กมธ.การสื่อสารฯ ชี้มีมาเฟียนวัตกรรม-ปาดหน้าเค้กงบรัฐ ผุดแคตตาล็อกกลางลดซ้ำซ้อน
“ภาวุธ” ผุดแคตตาล็อกกลาง รวบรวมบริการดิจิทัลของไทยไว้ในจุดเดียว ประหยัดงบรัฐ ลดความซ้ำซ้อน “การดี” ชี้ “มาเฟียนวัตกรรม-ปาดหน้าเค้ก” งบรัฐ เผย โครงการพันล้านแอบอ้างสเปกนอก จี้ยึดนโยบาย Thailand First
วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ รองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คนที่สาม และนางการดี เลียวไพโรจน์ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ห้า ร่วมกันแถลงผลการหารือแนวทางบูรณาการบริการดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อประหยัดงบประมาณและลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน
นายภาวุธ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (DGA) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง เข้าร่วมหารือแนวทางบูรณาการบริการดิจิทัลของประเทศไทย โดยปัจจุบันมีบริการดิจิทัลที่มีศักยภาพจำนวนมาก แต่กระจายอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหลายหน่วยงาน ทั้งบริการจากภาคเอกชนและสตาร์ทอัพในบัญชีดิจิทัลของ depa ระบบโครงสร้างพื้นฐานของ DGA และบัญชีนวัตกรรมไทยของ NIA ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐบางส่วนเลือกพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นใหม่แทนการใช้บริการที่มีอยู่แล้ว ส่งผลให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณ
ที่ประชุมจึงมีแนวทางจัดทำแคตตาล็อกกลาง รวบรวมบริการดิจิทัลของไทยไว้ในจุดเดียว เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเลือกใช้บริการที่มีอยู่แล้วได้โดยไม่ต้องพัฒนาระบบใหม่ ขณะเดียวกัน จะหารือกับสำนักงบประมาณเพื่อพิจารณานำระบบตรวจสอบความซ้ำซ้อนมาเชื่อมต่อกับแคตตาล็อกดิจิทัลกลาง หากพบว่ามีบริการอยู่แล้ว จะพิจารณาตัดงบประมาณการจ้างพัฒนาระบบใหม่
“การดี” ชี้ “มาเฟียนวัตกรรม-ปาดหน้าเค้ก” งบรัฐ
ด้านนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ เปิดเผยถึงความผิดปกติในการใช้งบประมาณด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาครัฐ โดยระบุว่า กมธ. ได้เร่งศึกษากรณีการใช้งบประมาณอย่างสิ้นเปลืองและซ้ำซ้อน พร้อมชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมปาดหน้าเค้ก ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ระดับร้อยล้านถึงพันล้านบาท
นางการดี กล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐมักเลือกทำโครงการมูลค่าสูงเกินความจำเป็น ทั้งที่สามารถใช้โซลูชันจากบัญชีบริการดิจิทัล ที่รัฐสร้างขึ้นมาเอง ซึ่งมีต้นทุนเพียงไม่กี่แสนบาทได้ แต่รัฐกลับเมินเฉยแล้วปล่อยให้โครงการพันล้านส้มหล่นใส่บริษัทต่างประเทศ ส่งผลให้เงินงบประมาณรั่วไหลออกนอกประเทศอย่างน่าเสียดาย นอกจากนี้ ยังพบปัญหากระบวนการจัดซื้อที่เข้าข่ายมาเฟียนวัตกรรม ทั้งการล็อกสเปกตั้งแต่เริ่มต้น การอ้างสินค้านำเข้าจากต่างประเทศมาประกอบในไทยเพื่อสวมสิทธิ์เป็นนวัตกรรม รวมถึงการตั้งราคาสูงกว่าท้องตลาดอย่างผิดปกติ
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงได้นำเสนอแนวทาง “Thailand First” เพื่อเปลี่ยนการใช้บัญชีบริการดิจิทัลจากภาคสมัครใจ สู่ภาคบังคับ ผ่าน 6 ข้อเสนอหลัก ได้แก่
