โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ประเทศไทยคือ Scammer-state ที่แท้จริง และโปรดระวังการแทรกแซงของมหาอำนาจ

The Better

อัพเดต 20 พ.ย. 2568 เวลา 10.52 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • THE BETTER

บางคนคงจะเคยได้ยินคำว่า Narco-state กันมาบ้าง คำๆ นี้หมายถึง รัฐที่ชอบธรรมทางกฎหมายแต่ถูกกลุ่มผิดกฎหมายแทรกซึมหรือครอบงำเพื่อควบคุมรัฐเอไว้ โดยอาศัยเงินที่ได้จากการทำผิดกฎหมายโดยเฉพาะเงินจาก Narco หรือ Narcotic ที่หมายถึงยาเสพติด

ประเทศที่เป็น Narco-state ส่วนใหญ่อยู่ในแถบอเมริกากลาง เป็นต้นทางที่ทำให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ ทำให้สังคมอเมริกันเสื่อมโทรมลงทุกวัน แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะทำสงครามยาเสพติดมาหลายสิบปีก็ไม่ได้ผล

ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ จึงคิดจะใช้การส่งกำลังทหารเข้าไปกวาดล้างพวกแก๊งยาเสพติดใน Narco-state โดยตรง โดยขู่ว่า “ผมจะลงมือโจมตีเม็กซิโกเพื่อหยุดยั้งยาเสพติดไหม? ผมโอเค ผมคุยกับเม็กซิโกแล้ว พวกเขารู้ว่าผมมีจุดยืนอย่างไร” - นั่นแปลว่า ทรัมป์ มีความคิดจะแทรกแซงเม็กซิโกด้วยกำลังทหาร และได้คุยกับเม็กซิโกแล้ว แต่เขาบอกไม่ชัดว่าคุยกันยังไง

กรณีของเม็กซิโกยังเป็นข้อเสนอ แต่ตอนนี้ทรัมป์ลงมือจริงๆ กับเวเนซุเอลา โดยส่งกองเรือไปปิดล้อมเนเวซุเอลาโดยอ้างการกวาดล้างยาเสพติด The New York Times รายงานว่าทรัมป์ได้ลงนามในแผนของ CIA ที่จะใช้ "มาตรการลับ" ภายในเวเนซุเอลา ซึ่งอาจเป็นการเตรียมสนามรบให้พร้อมสำหรับสงครามในวงกว้าง

แต่ชาวโลกรู้ทันว่านี่ไม่ใช่เรื่องยาเสพติดเท่านั้น แต่เป็นการปิดล้อมรัฐบาลที่เป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐฯ นอกจากเวเนซุเอลาแล้ว ทรัมป์ยังหาเรื่องกับโคลอมเบียโดยเมื่อเดือนตุลาคม สหรัฐฯ ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรประธานาธิบดีของประเทศนั้น หลังจากที่ทรัมป์กล่าวหาว่าผู้นำโคลอมเบียปฏิเสธที่จะหยุดยั้งการนำเข้าโคเคนเข้าสู่สหรัฐฯ

แต่ยกเว้นกรณีของเวเนเซุเอลาที่กำกวมแล้ว ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ จะ "เปิดเกมรุก" กับรัฐ Narco-state โดยตรงแล้ว หลังจากปล่อยให้ประเทศที่เป็นต้นทางจัดการตัวเองแต่ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร

ผมยกตัวอย่างกรณีการแทรกแซง Narco-state ในอเมริกากลางก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังใช้วิธีการเดียวกันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีบางประเทศเป็น Scammer-state

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ชื่อ Scam Center Strike Force ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่และอัยการจากกระทรวงยุติธรรม หน่วยสืบราชการลับ กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI)
กระทรวงชี้แจงว่า กองกำลังนี้จะ “สืบสวน ขัดขวาง และดำเนินคดีกับศูนย์กลางการหลอกลวงที่ร้ายแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำของพวกเขา โดยมุ่งเน้นไปที่พม่า กัมพูชา และลาว”

