ยิ่งชีพ เปิดเกมสู้ ‘อนุทิน’ ฟ้องหมิ่น ลั่นมีหลักฐาน ท้ามาให้ปากคำด้วยตัวเอง 14 ธ.ค.
ยิ่งชีพ เปิดเกมสู้ ‘อนุทิน’ ฟ้องหมิ่น ลั่นข้อมูลมีหลักฐาน จ่อขอศาลเรียกเอกสาร-พยานคดีโกงเลือกสว. ท้านายกฯมาขึ้นศาลด้วยตัวเอง 14 ธ.ค.
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 ต.ค. 2569 ที่สำนักงานโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ พร้อมด้วย น.ส.อนุสราวดี มฤคศิรมาส ทนายความ และน.ส.กัลยกร สุนทรพฤกษ์ creative and data analyst iLAW ร่วมแถลงข่าวเปิดแนวทางการต่อสู้คดีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องนายยิ่งชีพ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
น.ส.อนุสราวดี กล่าวถึงแนวทางการต่อสู้คดีว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 นายอนุทิน มอบอำนาจให้นายศุภชัย ใจสมุทร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายยิ่งชีพต่อศาลอาญา ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2672/2569 โดยศาลกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 14 ธ.ค.2569 เวลา 09.00 น.
เนื้อหาคำฟ้อง กล่าวถึงกรณีนายยิ่งชี แถลงข่าวยื่นหนังสือถึงประธานวิปฝ่ายค้าน เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา โดยเรียกร้องให้ฝ่ายค้านตรวจสอบบุคคลในรัฐบาลที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตการเลือก สว. ปี 2567 และมีการระบุชื่อนายอนุทิน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกฯ
ประเด็นในการแถลงข่าวที่เกี่ยวข้องกับนายอนุทินมี 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประเด็นแรก มีพยานซึ่งเป็นผู้สมัคร สว. อ้างว่าเคยไปขอให้นายอนุทิน ช่วยเหลือ และได้รับหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ไปพูดคุยกันเอง
ประเด็นที่สอง มีพยานที่พบเห็นนายอนุทินไปนั่งพูดคุยกับ สว. ที่ได้รับเลือกที่โรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำ โดยมีการพูดคุยถึงผลว่าจะเลือกใครเป็นประธาน สว.
สำหรับพยานปากแรกคือ น.ส.กุสุมาวตี ศิริโกมุท ซึ่งออกมาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะและให้สัมภาษณ์หลายครั้ง ขณะที่พยานอีกปากเป็นพยานหมายเลข 25/26 ซึ่งขอปกปิดชื่อจริงเพื่อความปลอดภัย และได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)แล้ว โดยข้อมูลบางส่วนจากคำให้การถูกนำเสนอเผยแพร่ต่อสาธารณะ และมีการกล่าวถึงโดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต.
นายยิ่งชีพ กล่าวว่า เนื้อหาที่แถลงข่าวและเกี่ยวข้องกับนายอนุทิน จึงเป็นข้อมูลที่อ้างว่ามีหลักฐานและพยานรองรับ ไม่ใช่การกล่าวอ้างลอยๆ แต่นำเสนอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายหรือทุจริตเกิดขึ้นในกระบวนการเลือก สว. หรือไม่ ซึ่งมองว่าเป็นการใช้สิทธิและหน้าที่ของประชาชน ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และไม่ควรถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท
นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า ขอขอบคุณนายกฯ ที่ตอบรับข้อเรียกร้องก่อนหน้านี้อย่างน้อย 2 ประการ คือ การแต่งตั้งทนายความด้วยตัวเองและยื่นฟ้องในนามของตัวเองโดยไม่ใช้กลไกของรัฐ เช่น ตำรวจหรืออัยการ รวมถึงการยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ถนนรัชดาฯ ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ เห็นว่าช่วยลดข้อครหาว่าการฟ้องคดีหมิ่นประมาท เป็นการใช้กลไกของรัฐเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งจำเลย และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและต่อสู้คดี
นายยิ่งชีพ เห็นว่า ผู้ที่ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ถูกกล่าวถึงในคดีได้ดีที่สุดคือ ตัวโจทก์เอง ไม่ใช่ตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจ จึงขอเรียกร้องให้นายอนุทิน ในฐานะโจทก์ เดินทางมาเบิกความต่อศาลด้วยตัวเอง พร้อมตอบคำถามค้านจากฝ่ายจำเลย เนื่องจากเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงโดยตรง ไม่ควรให้ตัวแทนที่ไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความจากข้อมูลที่รับฟังต่อกันมา
สำหรับแนวทางการต่อสู้คดีไอลอว์ ประการแรก เนื้อหาที่นายยิ่งชีพ แถลงเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในสังคม ไม่ใช่การใส่ร้าย และเห็นว่าไม่เข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท อีกทั้งเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ
จึงเห็นว่าเป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตตามแนวทางคำแนะนำของประธานศาลฎีกา พ.ศ.2569 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ซึ่งฝ่ายจำเลยจะขอให้ศาลพิจารณาสั่งยกฟ้อง และห้ามโจทก์นำเรื่องเดียวกันมาฟ้องอีก
