตูโค้ง (Arc) :สิ่งก่อสร้างของโรมันจะเน้นความใหญ่โต แข็งแรง เพื่อประโยชน์ในการใช้สอย ส่วนใหญ่ดัดแปลงมาจากกรีก โดยจะใช้ประตูโค้ง (Arc) หลังคาโดมแทนหน้าจั่ว เช่น โคลอสเซียม วิหารแพนธีออน และที่อาบน้ำสาธารณะ
  • โคลอสเซียม (Colosseum) : สนามกีฬาใหญ่ที่สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน ใช้สำหรับจัดการแข่งขันกีฬา การสู้กันระหว่างนักสู้กลาดิเอเตอร์ หรือกลาดิเอเตอร์สุ้กับสัตว์ร้าย เช่น สิงโต รวมถึงเป็นพื้นที่ในการแสดงต่าง ๆ ถือเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
  • วิหารแพนธีออน (Pantheon) :เทวสถานที่มีโดมขนาดใหญ่ เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงอยู่ในสภาพดี ใช้เป็นสถานที่บูชาเทพเจ้าหลายองค์ และต่อมาเป็นคริสต์ศาสนสถาน
  • ที่อาบน้ำสาธารณะ (Public Baths) :เช่น โรงอาบน้ำไดโอคลีเชียน (Baths of Diocletian) และโรงอาบน้ำคาราคัลลา (Baths of Caracalla) ซึ่งมีระบบระบายน้ำและระบบทำความร้อนที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถออกกำลังกาย อ่านหนังสือและพักผ่อน
  • เซอคัส แมกซิมัส (Circus Maximus) :สนามแข่งรถม้าขนาดใหญ่ สามารถรับรองคนได้ 150,000 คน มีการแข่งขันกันวันละ 24 รอบ ผู้ชนะจะได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษของการกีฬา

ประติมากรรม

ประติมากรรมของโรมันรับอิทธิพลมาจากชาวอีทรัสกัน และกรีกยุคเฮเลนิสติก แสดงถึงรูปร่างทางกายภาพที่ดูเรียบง่ายแต่เข้มแข็งมักแสดงถึงความงามของร่างกายมนุษย์และเทพเจ้า โดยมีการใช้หินอ่อนในการสร้างผลงานที่ละเอียดและสมจริงโดยจะเน้นไปที่บุคคลสำคัญ เช่น ประติมากรรมภาพสลักครึ่งท่อนของจักรพรรดิ นักการเมือง เช่น รูปปั้นออกกัสตัส ซีซาร์

  • ประติมากรรมเทพมาร์ส (Mars) :รูปปั้นของเทพมาร์สซึ่งเป็นเทพแห่งสงคราม เป็นที่รู้จักในฐานะเทพเจ้าที่สำคัญในวรรณกรรมโรมัน และมีการสร้างรูปปั้นเพื่อบูชาเทพเจ้านี้

สิ่งก่อสร้างด้านคมนาคม

  • ถนนคอนกรีต :โรมันสร้างถนนด้วยคอนกรีตสำหรับการคมนาคม เพื่อเป็นศูนย์กลาง โดยถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่กรุงโรม
  • สะพานส่งน้ำ (Aqueduct) : ชาวโรมันได้สร้างสะพานส่งน้ำเพื่อขนส่งน้ำวันละ 300 ล้านแกลลอน หรือประมาณ 8,505 ล้านลิตร จากภูเขาไปยังเมือง เพื่อการอุปโภค-บริโภคของชาวเมือง

ภาษาและวรรณกรรม

  • ภาษา : ชาวโรมันพัฒนาภาษา “ละติน”มาจากภาษากรีก โดยมีพยัญชนะ 23 ตัว ภาษาละตินเป็นรากฐานของภาษายุโรป เช่น ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน

  • วรรณกรรม : ได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมกรีกและการพัฒนาผลงานที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง เน้นการเขียนตำนาน และพงศวดารเป็นร้อยแก้ว และร้อยกรองที่สะท้อนจินตนาการของผู้เขียน

  • อิเนียด : ประพันธ์โดย เวอร์จิล เป็นมหากาพย์ประวัติความเป็นมาของกรุงโรมและแทรกคำสั่งสอนเกี่ยวกับหน้าที่ของพลเมืองต่อจักรวรรดิ

    • บทประพันธ์ร้อยแก้วของซิเซโร : เป็นข้อเขียนทางการเมืองและจริยธรรมที่เต็มไปด้วยความคมคาย หรือวรรณศิลป์ และจดหมายของซิเซโรที่ใช้ภาษาละตินได้สละสลวยงดงาม จนผลงานของเขาได้กลายเป็นงานแม่แบบให้แก่ผู้รักภาษาละติน

ความเชื่อและศาสนา

  • ความเชื่อเรื่องเทพเจ้า :โรมันได้รับอิทธิพลจากเทพปกรณัมกรีก และมีการปรับเปลี่ยนชื่อและลักษณะของเทพเจ้า เช่น ซูส (Zeus) กลายเป็น จูปิเตอร์ (Jupiter), โพไซดอน (Poseidon) เป็น เนปจูน (Neptune), และอะธีนา (Athena) เป็น มิเนอร์วา (Minerva) เป็นต้น
  • ศาสนาคริสต์ : ปลายยุคจักรวรรดิ มีการแพร่กระจายของคริสต์ศาสนา นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างความเชื่อดั้งเดิมกับความเชื่อใหม่ จนกระทั่งจักรพรรดิคอนสแตนติน (Constantine) ได้ประกาศให้คริสต์ศาสนาเป็นศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายในปี ค.ศ. 313

มาทดสอบความรู้กัน

หลังจากทำความรู้จักกับอารยธรรมโรมันกันไปแล้ว มาทดสอบความรู้กันดีกว่าค่ะ วันนี้พี่แป้งมีแบบฝึกหัดมาให้น้องๆ ลองทำกันถึง 2 ข้อ ด้วยกัน ถ้าพร้อมแล้วลงมือทำได้เลย!

ชนชาติใดที่ใช้คอนกรีตในงานก่อสร้างเป็นชนชาติแรก (O-NET สังคมศึกษา ปีการศึกษา 2558)
1. อียิปต์
2. เปอร์เซีย
3. จีน
4. กรีก
5. โรมัน


ข้อใดไม่ปรากฏในอารยธรรมของชาวโรมัน (แนวข้อสอบสังคมศึกษา)
1. การมีสภาซีเนต หรือสภาขุนนาง
2. การเขียนมหากาพย์โอดิสซีย์
3. การแพทย์เจริญสามารถผ่าทารกออกจากครรภ์มารดา
4. การเขียนกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร-กฎหมายสิบสองโต๊ะ

น้องๆ ชาว Dek-D คิดว่าแต่ละข้อตอบอะไรบ้าง มาคอมเมนต์คำตอบด้านล่างได้เลย!

สำหรับคอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ วิชาสังคมบทความต่อไปจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ฝากติดตามกันด้วยนะคะ ถ้าน้อง ๆ มีประเด็นที่น่าสนใจ หรือความรู้จากวิชาอะไร ที่อยากให้นำมาเล่า หรือแจกทริคการจำ ก็สามารถคอมเมนต์เอาไว้ด้านล่างได้เลย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...