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็อยู่ในเป้าหมายโดย โดย FBI ได้ฝังตัวทำงานกับตำรวจไทยแล้วเพื่อกวาดล้างพวกทุนเทา ดังนั้นไทยก็อยู่ในสถานะที่ "หมิ่นเหม่" ได้เช่นกัน

ในกรณีของ Narco-state นั้น ทรัมป์ ทำการแทรกแซงด้วยกำลังทหารโดยอ้างว่า “เรากำลังสูญเสียผู้คนไปหลายแสนคนจากยาเสพติด ตอนนี้เราหยุดเส้นทางไหลเวียนได้แล้ว แต่เราก็รู้เส้นทางทุกเส้นทาง”

ในส่วนของการกวาดล้าง Scammer-state จีนีน เพียร์โร (Jeanine Pirro) อัยการสหรัฐฯ กล่าวว่า Scam Center Strike Force เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างมากขึ้นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการส่งเสริม "การใช้งานคริปโทเคอร์เรนซีอย่างปลอดภัย"

เป้าประสงค์ของทั้งสองเป้าหมายก็ดูเหมือนจะชัดเจนดี

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ทรัมป์ ห่วงเรื่องยาเสพติดก็จริง แต่เป้าหมายหลักไม่ได้อยู่ที่รัฐในอเมริกากลางแต่อยู่ที่จีน เพราะปัญหายากเสพติดที่เขาหมายถึงนั้น คือ "การระบาดของโอปิออยด์" (Opioid epidemic) ที่เลวร้ายมากในหมู่อเมริกันชน และทรัมป์ชี้นิ้วไปที่จีนซึ่งเขาอ้างว่าเป็นต้นทางระบายสารโอปิออยด์ออกมายังประเทศอเมริกากลางจากนั้นก็แพร่มายังสหรัฐฯ ซึ่งเขาเองก็ได้หารือเรื่องนี้กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในการประชุมนอกรอบของ APEC ที่ปูซานด้วย

อีกประการหนึ่งก็คือ รัฐอเมริกากลางต่างๆ เริ่มที่จะเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น ทั้งโคลอมเบียและเวเนซุเอลาแม้แต่เม็กซิโก โดยการอียงจีนไม่เกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด แต่เป็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก

ในส่วนของ Scammer-state ทรัมป์ ต้องเร่งจัดการให้สิ้นซากด้วย เพราะเขาเป็นผู้สนับสนุนตัวยงของคริปโทเคอร์เรนซี และมีแผนการใหญ่ในการสนับสนุนทั้งเงินดิจิทัลและการปฏิวัติดิจิทัลที่บริษัท Big tech สัญชาติอเมริกันเป็นแกนนำ

ดังนั้น ใครก็ตามที่ขวางทางแผนการใหญ่ของเขา เขาก็จะเล่นใหญ่แบบนี้

แต่โปรดสังเกตว่า สหรัฐฯ มองจีนเป็น "ผู้เล่นหลัก" ของทั้ง Narco-state และ Scammer-state

ในขณะที่สหรัฐฯ โบ้ยความผิดเรื่องการระบาดของโอปิออยด์ไปที่จีน สหรัฐฯ และสื่อตะวันตกก็พยายามโยงว่าแก๊งสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเกี่ยวข้องกับ "รัฐจีน" ทั้งๆ ที่จีนเองเป็นแกนหลักของการกวาดล้างสแกมเมอร์ในภูมิภาคนี้มาก่อนสหรัฐฯ เสียอีก

ผมจะยกตัวอย่าง จีนีน เพียร์โร อัยการสหรัฐฯ ที่กล่าวว่าศูนย์สแกมเมอร์ต่างๆ "สร้างการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นจากเศรษฐกิจกระแสหลักของอเมริกาไปสู่กระเป๋าของกลุ่มอาชญากรชาวจีน"

เธอใช้คำว่า Chinese organized crime ซึ่งแม้พวกหัวโจกของแก๊งสแกมเมอร์จะเป็นคนจีนจริงๆ แต่ไม่ได้มีแค่คนจีนแผ่นดินใหญ่ แต่มาจากไต้หวันเป็นจำนวนไม่น้อยเลย รวมถึงแกนหลักที่วางรากฐานศูนย์สแกมเมอร์ส่วนใหญ่ก็มาจากฮ่องกง ทั้งหมดนี้เป็น คนจีน (Chinese) ทั้งสิ้น แต่สหรัฐฯ เลือกที่จะเหมารวมโดยคราวนี้กลับไม่กระตือรือร้นที่จะเอ่ยคำว่า Taiwanese แยกต่างหาก