ประการที่สอง หากศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง ฝ่ายจำเลยขอให้นายอนุทินเดินทางมาเบิกความด้วยตัวเองในวันที่ 14 ธันวาคม 2569 เพื่อพิสูจน์ว่าข้อความที่โจทก์อ้างเป็นความจริงหรือเท็จ รวมถึงพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ฝ่ายจำเลยยืนยันว่าเป็นความจริง
โดยเห็นว่านายอนุทินเป็นบุคคลที่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีมากที่สุด และหากมีการเบิกความอันเป็นเท็จก็อาจมีความผิดทางอาญาตามกฎหมาย ขณะที่หากไม่สามารถมาเบิกความหรือไม่สามารถอธิบายข้อเท็จจริงได้ ฝ่ายไอลอว์เห็นว่าควรพิจารณาถอนฟ้องด้วยตัวเอง
ประการที่สาม หากศาลมีคำสั่งรับฟ้องและเข้าสู่กระบวนการสืบพยาน ฝ่ายจำเลยจะใช้สิทธิขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารการสอบสวนคดีการทุจริตการเลือก สว. จา กกต.เข้ามาในสำนวน อย่างน้อย 6 รายการ ได้แก่ เอกสารสรุปความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 26 ซึ่งฝ่ายไอลอว์ระบุว่าเห็นควรให้ยื่นฟ้องนายอนุทินต่อศาลฎีกาในคดีการโกงเลือก สว.,
เอกสารความเห็นของกกต. 2 รายที่เป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งฝ่ายไอลอว์ระบุว่าเห็นควรให้ยื่นฟ้องนายอนุทิน; ภาพจากกล้องวงจรปิดโรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำ วันที่ 21 ก.ค. 2567, ภาพจากกล้องวงจรปิดสำนักงานพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะชั้น 4 และห้องเกี่ยวกับธุรการการเงินในช่วงการเลือก สว. ปี 2567,
ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ซึ่งแสดงตำแหน่งโทรศัพท์ของโจทก์ในวันที่ 21 ก.ค.2567 รวมถึงข้อมูลการติดต่อระหว่างโจทก์กับผู้สมัคร สว. และบุคคลที่ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตเลือก สว., บันทึกคำให้การของ น.ส.กุสุมาวตี ศิริโกมุท พยานหมายเลข 25/26 รวมถึงพยานอื่นที่พบเห็นหรือทราบถึงบทบาทของโจทก์ที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว.
นอกจากนี้ ฝ่ายจำเลยเตรียมขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง อย่างน้อย 11 ราย ได้แก่ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. นายชาย นครชัย กกต. ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก อดีตรองเลขาธิการกกต. และอดีตประธานคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
นายเอกรินทร์ ดอนดง พนักงานสอบสวนดีเอสไอ นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย นายอัษฎางค์ แสวงการ สว.จากจังหวัดขอนแก่น น.ส.กุสุมาวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว., พยานรหัส 25/26 ซึ่งฝ่ายไอลอว์ระบุว่าเคยพบเห็นโจทก์ที่โรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน ผู้รับหนังสือในวันแถลงข่าว
นายยิ่งชีพ ระบุอีกว่า การขอหมายเรียกเอกสารและพยานทั้งหมด มีเป้าหมายเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของโจทก์ในกระบวนการเลือก สว. มีที่มาที่ไปและมีหลักฐานรองรับมากน้อยเพียงใด รวมทั้งเพื่อยืนยันว่าข้อมูลที่นายยิ่งชีพนำเสนอต่อสาธารณะมีข้อเท็จจริงและหลักฐานจากทางราชการสนับสนุนหรือไม่
นายยิ่งชีพ ระบุว่า หากฝ่ายโจทก์เห็นว่าการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะสร้างภาระ เนื่องจากต้องเข้าร่วมกระบวนการสืบพยานและตรวจสอบเอกสารจากสำนวนการสอบสวนจำนวนมาก ฝ่ายโจทก์ก็มีทางเลือกที่จะถอนฟ้อง เพื่อไม่ให้เกิดภาระต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีต่อไป
นายยิ่งชีพ กล่าวถึงกรณีมีกลุ่ม สว. บางส่วนเข้าแจ้งความกล่าวโทษต่อกองบังคับการตำรวจสอบสวนกลางให้ดำเนินคดีกับตนว่า หลังได้อ่านเอกสารร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว รู้สึกว่าน่าขบขัน เนื่องจากหนังสือดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อผู้ร้องอย่างชัดเจน และไม่ปรากฏว่าบุคคลที่กล่าวอ้างได้รับความเสียหายอย่างไร
อีกทั้งข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับตนมีเพียง 3 บรรทัด และไม่ได้ระบุชัดเจนว่ากระทำความผิดตามกฎหมายมาตราใด มีเพียงการอ้างมาตรา 86 ซึ่งเป็นเรื่องผู้สนับสนุน แต่ไม่ได้ระบุว่าความผิดหลักคือความผิดฐานใด
นายยิ่งชีพ กล่าวว่า เมื่อตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดแล้ว ไม่พบว่าตนกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ผู้จัดทำหนังสือดังกล่าวยังไม่กล้าลงชื่อว่าเป็นใคร ขณะที่ส่วนท้ายของหนังสือยังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ซึ่งตนเช่าสถานที่จัดกิจกรรม โดยยืนยันว่าในบริเวณดังกล่าวไม่มีการกระทำความผิด เป็นเพียงการจัดกิจกรรมต่อสาธารณะ
หากมีเหตุการณ์เกี่ยวกับการทุจริตการเลือกสว.เกิดขึ้นที่โรงแรมดังกล่าว ก็เป็นเรื่องของบุคคลอื่นที่ไปตกลงกัน และไม่เกี่ยวข้องกับตน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยิ่งชีพ เปิดเกมสู้ ‘อนุทิน’ ฟ้องหมิ่น ลั่นมีหลักฐาน ท้ามาให้ปากคำด้วยตัวเอง 14 ธ.ค.
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th