เปิดคำเบิกความ “ทักษิณ” ปมทรัพย์ 90 ล้าน-รถ 5 คัน ยัน 2 คันกันกระสุน หวั่นกระทบชีวิต
ภายหลังจากนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขึ้นเบิกความเป็นพยานแล้ว นานเกือบ 2 ชั่วโมง ได้ขออนุญาตศาลเดินทางกลับ ในระหว่างมีการไต่สวน ก่อนได้รับอนุญาตและได้เดินทางออกจากห้องพิพากษา เดินทางกลับโดยทันที
โดยระหว่างเดินทางกลับนายทักษิณเปิดเผยสั้นๆว่า ไม่มีอะไรต้องพูดเพราะมีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับทันที
สำหรับในห้องพิจารณาคดี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในศาลชั้นนี้โจทก์ได้ยื่นขอให้คุ้มครองทรัพย์สินที่ถูกอายัดชั่วคราว ประกอบไปด้วยรถยนต์ 5 คัน เงินในบัญชีประมาณ 90 ล้านบาท และที่ดินในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกกรมสรรพากรยึดอายัดทรัพย์สิน นอกเหนือจาก ทรัพย์สินที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ให้ยึดเงินจำนวน 46,373 ล้านบาท ของ ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ตกเป็นของแผ่นดิน
โดยนายทักษิณขึ้นเบิกความ ระบุว่ารถยนต์ทั้ง 5 คันที่ถูกอายัดทรัพย์ไปนั้น มี 2 คันที่เป็นรถคันกระสุน แล้วยังอยู่ในการครอบครองของตัวเอง หากถูกอายัดไปอาจส่งผลกระทบด้านความปลอดภัยต่อชีวิต โดยอ้างว่าในขณะที่ตัวเองดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถูกลอบสังหารจำนวน 4 ครั้ง ทำให้ยังต้องใช้งานเพื่อป้องกันชีวิตของตัวเอง กรณีหากมีบุคคลคิดปองร้าย
โดยอัยการฝ่ายจำเลย ได้ถามถึงเรื่องของความสมัครใจที่จะนำเงินมาวางประกัน ทรัพย์ที่จะถูกอายัดหรือไม่ นายทักษิณไม่ยินยอมที่จะวางประกัน โดยมองว่าทรัพย์สินที่เป็นรายได้จากธุรกิจนี้ ที่จะมายื่นวางประกัน
ส่วนเงินในบัญชีธนาคารจำนวนกว่า 90 ล้านบาทที่ถูกอายัด มองว่าหากถูกอายัดไป จะทำให้ขาดประโยชน์จากการได้ดอกเบี้ยธนาคาร หากตัวเองชนะคดี จะได้ไม่ต้องมีใครมารับผิดชอบในส่วนนี้
ขณะเดียวกันฝ่ายโจทก์ได้เบิกพยานเพิ่มอีก 1 คน เป็นอดีตข้าราชการกรมสรรพากร ด้านฝ่ายจำเลยได้เบิกพยานอีก 2 คน ซึ่งเป็นข้าราชการในกรมสรรพากรเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการไปสวน
ทางด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายทักษิณ ระบุว่าการที่เป็นโจทย์ยื่นฟ้องกรมสรรพากรในวันนี้ มองว่าการดำเนินการอายัดทรัพย์สินของกรมสรรพากร ซ้ำซ้อน เนื่องจากทรัพย์สินที่เป็นเงินได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น ให้กับกลุ่มเทมาเส็ก (Temasek Holdings บริษัทลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์) ถูกอายัดไปทั้งหมดแล้วตามคำสั่งศาลก่อนหน้านี้ และมีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่วินิจฉัยสรุปว่าการประเมินภาษีโดยกรมสรรพากรชอบแล้ว