ดังนั้น การเล่นใหญ่กับ Narco-state และ Scammer-state ของสหรัฐฯ แม้จะเป็นผลดีด้านสังคม แต่มันซ่อนวาระซ่อนเร้นทางการเมืองเอาไว้ด้วย ซึ่งประเทศไทยควรระวังให้ดีอย่าได้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่ง

แต่ไทยเราเองก็มีปัญหาเรื่องสถานะความเป็น Scammer-state อยู่เหมือนกัน

เอาเข้าจริงแล้วผมเห็นว่า ไทยเรานี้เป็น Scammer-state ที่แท้จริงยิ่งกว่าเพื่อนบ้านเสียอีก

ถ้าเอานิยามของ Narco-state ก็คือรัฐอันชอบด้วยกฎหมายที่ถูกองค์กรผิดกฎหมายบงการและและควบคุม (รวมถึงหาประโยชน์จากอำนาจแห่งรัฐ) ผมคิดว่าประเทศไทยเข้าข่ายเสียยิ่งกว่าเมียนมาและกัมพูชาเสียอีก

เพราะขณะที่กัมพูชามีศูนย์สแกมเมอร์มากมายและมีพวกทุนเทาเคลื่อนไหวอย่างเสรี แต่พวกนี้ก็ยังต้องฟังคำสั่งของเครือข่ายตระกูลฮุนอยู่ดี ตระกูลฮุนนั้นละโมบเงินจากการทำสแกมเมอร์จึงไม่กวาดล้างเต็มที่ แต่ถ้าจะทำก็ทำได้ดังนั้นรัฐกัมพูชาจึงเหนือกว่าอำนาจทุนเทา

เช่นเดียวกับเมียนมาซึ่งมีสภาพเป็น "รัฐ" และ "ดินแดนอิสระ" เช่น โกกั้ง, ว้า และดินแดนของกองกำลังกะรเหรี่ยงกลุ่มต่างๆ ทั้งหมดนี้มีลักษณะที่แตกต่างกันไป เช่น โกกั้งมีอำนาจรัฐที่ทำงานสแกมเมอร์ด้วยตนเอง รัฐว้าเปิดโอกาสให้สแกมเมอร์มาทำมาหากินแต่อำนาจรัฐบงการอย่างเต็มที่ และในเขตกระเหรี่ยงนั้นแบ่งผลประโยชน์ค่าคุ้มครองกันระหว่างกองกำลังท้องถิ่นและทหารเมียนมาส่วนกลาง

ทั้งสองกรณีนี้ มีอำนาจรัฐครอบงำสแกมเมอร์ พวกอาชญากรไม่สามารถหืออือกับอำนาจรัฐได้

แต่ในประเทศไทยนั้นตรงกันข้าม

อำนาจรัฐกลับรับใช้สแกมเมอร์เหมือนเป็นข้าเป็นทาส แม้จะรับเงินสีเทาเหมือนเครือข่ายตระกูลฮุนและกองกำลังต่างๆ ในเมียนมา แต่อำนาจรัฐไทยพินอบพิเทาพวกทุนเทาทุนเหล่านั้น

ไม่เชื่อก็ลองดูกรณีของ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่ถูกเด้งกระทันหันเพราะ "เลี้ยงดู" อาชญากรทุนเทาชาวจีนราวกับเป็นเสี่ย ปิดคุกให้นางแบบเข้าไปบำเรอความสุข จ้างนักโทษคนไทยมาเป็นคนรับใช้ และมีเครื่องอำนวยความสะดวกอีกมากมาย

ลักษณะแบบนี้อดคิดไม่ได้เลยว่า ประเทศไทยได้มีสภาพแบบเม็กซิโกไปแล้ว นั่นคือเรือนจำเป็นบ้านหลังที่สองของพวกอาชญากรตัวเอ้ และอำนาจรัฐมีหน้าที่สนองความสะดวกให้พวกนี้ ไม่ใช่ลงทัณฑ์พวกเขา

