โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ถอด Insight โรคจอตาเสื่อม! ชู HealthTech ลดความสูญเสียเศรษฐกิจ 6.8 หมื่นล้าน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กรุงเทพฯ - เนื่องในวันสายตาโลก 2569 ปัญหาสุขภาพสายตาและโรคจอประสาทตาเรื้อรังได้กลายเป็นภัยเงียบสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ครอบครัว และเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะ โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก (neovascular Age-related Macular Degeneration: nAMD) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นถาวรในผู้สูงอายุ การเปิดใจจากมุมมองผู้ป่วยจริงประกอบกับความก้าวหน้าทางนวัตกรรมการรักษา จึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องสายตาและคืนคุณภาพชีวิตให้แก่คนไทยอย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อม เช็กเลย เพิ่มเกณฑ์เบิกจ่ายได้ 3,000 บาทต่อครั้ง

'โรช' เปิดผลสำรวจ 1 ใน 5 ผู้สูงอายุไทยละเลยตรวจตา สูงสุดในเอเชียแปซิฟิก

เสียงสะท้อนผู้ป่วย ก้าวข้ามความกลัวและข้อจำกัดการใช้ชีวิต

กุลเวช เจนวัฒนวิทย์ กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย - Thai IOD และผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ nAMD กล่าวว่าในฐานะผู้บริหารองค์กร สายตาคือหัวใจสำคัญในการอ่านข้อมูล วิเคราะห์รายงาน และนำทัพองค์กร เมื่อเริ่มเห็นภาพเบี้ยวตรงกลางภาพ ยอมรับว่าส่งผลต่อความมั่นใจอย่างมาก และโดยส่วนตัวเป็นคนที่กลัวเข็มฉีดยา และกลัวเรื่องดวงตาเป็นพิเศษ พอได้ยินคุณหมอบอกครั้งแรกว่าต้องรับการรักษาด้วย “การฉีดยาเข้าลูกตา” ยอมรับว่าเข่าอ่อนและมีความกังวลสูงมาก เวลาเข้ารับการฉีดตาจะเกิดความเกร็งโดยไม่ตั้งใจจนตาบีบสู้กับเครื่องมือถ่างตา

นอกจากความกลัวแล้ว ข้อจำกัดสำคัญของการฉีดยาเข้าตาแบบเดิมที่ต้องฉีดสม่ำเสมอทุก 1-2 เดือน คือข้อห้ามหลังฉีดว่า ห้ามล้างหน้าและห้ามออกกำลังกายเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ซึ่งกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันอย่างมาก เพราะตนเองเป็นคนที่ออกกำลังกายทุกวัน เท่ากับว่าในทุกๆ 2 เดือน จะมี 1 สัปดาห์ที่ล้างหน้าไม่ได้และไม่ได้ออกกำลังกาย

“การได้รับการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก และตัดสินใจเข้ารับนวัตกรรมการรักษาแบบกระเปาะปล่อยยาต่อเนื่องในตาที่ผ่าตัดฝังและเติมยาครั้งแรกอยู่ได้ยาวนานถึง 8 เดือนก่อนจะมาเติมยาครั้งถัดไป ช่วยปลดล็อกทั้งความกลัวจากการต้องถูกฉีดยาเข้าตาบ่อยๆ และปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องการเว้นล้างหน้าและการออกกำลังกาย ทำให้ผมสามารถกลับมาใช้ชีวิต ออกกำลังกาย ทำงานบริหารองค์กร และใช้เวลากับครอบครัวได้อย่างเต็มที่และมั่นใจอีกครั้ง”

เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ AI & นวัตกรรมลดภาระการมารักษา

ในแง่มุมมองจักษุแพทย์: เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ AI & นวัตกรรมลดภาระการมารักษาการก้าวข้ามข้อจำกัดของการรักษาแบบเดิม สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน

โดย นพ.ธนาพงษ์ สมกิจรุ่งโรจน์ หัวหน้าหน่วยจักษุวิทยาภูมิคุ้มกันและการอักเสบ และอาจารย์ประจำภาควิชาจักษุวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้อธิบายถึงธรรมชาติของโรคและเทคโนโลยีทางการแพทย์ว่า “โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก (neovascular Age-related Macular Degeneration: nAMD) เกิดจากมีเส้นเลือดผิดปกติงอกขึ้นและมีเลือดหรือน้ำเหลืองรั่วซึมใต้จุดรับภาพชัด ที่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา เซลล์ประสาทตาจะสูญเสียถาวร ในอดีตผู้ป่วยมักสูญเสียการมองเห็นอย่างน่าเสียดาย แต่ปัจจุบันเรามี เทคโนโลยี AI ช่วยคัดกรองภาพถ่ายจอตา และ เครื่องสแกน OCT ความละเอียดสูง ที่ช่วยให้ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม

“ในการรักษา ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องมารับการฉีดยาเข้าตาเป็นประจำ แต่พบว่ามีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 20 ที่ยืดระยะเวลาฉีดยาแบบเดิมไม่ได้ และจำเป็นต้องมาฉีดยาถี่ทุก 1-2 เดือน ซึ่งสร้างภาระอย่างมากทั้งต่อตัวผู้ป่วยและครอบครัวที่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล การมีนวัตกรรมการรักษาแบบปล่อยตัวยาอย่างต่อเนื่อง หรือ Continuous Delivery System ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกระเปาะเก็บยาที่ค่อยๆ ปล่อยระดับยาในตาอย่างสม่ำเสมอนาน 6 เดือนหรือมากกว่า จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ลดความถี่ในการเดินทางมาโรงพยาบาล และลดภาระของผู้ดูแลได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือโรคจอตาเป็นภาวะเสื่อมที่ไม่หายขาด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ผู้ป่วยก็ยังคงต้องมารับยาหรือติดตามอาการตามนัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อคงสภาวะการมองเห็นไว้”

ทั้งนี้ นพ.ธนาพงษ์ ได้เน้นย้ำเพิ่มเติมว่า แนวทางการรักษาและเลือกใช้นวัตกรรมทางการแพทย์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะโรคและเงื่อนไขทางร่างกายของผู้ป่วยแต่ละบุคคล ซึ่งมีความแตกต่างกันออกไป อาจมีความเหมาะสมหรือไม่เหมาะกับคนไข้ทุกคน ดังนั้น ผู้ป่วยควรรับการตรวจประเมินและขอคำปรึกษาจากจักษุแพทย์ประจำตัวเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

มุมมองผู้บริหาร: เปลี่ยนงบสุขภาพเป็นการลงทุน "Health-to-Wealth" สร้าง ROI 28 เท่า ความเสี่ยงของการสูญเสียการมองเห็นไม่เพียงส่งผลต่อตัวผู้ป่วยและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

โดย ดร.แมทธิว โคทส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ได้นำเสนอผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขโดย สถาบันวิจัย WifOR รายงานของ WifOR ระบุว่า โรคจอตาเรื้อรัง (โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก: nAMD ในผู้สูงอายุ และ DME ในวัยทำงาน) สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศไทยสูงถึง 6.8 หมื่นล้านบาท (1.90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ระหว่างปี พ.ศ. 2560–2570 หรือคิดเป็นปีสุขภาวะที่สูญเสียไป (DALYs) รวมกว่า 235,539 ปี ที่น่าสนใจคือ สัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 44 ของผลกระทบเกิดจากภาระงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนและการดูแลของครอบครัว (Unpaid Caregiver Burden) เมื่อสมาชิกในวัยทำงานต้องลดชั่วโมงทำงานหรือหยุดงานเพื่อมาดูแลผู้ป่วยที่สูญเสียการมองเห็น [1]

“ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะร่วมกันปรับกระบวนทัศน์จากการมองสาธารณสุขเป็น ‘ภาระค่าใช้จ่าย' มาเป็นการ 'ลงทุนในทุนมนุษย์' (Health-to-Wealth) ซึ่งข้อมูลบรรทัดฐานสากลจาก IAPB และ WifOR ยืนยันว่า การลงทุนในสุขภาพตาทุกๆ 35.7 บาท (1 ดอลลาร์สหรัฐ) สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกลับคืนมาได้สูงถึงประมาณ 1,000 บาท (28 ดอลลาร์สหรัฐ) โรช ไทยแลนด์ พร้อมจับมือกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”

