โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พอกันทีระบอบสีน้ำเงิน” เท้งเปิดเบื้องลึก ‘ซักฟอกรัฐบาล’ บันเทิงธิปไตย อนาคตแยก 2 พรรค?

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
“พอกันทีระบอบสีน้ำเงิน” เท้งเปิดเบื้องลึก ‘ซักฟอกรัฐบาล’ บันเทิงธิปไตย อนาคตแยก 2 พรรค?

ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ผ่านการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โดยกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้ากวาดคะแนนเสียงถล่มทลาย สะท้อนถึงความต้องการเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารที่เต็มไปด้วยความไม่โปร่งใส

ไม่ต่างจากสภาพการเมืองปัจจุบัน ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ ตามนิยามของพรรคฝ่ายค้านที่ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 151 ต่อรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล และ 17 รัฐมนตรี จากภูมิใจไทยล้วนๆ ด้วยข้อกล่าวหาที่รุนแรง

รายการ THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดยอ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ สัมภาษณ์ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถึงการเปิดแผล ‘ระบอบน้ำเงิน’ ข้อหากินรวบประเทศ รวมถึงประเด็นบันเทิงธิปไตย ท่ามกลางกระแสข่าวพรรคส้มแตกหักกัน

ระบอบสีน้ำเงิน ศัตรูประชาธิปไตย กินรวบประเทศไปแล้ว!

พรรคประชาชนในฐานะแกนนำฝ่ายค้านประกาศชัดว่า เป้าหมายหลักคือการชี้ให้เห็นว่า ‘ระบอบสีน้ำเงินคือศัตรูของระบอบประชาธิปไตย’ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพรรคภูมิใจไทย แต่คือโครงข่ายอำนาจที่กำลัง ‘กินรวบประเทศ’

ณัฐพงษ์กล่าวว่า ระบอบสีน้ำเงินประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ดังนี้

  • สหพันธ์บ้านใหญ่: การกวาดต้อนและดึง สส. เขตจากกลุ่มบ้านใหญ่ย้ายเข้าสังกัดค่ายสีน้ำเงินในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
  • สว. และองค์กรอิสระ: ปัญหาการฮั้วและแทรกแซงการเลือกวุฒิสภา ซึ่งโยงไปสู่อำนาจในการแต่งตั้งและควบคุมองค์กรอิสระ
  • ระบบราชการ: การแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อเอื้อพวกพ้อง รวมถึงปรากฏการณ์ข้าราชการมีพฤติกรรมหนุนหลังเครือข่ายอำนาจ (ช่วยน้ำเงินด้วย)
  • กลุ่มทุนผูกขาด: ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างกลุ่มทุนกับฝ่ายการเมือง มีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการรับ ‘เงินทอน’ จากโครงการงบประมาณรัฐ

ณัฐพงษ์ย้ำว่า ฝ่ายค้านยอมรับผลการเลือกตั้ง แต่ชัยชนะจากการเลือกตั้งไม่ได้ให้สิทธิ์ในการไปพัวพันกับการโกงเลือก สว. หรือการทุจริต

“สังคมเห็นภาพจิ๊กซอว์การฮั้ว สว. แต่กลับมีความพยายามตัดตอนคดีที่ชั้น กกต. ก่อนถึงศาล ซึ่งเสียงข้างมากของ กกต. ก็มีความเชื่อมโยงกับกระบวนการคัดสรรของ สว. ชุดนี้เช่นกัน” ณัฐพงษ์ขยายความ

รัฐบาลส่งสัญญาณล็อกวันอภิปราย 27-30 ตุลาคมนี้

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมล็อกกรอบเวลาซักฟอกในวันที่ 27-30 ต.ค. รวม 4 วัน ซึ่งหากหักวันลงมติออก 1 วัน จะเหลือเวลาซักฟอกจริงเพียง 3 วัน

ทำให้ณัฐพงษ์ในฐานะแกนนำฝ่ายค้านมองว่า ไม่สมเหตุสมผลเมื่อต้องซักฟอกรัฐมนตรีถึง 18 คน (จากเดิมขอไป 5 วัน) โดยรัฐบาลอ้างว่าหลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ ฝ่ายค้านยืนยันว่า พร้อมซักฟอก 100% แม้จะเปิดประชุมและเริ่มอภิปรายทันทีในสัปดาห์ถัดไปหลังการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรยังไม่มีการท้วงติงข้อความในญัตติที่ฝ่ายค้านเสนอแต่อย่างใด

ถล่ม 18 รัฐมนตรีภูมิใจไทย ทำไมไม่ซักฟอกเพื่อไทย?

