ลุ้นศาลสูงสหรัฐล้มภาษีทรัมป์ คืนภาษีแสนล้านดอลลาร์ มะกันยังมีอาวุธเล่นงานไทยอีก
หากศาลตัดสินให้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าหรือภาษีตอบโต้(Reciprocal Tariff) ที่โดนัลด์ ทรัมป์ใช้อำนาจกฎหมายฉุกเฉินประกาศใช้กับทุกประเทศคู่ค้าทั่วโลกซึ่งรวมทั้งไทย ผลสะเทือนจะลามไปตั้งแต่กระทรวงการคลังสหรัฐ ตลาดการเงินโลก ไปจนถึงผู้ส่งออกไทยที่พึ่งพาตลาดสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ
หากศาลยกเลิกภาษี: ใครได้คืนเงิน และได้คืนอย่างไร
คำถามแรกที่ภาคธุรกิจทั่วโลกจับตา คือ หากศาลตัดสินว่าภาษีดังกล่าว “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เงินภาษีที่ถูกจัดเก็บไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือ มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องคืนเงิน แต่ไม่ใช่ในลักษณะ “คืนอัตโนมัติ”
ในทางปฏิบัติ ผู้ที่มีสิทธิเรียกร้องเงินคืนคือ ผู้นำเข้าสินค้าในสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ชำระภาษีให้ศุลกากรสหรัฐโดยตรง ไม่ใช่ผู้ส่งออกจากต่างประเทศโดยตรง อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยจะได้รับผลทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเงินภาษีที่ถูกคืนจะช่วยลดต้นทุนของผู้นำเข้า ทำให้สามารถต่อรองราคา เพิ่มคำสั่งซื้อ หรือขยายสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตจากไทยได้
กระบวนการคืนเงินจะต้องดำเนินผ่านสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (CBP) โดยผู้นำเข้าต้องยื่นคำร้องพร้อมเอกสารยืนยันการชำระภาษีในแต่ละรายการนำเข้า ซึ่งหมายความว่าการคืนเงินอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือยาวนานเป็นปี และอาจมีข้อพิพาททางเทคนิคตามมาอีกจำนวนมาก
มูลค่าเงินที่สหรัฐอาจต้องคืน: ใหญ่ระดับเปลี่ยนนโยบายการคลัง
ตัวเลขที่ทำให้คดีนี้ “ใหญ่เกินศาล” คือ มูลค่าภาษีที่สหรัฐจัดเก็บไปแล้ว จากมาตรการที่อาศัยกฎหมายฉุกเฉิน ซึ่งประเมินกันในช่วง 133,000–150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และบางการประเมินชี้ว่าอาจสูงกว่านั้น หากนับรวมผลต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน
หากศาลตัดสินให้ยกเลิกภาษีทั้งหมดหรือบางส่วน กระทรวงการคลังสหรัฐอาจต้องเผชิญกับ “บิลคืนเงิน” ที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การค้า ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ศาลใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการเขียนคำวินิจฉัย และอาจเลือกใช้แนวทางจำกัดอำนาจมากกว่าการล้มทั้งระบบในคราวเดียว
หากภาษีตอบโต้ถูกยกเลิก: สหรัฐยังมีอาวุธทางกฎหมายอะไรอีก
แม้ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่อาศัยกฎหมายฉุกเฉินจะถูกยกเลิกหรือจำกัด แต่ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐจะ “หมดเครื่องมือ” ในการขึ้นภาษีนำเข้า ประธานาธิบดีสหรัฐยังสามารถใช้กฎหมายอื่นได้ โดยเฉพาะกฎหมายที่ถูกใช้งานมาแล้วในอดีต
เครื่องมือสำคัญที่สุดคือ มาตรา 232 แห่งกฎหมาย Trade Expansion Act of 1962 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีขึ้นภาษีหรือจำกัดการนำเข้าสินค้าที่ถูกมองว่า “กระทบความมั่นคงแห่งชาติ” หลังผ่านการสอบสวนของกระทรวงพาณิชย์ กฎหมายนี้เคยถูกใช้กับเหล็กและอะลูมิเนียม และสามารถขยายไปยังสินค้าเฉพาะกลุ่มอื่นได้ แต่ไม่สามารถใช้แบบครอบจักรวาลเหมือนภาษีตอบโต้
อีกเครื่องมือหนึ่งคือ มาตรา 301 แห่ง Trade Act of 1974 ซึ่งใช้ตอบโต้การค้าที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรม แม้จะมักใช้กับประเทศเป้าหมายเฉพาะ เช่น จีน แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ยังอยู่ในลิ้นชักนโยบายของสหรัฐ
ไทยเคยเจออะไรมาแล้ว และบทเรียนคืออะไร
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินค้าไทยเคยได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมตามมาตรา 232 ไปจนถึงภาษีตอบโต้ในยุคทรัมป์ ซึ่งบางช่วงทำให้อัตราภาษีสินค้าบางประเภทของไทยพุ่งสูงจนกระทบความสามารถในการแข่งขันทันที
บทเรียนสำคัญคือ ภาษีสหรัฐมักมาในรูปแบบเฉพาะสินค้า ไม่ใช่เฉพาะประเทศ และมักอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงหรือความเป็นธรรมทางการค้า มากกว่าประเด็นดุลการค้าเพียงอย่างเดียว
ไทยต้องเตรียมรับมืออย่างไรในระยะถัดไป
ไม่ว่าศาลจะตัดสินออกมาในทิศทางใด ภาคธุรกิจไทยไม่ควรรอผลแล้วค่อยปรับตัว สิ่งที่ควรทำทันทีคือ
หนึ่ง ประสานงานกับผู้นำเข้าในสหรัฐให้เก็บเอกสารการชำระภาษีอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการขอคืนเงินหากศาลเปิดทาง
สอง ติดตามการสอบสวนภายใต้มาตรา 232 อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นความเสี่ยงระยะถัดไปที่อาจเกิดกับสินค้าเฉพาะกลุ่ม
สาม กระจายตลาดและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดการพึ่งพามาตรการภาษีของประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
บทสรุป คดีภาษีทรัมป์ไม่ใช่จุดจบของสงครามการค้า แต่คือการ “รีเซ็ตกติกา” ว่า ใครมีอำนาจตัดสินนโยบายการค้าในสหรัฐ และจะใช้อำนาจนั้นได้ไกลแค่ไหน สำหรับไทย คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐในครั้งนี้อาจเป็นทั้งโอกาสในการฟื้นการส่งออก และสัญญาณเตือนให้เตรียมรับมือกับเครื่องมือทางการค้ารูปแบบใหม่ที่กำลังจะตามมาอีกหลังภาษีทรัมป์ได้ข้อยุติ