เช่น การที่อำนาจรัฐเม็กซิโกจับกุมพ่อค้ายารายใหญ่ๆ ก็เพราะทนแรงกดดันจากสหรัฐฯ ไม่ไหว แต่พอจับเข้าไปแล้วพวกเจ้าพ่อค้ายาก็ใช้เงินซื้ออำนาจรัฐเพื่อให้ตัวเองอยู่คุกแบบขอไปที แต่มีชีวิตที่ผาสุกเหมือนไม่ได้รับโทษอะไร

แบบนี้ไทยจึงเป็น Scammer-state ตามนิยามของ Narco-state โดยแท้ เพราะรัฐถูกครองงำโดยอำนาจอาชญากรไปแล้ว

ปัญหานี้มันใหญ่ขนาดที่นายกรัฐมนตรีอนุทินต้องบินไปเชียงใหม่ ไปเป็นหัวหอกกวาดล้างอำนาจรัฐที่สนองอำนาจทุนชั่วที่เวียงแหง ซึ่งใช้อำนาจของข้าราชการระดับท้องถิ่นและส่วนภูมิภาคทำการสวมสิทธิ์สัญชาติไทยให้กับพวก "จีนเทา" เพื่อที่พวกนี้จะได้เป็นคนไทยและจะได้ "ทำธุรกิจ" ในไทยอย่างสะดวก

โปรดทราบว่า "ธุรกิจในไทย" ของพวกนี้ก็คือการอำนวยความสะดวกด้านการฟอกเงินและค้ามนุษย์ระหว่างเมียนมาและกัมพูชา โดยมีผู้มีอำนาจรัฐในไทยคอยอำนวยความสะดวกให้แลกกับ "ค่าน้ำชา" ที่หอมปากหอมคอ

นี่ยิ่งไม่ใช่ทำให้ไทยเป็น Scammer-state ตัวจริงหรอกหรือ?

สองกรณีนี้เป็นแค่ "ยอดปลายของภูเขาน้ำแข็ง" เท่านั้น ไม่เพียงอำนาจรัฐไทยที่ถูกซื้อ ถูกใช้เป็นทาส และถูกครองงำโดยทุนเทาเท่านั้น ภาคเอกชนอีกไม่น้อยก็ต้องคอยรับใช้พวกนี้ด้วย

ยังดีที่ในเวลานี้ Scammer-state ไทยยังไม่ถึงขั้น Narco-state ในเม็กซิโก ซึ่งพวกแก๊งมีอำนาจในการสังหารผู้คนตามใจชอบทั้งคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามและผู้ที่ไม่ยอมคล้อยตามผลประโยชน์

ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้มีวันนั้น เพราะนับวันพวกทุนเทาจะยิ่งหนีเข้ามาไทยจากทั่วทุกสารทิศเพราะเมียนมาก็ดำเนินการกวาดล้างหลังเจอจีนกดดัน ส่วนกัมพูชาก็ต้องกวาดล้างอีกรอบเพราะเกาหลีใต้กดดัน

ส่วนประเทศไทยนั้นไม่มีใครกดดันเลย ถึงจะมีแรงกดดันก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เพราะมีอำนาจรัฐ (บางส่วน?) คอยรับใช้ ปกป้อง สนองผลประโยชน์พวกทุนเทาเอาไว้

ความไ่เอาไหนของรัฐไทยนี่แหละ ที่จะทำให้คนไทยหันไปต้อนรับการแทรกแซงของประเทศอื่นที่เข้ามาแก้ปัญหาสแกมเมอร์ในภูมิภาคนี้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะทั้งจากจีนและสหรัฐฯ ก็ตาม

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo *- นักธุรกิจชาวจีน เสอจื้อเจียง (ที่ 2 จากขวา) ถูกตำรวจไทยควบคุมตัวออกจากสถานีตำรวจท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปยังประเทศจีน (Photo by CHANAKARN LAOSARAKHAM / AFP)*

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...