โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐบาลประเมินสถานการณ์น้ำเหนือ ยังไม่ถึงจุดที่ทำให้ กทม. ท่วมได้

เดลินิวส์

อัพเดต 30 กันยายน 2569 เวลา 20.04 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
รัฐบาลประเมินสถานการณ์น้ำเหนือ ยังไม่ถึงจุดที่ทำให้ กทม. ท่วมได้ นายกฯ เตือนข้าราชการคนไหนเกียร์ว่างต้องเข้ากรุ เร่งระบายน้ำตามชุมชนให้เร็วที่สุด

วันที่ 30 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย ว่า ฝนทั่วประเทศลดลง ยกเว้นภาคใต้ตอนล่างที่ยังมีฝนตกอยู่ แต่สถานการณ์น้ำยังไม่มีปัญหา ขณะที่ปริมาณน้ำฝนจะทิ้งช่วงไป และจะมีอีกครั้งในวันที่ 4-6 ต.ค. นี้ ภาคเหนืออีสาน เรียกว่าฝนเปลี่ยนฤดู อาจจะมีผลกระทบมาถึงภาคกลาง และ กทม. แต่ไม่ได้เป็นฝนที่ตกแช่ ขณะเดียวกันพื้นที่น้ำท่วมปัจจุบันดูจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (จิสด้า) พบได้รับผลกระทบแล้ว 1.71 ล้านไร่ทั่วประเทศ

นายเอกภพ ระบุว่า ขณะที่ฝั่งตะวันตก เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ปัญหาเรื่องน้ำที่ จ.กาญจนบุรี เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ กลับมาปล่อยตามปกติอีกครั้งหลังหยุดไป 3 วัน โดยจะปล่อยน้ำในระดับปกติ และจะเริ่มระบายน้ำตั้งแต่วันนี้ (30 ก.ย.) ไปจนถึง 4 ต.ค. ซึ่งจะผ่าน จ.กาญจนบุรี ไปสู่แม่น้ำแม่กลอง จึงจะส่งผลให้บริเวณตลิ่งระดับน้ำเพิ่มขึ้น 80 ซม. จึงขอให้ประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าวพิจารณา หากต้องการอพยพหรือออกไปศูนย์พักพิง สามารถประสานกับทางจังหวัดได้ ซึ่ง จ.กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม ได้มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนรับทราบข้อมูลแล้วเช่นกัน

ส่วนฝั่งตะวันออก ที่มีปัญหาคือ จ.ปราจีนบุรี เวลานี้ อ.เมืองปราจีนบุรี ระดับน้ำสูงสุด ซึ่งจะไปรวมกับ จ.นครนายก ซึ่งเขื่อนขุนด่านปราการชล ปริมาณน้ำลดลง ไม่ล้นแล้ว สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังต่อไปคือ จ.ฉะเชิงเทรา 1-2 วัน คนที่อยู่ริมแม่น้ำบางปะกงควรจะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ในส่วนการเยียวยา กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานว่า กลุ่มเปราะบางได้รับการดูแลแล้ว 52,000 คน ส่วนโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โรงพยาบาลแกลง และโรงพยาบาลบ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งทั้ง 3 โรงพยาบาลมีการให้บริการบางส่วน แต่วันนี้จะย้ายผู้ป่วยสีแดงของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรไปอยู่โรงพยาบาลข้างเคียง

ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตทั่วประเทศมีจำนวน 40 คน ทั้งนี้ นายกฯ มีข้อสั่งการให้มีการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย พร้อมติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด จ.ราชบุรี สมุทรสงคราม กาญจนบุรี รวมถึง จ.ฉะเชิงเทรา นายกฯ ยังให้ดูสวัสดิภาพของศูนย์พักพิง และสุขภาพจิตของประชาชน พร้อมเน้นย้ำผู้ว่าราชการจังหวัดให้ตรวจสอบ อาหาร และเครื่องดื่ม ที่ได้รับการบริจาคให้มีคุณภาพ พร้อมรายงานสถานการณ์ทุกวันจากทุกจังหวัดเข้ามาที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

โฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังกล่าวถึงโครงการระบายน้ำเส้นทาง ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติไปเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ว่า เพื่อบริหารจัดการในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ลพบุรี และสระบุรี ไม่ให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำอีกต่อไป ในที่ประชุม ครม. นายกฯ ยังได้สั่งการฝ่ายบริหารและผู้ปฏิบัติงานให้ความร่วมมือ หากไม่ให้ความร่วมมือนายกฯจะใช้อำนาจขอให้ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมาปฏิบัติงานที่สำนักนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าหลังจากนี้การดำเนินการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีปัญหาติดขัด รวดเร็ว ช่วยเหลือกันอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ

นายเอกภพ กล่าวว่า ในส่วนของฝ่ายข้าราชการประจำ ซึ่งเราจะเห็นว่ามีส่วนราชการต่าง ๆ เข้าไปในพื้นที่หลายหน่วยงานหลายภาคส่วน เช่น กรมชลประทาน ปภ. สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) รวมถึงแต่ละจังหวัด นายกฯ ได้เน้นย้ำในที่ประชุม ครม. หากมีการสั่งการ หรือข้อสั่งการ หรือมีการดำเนินการที่สั่งการโดยระดับบริหารของกระทรวงใด และผู้ปฏิบัติงานในกระทรวงนั้นๆ ไม่ให้ความร่วมมือ หรือดำเนินการแล้ว ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับระดับผู้บริหาร นายกฯ จะสามารถใช้อำนาจขอให้ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดในการแถลงข่าววันนี้ ไม่สามารถบอกวันเวลาว่าน้ำในพื้นที่ กทม. จะแห้ง จากเดิมเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ระบุว่าจะใช้ระยะเวลา 2-3 วัน น้ำจะลดและสัญจรได้เป็นปกติ นายเอกภพ กล่าวว่า ภาพรวม 2-3 วันนี้น้ำจะลดลงเกินกว่า 90% ส่วนชุมชนต่างๆ ได้นำเครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก จำนวน 300-400 ตัว เข้าไปในชุมชน เพื่อเร่งระบายน้ำออกทางอ่าวไทย จะทำให้น้ำท่วมขังภายในชุมชนลดลง แต่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะลดภายในกี่วัน แต่จะทำให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่า การที่ฝนจะตกในวันที่ 4-6 ต.ค. รวมถึงน้ำเหนือจะเข้ามาเติม จะระบายน้ำออกจาก กทม. ทันหรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า ในส่วนของ กทม. อยากจะเน้นย้ำว่า ฝนออกจาก กทม. ไปแล้ว และน้ำที่มีอยู่กำลังจะระบายออก จากรายงานของผู้ว่าฯ กทม. บอกว่ามีประสิทธิภาพในการระบายเพิ่มขึ้น พื้นที่ที่น้ำเคยเต็มคลอง น้ำพร่องลงไปแล้ว ถือเป็นข้อดีว่าน้ำจากคลองเริ่มไหลไปได้ ส่วนที่กังวลว่าน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาจะหนุนนั้น ขอเน้นย้ำว่า ปัจจุบันมีการบริหารจัดการน้ำในภาคเหนือ หากดูแผนที่ประเทศไทย แม่น้ำปิงไหลจาก จ.เชียงใหม่ ลงมา จ.นครสวรรค์ มีปริมาณเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม่น้ำน่านก็ไม่ได้เพิ่ม และน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี และแม่น้ำสะแกกรังที่ไหลกลับเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาก็ทรงตัวแล้ว

น้ำที่ลงมาจากเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ปัจจุบันมีการระบายน้ำอยู่ที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ซึ่งมีการปรับเพิ่มการระบายน้ำได้ถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และเมื่อมาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จุด อ.บางบาล บางไทร แต่จุดสูงสุดที่จะทำให้ กทม. มีน้ำท่วมหนุนได้ปริมาณต้องอยู่ที่ 3,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ปัจจุบันน้ำที่อยู่ที่ อ.บางบาล และบางไทรอยู่ที่ 2,100 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ยังเหลืออีก 900 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และในวันที่ 4-6 ต.ค. ที่จะมีฝนเข้ามานั้น เป็นฝนเปลี่ยนฤดู ไม่ใช่ฝนตกแช่ ดังนั้น ปริมาณน้ำฝนไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้นในแม่น้ำเจ้าพระยา

นายเอกภพ กล่าวด้วยว่า นายกฯ ยังเน้นย้ำว่าหน่วยงานราชการที่ถูกน้ำท่วมขังในขณะนี้ เช่น การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และพื้นที่กองทัพยังไม่ต้องสูบน้ำ แต่ต้องเร่งระบายน้ำออกจากบ้านเรือนประชาชนก่อน โดยพื้นที่ราชการจะเป็นพื้นที่สุดท้ายที่จะต้องทำการระบายน้ำ ส่วนปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นของแม่น้ำแม่กลอง จากการระบายน้ำจากเขื่อนในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ที่วันนี้เพิ่มขึ้น 80% นั้น ขอให้ประชาชนที่อยู่ตามแนวตลิ่งติดตามสถานการณ์จากในพื้นที่ และให้ยกของขึ้นที่สูง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...