"ดร.ประเสริฐ" เตือนรัฐเร่งเตรียมรับมือวิกฤตหลายระบบ ชู "อววน." หนุนสร้างความมั่นคงประเทศ
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เตือนรัฐบาลเร่งยกระดับการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินรอบด้าน ชี้ความเสี่ยงยุคใหม่มีความเชื่อมโยงกันสูง หากเกิดเหตุวิกฤตอาจเผชิญปัญหา มีเงินแต่จ่ายไม่ได้ มีอาหารแต่ส่งไม่ถึง พร้อมเสนอให้ใช้ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) เข้ามาบูรณาการแก้ปัญหา
ดร.ประเสริฐ ยกตัวอย่างภาพสะท้อนความเปราะบางในชีวิตประจำวัน เช่น การมีเงินในบัญชีแต่ไม่สามารถโอนหรือชำระเงินได้, ร้านค้ามีอาหารแต่ระบบโลจิสติกส์และไรเดอร์หยุดทำงาน, หรือโรงพยาบาลมีแพทย์พร้อมรักษาแต่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้ พร้อมระบุว่าความมั่นคงในปัจจุบันขึ้นอยู่กับหลายระบบที่ต้องทำงานสอดประสานกัน
ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่การโจมตีทางไซเบอร์ที่กระทบภาคการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความขัดข้องทางเทคนิค, ไฟฟ้าดับ, ภัยธรรมชาติ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งต่างประเทศเคยมีบทเรียนสำคัญมาแล้ว เช่น เหตุโจมตีระบบพยาธิวิทยาและระบบความเย็นในยุโรป หรือไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในสเปนและโปรตุเกส
สำหรับการแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและสิ่งจำเป็น ดร.ประเสริฐมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือบริการขัดข้อง โดยอ้างอิงแนวปฏิบัติจากต่างประเทศ
สหภาพยุโรป: ส่งเสริมการเตรียมความพร้อมระดับครัวเรือนอย่างน้อย 72 ชั่วโมง
ญี่ปุ่น: แนะนำการสำรองสำหรับ 3 วัน และเตรียมพร้อมให้มากขึ้นสำหรับภัยพิบัติใหญ่
สวีเดน: เน้นการพึ่งตนเองอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ควบคู่กับการมีช่องทางชำระเงินหลากหลายรูปแบบ
ฟินแลนด์และสิงคโปร์: เน้นการบูรณาการทุกภาคส่วนร่วมมือกัน และใช้สถาบันอุดมศึกษาเป็นพื้นที่ฝึกซ้อมและทดสอบทักษะ
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องตอบโจทย์ให้ชัดเจนว่า นอกเหนือจากที่ประชาชนต้องเตรียมตัวแล้ว ภาครัฐมีแผนรองรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างไร ทั้งเรื่องน้ำสะอาด การรักษาพยาบาล การสื่อสาร และการกระจายความช่วยเหลือ
ดร.ประเสริฐ เสนอให้ใช้ระบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เข้ามามีบทบาทสำคัญ ตั้งแต่การศึกษาจุดเปราะบาง, พัฒนาระบบป้องกันและกู้คืนบริการ, การผลิตบุคลากร ไปจนถึงการสร้างนวัตกรรมสำรองด้านอาหาร น้ำ พลังงาน และการสื่อสาร โดยมหาวิทยาลัยควรเริ่มประเมินความพร้อมของตนเองก่อนขยายผลสู่การสนับสนุนชุมชน พร้อมทั้งปรับเกณฑ์ทุนวิจัยให้มุ่งเน้นการลดเวลาหยุดชะงักของบริการและความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก
ดร.ประเสริฐ ย้ำว่า การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต้องอาศัยข้อมูลที่โปร่งใส แผนสำรองที่ผ่านการทดสอบจริง และมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพิงบริการต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศสามารถก้าวข้ามวิกฤตได้อย่างมั่นคง
“ความสำเร็จของการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม จึงต้องวัดกันถึงวันที่เกิดวิกฤตว่า เรารักษาบริการจำเป็นไว้ได้เพียงใด และช่วยให้ชีวิตประชาชนกลับมาเป็นปกติได้เร็วแค่ไหน” ดร.ประเสริฐอ กล่าว