“18 รายชื่อเป็นมติร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยเปิดให้แต่ละพรรคทำงานอิสระ ไม่ได้ก้าวก่ายพยานหลักฐานเชิงลึก แต่ยึดกรอบญัตติร่วมกัน” ณัฐพงษ์กล่าว

ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้ ณัฐพงษ์ยืนยันว่า จะมีทั้งประเด็นที่เคยปรากฏในข่าว และข้อมูลเชิงลึกใหม่ที่ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะ ทุกคนมีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่ข่าวลือ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นเป้าหมายหลักที่ถูกอภิปรายหนักที่สุด

ขณะเดียวกัน ณัฐพงษ์ยอมรับว่า ตามประวัติศาสตร์ เสียงข้างน้อยในสภาไม่เคยโหวตล้มรัฐมนตรีได้ แต่เวทีซักฟอกคือการเปิดพยานหลักฐานให้สังคมเห็น เพื่อส่งผลสะเทือนทางการเมืองและส่งเรื่องต่อไปยังองค์กรตรวจสอบตามกฎหมาย

เช่นเดียวกับกรณีที่ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เคยอภิปรายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ในคดีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2566 พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามกติกาที่เกี่ยวข้อง

ด้านเหตุผลที่ไม่มีรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยนั้น ณัฐพงษ์กล่าวว่า ในขั้นตอนการยกร่าง ไม่มีพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคใด (รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์) เสนอชื่อรัฐมนตรีของเพื่อไทยเข้ามา อีกทั้งยุทธศาสตร์หลักรอบนี้ตั้งใจพุ่งเป้าไปที่ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ เป็นหลัก แต่กระนั้นไม่ได้หมายความว่าการบริหารของเพื่อไทยไม่มีปัญหา

ส่วนประเด็นเรื่องการจับมือกันทางการเมืองในอนาคต ณัฐพงษ์ระบุว่า “ต้องถามทั้ง 2 ฝั่งว่าฝั่งเขายังมีใจให้เราด้วยหรือไม่ เป็นเรื่องของอนาคต”

เบื้องลึก ‘บันเทิงธิปไตย’ ทำไม ‘ปิยบุตร’ ไม่พอใจการทำงานพรรค?

อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง ‘บันเทิงธิปไตย’ และเตือนเกี่ยวกับการเมืองแบบ ‘แฉรายวัน’ ที่อาจกลืนกินอุดมการณ์ของพรรค จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และมีการพูดถึงความเห็นที่แตกต่างภายในพรรค

ณัฐพงษ์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “คงไม่เป็นอย่างนั้น” โดยให้เหตุผลสำคัญ 2 มิติ ได้แก่

  • ความเป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน : สมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน ทุกคนที่ตัดสินใจเข้ามาเป็น สส. หรือทำงานในองคาพยพต่างๆ ล้วนเชื่อมั่นในอุดมการณ์พรรคและต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงร่วมกันอย่างแท้จริง
  • ความยืดหยุ่นตามยุคสมัยและความถนัด: อุดมการณ์ยังคงเดิม แต่รูปแบบและวิธีการทำงานย่อมต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและตามความถนัดของแต่ละบุคคล ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการทำงานการเมือง

ทั้งนี้ ณัฐพงษ์ระบุว่า กระบวนการแลกเปลี่ยนพูดคุยมีอยู่ตลอดเวลา ทั้งกับ อ.ปิยบุตร ผู้ร่วมเดินทางตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ตลอดจนบุคคลภายนอก

ณัฐพงษ์ยอมรับว่า สมาชิกพรรคประชาชนมีความคิดเห็นเป็นสเปกตรัมที่กว้าง ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับ อ.ปิยบุตร ฝ่ายที่เข้าใจคนทำงานหน้างาน และฝ่ายที่ต้องการให้ปรับการสื่อสาร ซึ่งมีการพูดคุยทำความเข้าใจกันทั้งวงเล็กและวงใหญ่ รวมถึงการพูดคุยกับ สส. ที่มีบทบาทสื่อสารสูงอย่างรักชนก ศรีนอกแล้ว

การที่ อ.ปิยบุตรตัดสินใจโพสต์ผ่านหน้าเพจส่วนตัวถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายในทุกเรื่องของพรรคอยู่ที่ตนเองและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน

“หากสิ่งที่ อ.ปิยบุตร เรียกร้องคือการทำงานทางความคิดและการชูอุดมการณ์พรรคให้เข้มข้น ผมในฐานะหัวหน้าพรรคขอรับหน้าที่นี้ไปทำต่อด้วยตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งอีก” ณัฐพงษ์กล่าว

อนาคตแยก 2 พรรคจริงไหม?

มีข้อสังเกตของนักวิเคราะห์ทางการเมืองที่มองว่า อนาคตพรรคประชาชนอาจแตกออกเป็น 2 พรรค ในรูปแบบพรรคสายอุดมการณ์เข้มข้น (แบบพรรคอนาคตใหม่ในอดีต) กับพรรคสายประนีประนอม (แบบพรรคประชาชน ณ ตอนนี้)

ณัฐพงษ์ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ไม่เคยมีบทสนทนานี้ใดๆ ทั้งสิ้นในพรรค” เรื่องการจะรวม แยก หรือแบ่งพรรค ไม่เคยมีการพูดคุยกันจริง แม้ภายนอกจะสามารถวิเคราะห์ความเป็นไปได้ต่างๆ นานาในอนาคต แต่ภายในพรรคไม่เคยมีการตั้งวงคุยเรื่องนี้เลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...