บริบทสังคมสูงวัย และข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เพื่อความยั่งยืน: มิติทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการเร่งปกป้องสุขภาพสายตายิ่งมีความสำคัญวิกฤต เมื่อพิจารณาบริบททางประชากรศาสตร์ของประเทศไทย โดย กุลธิดา ลีนะบรรจง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลสถิติล่าสุดจากรายงาน “Thailand Country Aging Report: A Contract Across Generations”โดย กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พร้อมเปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ 'สังคมสูงวัยระดับสุดยอด' หรือSuper-Aged Society ภายใน 7 ปีข้างหน้า (โดยคาดการณ์ว่าจะประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ในปีพ.ศ. 2576 ซึ่งที่ผ่านมา ไทยใช้เวลาเพียง 18 ปี เท่านั้น (พ.ศ. 2547–2565) ในการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเริ่มสูงวัยสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่าง ประเทศฝรั่งเศสที่ใช้เวลาเปลี่ยนผ่านนานถึง 127 ปี หรือประเทศญี่ปุ่นที่ใช้เวลา 24 ปี [2]

“ขณะเดียวกัน ข้อมูลการคัดกรองผู้สูงอายุ 7.7 ล้านคน โดย กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2567 ยืนยันว่า 'ปัญหาสายตาและการมองเห็น' ครองอันดับ 1 ภาวะความเสื่อมถอยที่พบมากที่สุดในผู้สูงอายุไทย สูงถึงร้อยละ 27 นำหน้าสุขภาพช่องปาก ร้อยละ 25 และความเสี่ยงต่อการหกล้ม ร้อยละ 17 [3]”

เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว วิทยากรทุกท่านได้ร่วมเสนอแนะยุทธศาสตร์เชิงนโยบายครอบคลุมมิติสำคัญ เริ่มจากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน HealthTech และระบบ AI คัดกรองภาพถ่ายจอตาตั้งแต่ระดับปฐมภูมิในชุมชนจนถึงโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อให้ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาทางการแพทย์ เพื่อรักษาสภาวะจอตาให้เสถียร ลดความถี่ในการมาโรงพยาบาล และปลดล็อกภาระของสมาชิกในครอบครัววัยทำงานให้สามารถกลับไปทำงานสร้างรายได้ได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ยังต้องปรับกระบวนทัศน์เชิงนโยบายสู่แนวคิด Health-to-Wealth โดยเปลี่ยนมุมมองว่างบประมาณด้านสุขภาพตาคือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่คืนผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 28 เท่า และสุดท้ายคือการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพตา (Health Literacy) เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเข้ารับการตรวจคัดกรองสายตาเป็นประจำทุกปีและมีวินัยในการรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปกป้องการมองเห็นอย่างยั่งยืน

ข้อมูลอ้างอิง:

[1] ข้อมูลผลกระทบทางเศรษฐกิจและผลตอบแทนการลงทุน: อ้างอิงจากรายงานวิจัยเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขเรื่องผลกระทบของโรคจอตาในประเทศไทย โดย สถาบันวิจัย WifOR Institute และรายงานการวิเคราะห์ผลตอบแทนการลงทุนในสุขภาพตา โดย ความร่วมมือระหว่าง องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการป้องกันตาบอด (IAPB) และ WifOR Institute https://www.roche.com/stories/whats-it-worth/apac

[2] ข้อมูลโครงสร้างประชากรศาสตร์: อ้างอิงจากรายงาน Thailand Country Aging Report: A Contract Across Generations: Thailand's Path to an Age-Ready Society (2026) โดย กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) https://documents.worldbank.org/en/publication/documents-reports/documentdetail/099101426124536228

[3] ข้อมูลสุขภาวะและการคัดกรองผู้สูงอายุ: อ้างอิงจากฐานข้อมูลระบบคัดกรองสมรรถนะผู้สูงอายุ (Ministry of Public Health Dashboard) ปีงบประมาณ 2567 โดย กระทรวงสาธารณสุข ผ่านรายงาน Thailand Country Aging Report (2026) โดย กลุ่มธนาคารโลก (หน้า 58) https://documents.worldbank.org/en/publication/documents-reports/documentdetail/099101426124536228

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...