3 โบรกฯ คาดแนวโน้มหุ้นบ่าย แนะกลยุทธ์การลงทุน
#ทันหุ้น – บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า มาตรการกระตุ้นแบบจำกัดของจีนในปี 2026 เน้นเสถียรภาพ ไม่อัดเงินมหาศาล จึงส่งผลบวกต่อหุ้นและเศรษฐกิจโลกเบากว่ารอบก่อนในช่วงปี 2020–2021 หลังโควิด และบางส่วนใน ปี 2023 ที่ใช้ Big Stimulus ทั้งการเงินและการคลัง ส่งผลให้ปี 2021 GDP โตแรงราว 8.4% แต่รอบนี้จีนจะใช้การปรับลดดอกเบี้ยและอัตราส่วนสำรอง (RRR) อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาสภาพคล่อง และคาดว่า PBOC จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง 20 bps และลด RRR อีก 50 bps โดยรัฐบาลจีนจะรักษาระดับการขาดดุลการคลังที่เท่าที่จำเป็น คาดขาดดุลรวม (งบประมาณทั่วไป + กองทุนรัฐบาล) อยู่ที่ 8% ของ GDP ในปี 2026
ยุบสภาฯ ประกาศเลือกตั้งใหม่ Timeline 45-60 วัน ประธาน กกต. คาดวันเลือกตั้งอาจเป็นอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ผลต่อตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นมีโอกาสปรับฐาน ประมาณแนวรับ 1230จุดก่อนฟื้น ระยะกลางหากมีการเลือกตั้งเร็วและสร้างเสถียรภาพได้ตลาดจะฟื้น เน้นหุ้น Value/Blue-chip: CPALL PTT GULF หุ้น Defensive/High-Dividend: BBL SCB BDMS หุ้นกลุ่ม Retail & Contractor CPALL BJC HMPRO GLOBAL DOHOME STECON CK SCC กลุ่ม Finance-Microfinance MTC SAWAD TIDLOR และกลุ่ม Communication ADVANC, TRUE
คนละครึ่งเฟส 2 ไม่ได้ไปต่อ หลังชิงยุบสภาฯ จาก Timeline เดิม รมว. คลัง จะนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. 16 ธ.ค. นี้แต่ยังไม่ดับฝัน 100% หลังนาย บวรศักดิ์ รองนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลมีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ ซึ่งรัฐบาลจะนัดประชุมกับ กกต. 15 ธ.ค. นี้ เพื่อหารืออำนาจหน้าที่และโครงการต่างๆ ที่ต้องขออนุมัติ เช่น การดำเนินการคนละครึ่งเฟส 2 แต่หากคนละครึ่งเฟส 2 ไม่เกิด จะฉุด GDP ปี 2569 ลดลงราว0.15–0.25% บ่ายคาด SET INDEX ไม่ต่ำกว่าฐาน 1247-1250 จุด วางฟื้นเบาแบบจำกัดแนวต้าน 1263-1265 จุด
บล.เอเอสแอล ระบุว่า ดัชนีแกว่งตัวผันผวนแต่ยังไม่สร้างจุดต่ำกว่าวานก่อนที่ 1,250 ขานรับ ปัจจัยการเมืองในประเทศ ที่นายกฯ ประกาศยุบสภา ทำให้โครงการ คนละครึ่งเฟส 2 TISA ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า รวมถึงเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ และประมูลโครงการภาครัฐฯ ที่เตรียมเข้าสู่การพิจารณาของครม. เสี่ยงที่ต้องล่าช้าออกไป แต่ทั้งนี้เหมือนตลาดตอบรับในเชิงบวก เนื่องจากได้เลือกตั้งเร็วกว่าคาดที่จะเกิดขึ้นภายใน ก.พ. 69 (คาด 8 ก.พ.) ทำให้การพิจารณางบปี 70 ล่าช้าเพียง 1 เดือน
นอกจากนี้ตลาดคาดหวังการลดดอกเบี้ยในการประชุมกนง. สัปดาห์หน้า หนุนให้กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง outperform ตลาดเช่นการเงิน โรงฟ้า และกลุ่มที่จ่ายปันผลสูงในกลุ่มธนาคาร-ปิโตรฯ ที่หากย่อตัว ถือเป็นจังหวะทยอยสะสม สัปดาห์หน้าติดตามยอดค้าปลีกพ.ย. และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีน, ตัวเลขการจ้างงาน และเงินเฟ้อพ.ย. ของสหรัฐฯ
กลยุทธ์การลงทุน ดัชนีย่อตัวลงมาที่กรอบแนวรับ 1,248-1,250 หากไม่ต่ำกว่า มีโอกาสทำรูปแบบ Triple bottom แนวต้านทดสอบ 1,260 ผ่านยืนพร้อมวอลุ่มเป็นสัญญาณบวก
บล.โกลเบล็ก ระบุว่า ดัชนีแกว่งตัวผันผวนระหว่างวัน โดยมีแรงกดดันจากการที่ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุบสภา ส่งผลให้โครงการขนาดใหม่ๆของรัฐบาลต้องชะลออกไป ดัชนีภาคบ่าย 1,250-1,260 จุด ประเมินแนวรับ 1,250 แนวต้าน 1,260
ขณะที่ภาวะตลาดหุ้นภาคเช้าดัชนีเคลื่อนไหวผันผวน โดยในช่วงแรกดัชนีปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตามนายกฯ ได้ประกาศยุบสภา ส่งผลให้โครงการใหม่ของรัฐบาลต้องชะลอออกไป เป็นปัจจัยกดดัน ทำให้ดัชนีลดช่วงบวก แรงซื้อนำโดยหุ้นกลุ่มการเงิน และค้าปลีก แรงขายนำโดยหุ้นกลุ่มขนส่ง และอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,253.83 จุด +0.29 จุด +0.02% มูลค่าการซื้อขาย 22,985.81 ลบ.