1. บังคับใช้ตั้งแต่ต้นทาง (Screen-in Checklist): สำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางต้องกำหนดให้โครงการดิจิทัลทุกโครงการตรวจสอบว่า มีสินค้าหรือบริการในบัญชีบริการดิจิทัลที่ทดแทนได้หรือไม่ หากมีแต่ไม่เลือกใช้ หน่วยงานต้องชี้แจงเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร
2. รัฐต้องเป็นลูกค้ารายแรก (First Customer): กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำ (Quota) ของงบดิจิทัลที่ต้องจัดซื้อจากสตาร์ทอัพและ SME ดิจิทัลไทย โดยต้องมีมาตรฐานรองรับ (เช่น ISO/IEC 42001 สำหรับ AI) เป็นกิจการที่จดทะเบียนในไทย และไม่มีประวัติทุจริต
3. ใช้มาตรฐานนิยาม SME เดียวกัน: ให้ทุกหน่วยงานยึดนิยาม SME ตามมาตรฐานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และปรับขยายวงเงินให้สอดคล้องกับมูลค่าโครงการจริง
4. บูรณาการสนับสนุนแบบเบ็ดเสร็จ (SME Springboard): เชื่อมโยงการทำงานระหว่าง depa, สสว. และ SME D Bank เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุน การรับรองมาตรฐาน และตลาดภาครัฐได้ในระบบเดียว
5. ลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน: ก่อนตั้งงบพัฒนาระบบใหม่ รัฐต้องพิจารณาแพลตฟอร์มที่คนไทยพัฒนาและใช้งานได้ผลจริงแล้ว (เช่น แพลตฟอร์ม Traffy Fondue) เพื่อป้องกันการใช้งบประมาณซ้ำซ้อน
6. สร้างความโปร่งใส ป้องกันการผูกขาด: บัญชีนวัตกรรมไทยและบัญชีบริการดิจิทัลต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องไม่กลายเป็นระบบผูกขาดสำหรับกลุ่มทุนเดิม
“แม้จะมีการปรับลดระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิ์ในบัญชีนวัตกรรมจาก 8 ปี เหลือ 5 ปี แต่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ต้องทำหน้าที่ตื่นตัวและเข้มงวดกว่านี้ สินค้าใดที่มีการขายทั่วไปในตลาดแล้ว ต้องตัดออกจากบัญชีนวัตกรรมทันที ไม่ใช่ปล่อยให้กลายเป็นช่องทางล็อกสเปกแสวงหาผลประโยชน์” นางการดี ระบุ
พร้อมกันนี้ นางการดี ย้ำว่า ข้อเสนอแนะของ กมธ. ไม่ใช่เรื่องที่จะให้หน่วยงานไปเลือกพิจารณาตามใจชอบ แต่เป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำทันที ซึ่งหากปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโดยตรวจสอบผ่าน 3 หน่วยงานหลักอย่างเป็นระบบ จะช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้หลายพันถึงหลายหมื่นล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ยังขอให้รัฐบาลยึดหลักนโยบาย “Thailand First” ด้วยการสนับสนุนและใช้ประโยชน์จาก Local Content ให้หน่วยงานรัฐทำหน้าที่เป็นลูกค้ารายแรก (First Customer) ให้แก่สตาร์ทอัพและ SME ไทยที่มีศักยภาพ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เติบโตและสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างแท้จริง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กมธ.การสื่อสารฯ ชี้มีมาเฟียนวัตกรรม-ปาดหน้าเค้กงบรัฐ ผุดแคตตาล็อกกลางลดซ้ำซ้อน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- “เท้ง” ยันคดี “ภาวุธ-สมชาติ” ใช้มาตรฐานเดียวกันแจง หากทำผิดจริงไม่ใช้เอกสิทธิ์ สส.
- “การดี” ชี้ TH-AI Passport ประสิทธิภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ระบบไม่พร้อม แนะอย่าทำต่อเลย
- ชงผู้สมัคร-พรรค เลขเดียวกัน สว.รับยกเครื่อง เสนอ 5 หมื่นชื่อถอด กกต. นิพิฏฐ์ ลุยล้างสีนํ้าเงินยึด
- “การดี” จ่อรุกฆาต “สดช.” บี้แจงปม TOR โครงการ TH AI Passport
- คุม “ภาวุธ-ฟิล์ม” ฟ้องคดีฟอเร็กซ์ ฟันฟอกเงิน ฉ้อโกงประชาชน
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath