โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ลุ้นศาลสูงสหรัฐล้มภาษีทรัมป์ คืนภาษีแสนล้านดอลลาร์ มะกันยังมีอาวุธเล่นงานไทยอีก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หากศาลตัดสินให้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าหรือภาษีตอบโต้(Reciprocal Tariff) ที่โดนัลด์ ทรัมป์ใช้อำนาจกฎหมายฉุกเฉินประกาศใช้กับทุกประเทศคู่ค้าทั่วโลกซึ่งรวมทั้งไทย ผลสะเทือนจะลามไปตั้งแต่กระทรวงการคลังสหรัฐ ตลาดการเงินโลก ไปจนถึงผู้ส่งออกไทยที่พึ่งพาตลาดสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ

หากศาลยกเลิกภาษี: ใครได้คืนเงิน และได้คืนอย่างไร

คำถามแรกที่ภาคธุรกิจทั่วโลกจับตา คือ หากศาลตัดสินว่าภาษีดังกล่าว “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เงินภาษีที่ถูกจัดเก็บไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือ มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องคืนเงิน แต่ไม่ใช่ในลักษณะ “คืนอัตโนมัติ”

ในทางปฏิบัติ ผู้ที่มีสิทธิเรียกร้องเงินคืนคือ ผู้นำเข้าสินค้าในสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ชำระภาษีให้ศุลกากรสหรัฐโดยตรง ไม่ใช่ผู้ส่งออกจากต่างประเทศโดยตรง อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยจะได้รับผลทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเงินภาษีที่ถูกคืนจะช่วยลดต้นทุนของผู้นำเข้า ทำให้สามารถต่อรองราคา เพิ่มคำสั่งซื้อ หรือขยายสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตจากไทยได้

กระบวนการคืนเงินจะต้องดำเนินผ่านสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (CBP) โดยผู้นำเข้าต้องยื่นคำร้องพร้อมเอกสารยืนยันการชำระภาษีในแต่ละรายการนำเข้า ซึ่งหมายความว่าการคืนเงินอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือยาวนานเป็นปี และอาจมีข้อพิพาททางเทคนิคตามมาอีกจำนวนมาก

มูลค่าเงินที่สหรัฐอาจต้องคืน: ใหญ่ระดับเปลี่ยนนโยบายการคลัง

ตัวเลขที่ทำให้คดีนี้ “ใหญ่เกินศาล” คือ มูลค่าภาษีที่สหรัฐจัดเก็บไปแล้ว จากมาตรการที่อาศัยกฎหมายฉุกเฉิน ซึ่งประเมินกันในช่วง 133,000–150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และบางการประเมินชี้ว่าอาจสูงกว่านั้น หากนับรวมผลต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน

หากศาลตัดสินให้ยกเลิกภาษีทั้งหมดหรือบางส่วน กระทรวงการคลังสหรัฐอาจต้องเผชิญกับ “บิลคืนเงิน” ที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การค้า ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ศาลใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการเขียนคำวินิจฉัย และอาจเลือกใช้แนวทางจำกัดอำนาจมากกว่าการล้มทั้งระบบในคราวเดียว

หากภาษีตอบโต้ถูกยกเลิก: สหรัฐยังมีอาวุธทางกฎหมายอะไรอีก

แม้ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่อาศัยกฎหมายฉุกเฉินจะถูกยกเลิกหรือจำกัด แต่ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐจะ “หมดเครื่องมือ” ในการขึ้นภาษีนำเข้า ประธานาธิบดีสหรัฐยังสามารถใช้กฎหมายอื่นได้ โดยเฉพาะกฎหมายที่ถูกใช้งานมาแล้วในอดีต

เครื่องมือสำคัญที่สุดคือ มาตรา 232 แห่งกฎหมาย Trade Expansion Act of 1962 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีขึ้นภาษีหรือจำกัดการนำเข้าสินค้าที่ถูกมองว่า “กระทบความมั่นคงแห่งชาติ” หลังผ่านการสอบสวนของกระทรวงพาณิชย์ กฎหมายนี้เคยถูกใช้กับเหล็กและอะลูมิเนียม และสามารถขยายไปยังสินค้าเฉพาะกลุ่มอื่นได้ แต่ไม่สามารถใช้แบบครอบจักรวาลเหมือนภาษีตอบโต้

อีกเครื่องมือหนึ่งคือ มาตรา 301 แห่ง Trade Act of 1974 ซึ่งใช้ตอบโต้การค้าที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรม แม้จะมักใช้กับประเทศเป้าหมายเฉพาะ เช่น จีน แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ยังอยู่ในลิ้นชักนโยบายของสหรัฐ

ไทยเคยเจออะไรมาแล้ว และบทเรียนคืออะไร

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินค้าไทยเคยได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมตามมาตรา 232 ไปจนถึงภาษีตอบโต้ในยุคทรัมป์ ซึ่งบางช่วงทำให้อัตราภาษีสินค้าบางประเภทของไทยพุ่งสูงจนกระทบความสามารถในการแข่งขันทันที

บทเรียนสำคัญคือ ภาษีสหรัฐมักมาในรูปแบบเฉพาะสินค้า ไม่ใช่เฉพาะประเทศ และมักอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงหรือความเป็นธรรมทางการค้า มากกว่าประเด็นดุลการค้าเพียงอย่างเดียว

ไทยต้องเตรียมรับมืออย่างไรในระยะถัดไป

ไม่ว่าศาลจะตัดสินออกมาในทิศทางใด ภาคธุรกิจไทยไม่ควรรอผลแล้วค่อยปรับตัว สิ่งที่ควรทำทันทีคือ
หนึ่ง ประสานงานกับผู้นำเข้าในสหรัฐให้เก็บเอกสารการชำระภาษีอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการขอคืนเงินหากศาลเปิดทาง

สอง ติดตามการสอบสวนภายใต้มาตรา 232 อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นความเสี่ยงระยะถัดไปที่อาจเกิดกับสินค้าเฉพาะกลุ่ม

สาม กระจายตลาดและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดการพึ่งพามาตรการภาษีของประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

บทสรุป คดีภาษีทรัมป์ไม่ใช่จุดจบของสงครามการค้า แต่คือการ “รีเซ็ตกติกา” ว่า ใครมีอำนาจตัดสินนโยบายการค้าในสหรัฐ และจะใช้อำนาจนั้นได้ไกลแค่ไหน สำหรับไทย คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐในครั้งนี้อาจเป็นทั้งโอกาสในการฟื้นการส่งออก และสัญญาณเตือนให้เตรียมรับมือกับเครื่องมือทางการค้ารูปแบบใหม่ที่กำลังจะตามมาอีกหลังภาษีทรัมป์ได้ข้อยุติ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...