โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขนมจีน (ยี่) ปุ่น หรือเมี่ยงข้าวปุ้น (ลาว) สำรับนี้ “ยี่ปุ่น” ตรงไหน!?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 05.17 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 05.11 น.
เครื่องเคราของ “ขนมจีนปุ่น” เหมือนเมี่ยงตามความเข้าใจของคนครัวไทยทั่วไป มีใบผักสดกรอบ ๆ มีขิงอ่อน กระเทียมดอง หมูต้ม กุ้งต้ม แตงกวา มะนาวหั่นชิ้นสี่เหลี่ยม เพิ่มความมันด้วยถั่วลิสงคั่ว และใช้น้ำพริกปรุงรสควบคุมรสชาติทั้งหมดของคำเมี่ยงนั้น ๆ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2562)

มีสูตรกับข้าว เครื่องว่าง สำรับหนึ่งในหนังสือ ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ของ ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ (พ.ศ. 2452) ที่ผมว่าน่าสนใจ ทั้งชื่อเรียก เครื่องเครา วิธีปรุง และที่ทางของการคลี่คลายสืบมาจนปัจจุบัน นั่นก็คือ “ขนมจีนปุ่น” (อย่างของสมเด็จพระพันพรรษา)

พิจารณาเครื่องปรุงและวิธีทำ มันเป็นเมี่ยงแบบหนึ่ง คือกินเป็นคำ ๆ แต่ละคำจะมีใบผักกาดขาว “ตัดกลมฤๅสี่เหลี่ยมก็ได้” รองเครื่องเมี่ยง ซึ่งก็มีเส้นขนมจีน “ตัดเปนท่อนสี่เหลี่ยมพอคำ” เนื้อหมูติดมันหั่นบางเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผัด “พอน้ำออกนิดหน่อย” กุ้งต้ม “ปอกเอาแต่เนื้อ ตัดเปนท่อนพอคำ” แตงกวาฝานผ่าสี่ ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ กระเทียมดองปอกเปลือก “กลีบเล็กใช้ทั้งกลีบ กลีบใหญ่ตัดเปนสอง” ถั่วลิสง “ขั้วเอาแต่เนื้อทั้งเมล็ด” ส้มซ่าหั่นชิ้นสี่เหลี่ยม เช่นเดียวกับขิงอ่อน ที่ก็หั่นแบบเดียวกัน

เครื่องเมี่ยงบนใบผักกาดขาวนี้ เมื่อจะกิน ก็จัดเป็นคำ ๆ แล้วราดด้วย “น้ำพริก” ซึ่งมีส่วนผสมคือถั่วเขียวเราะเปลือกคั่ว 2 ช้อนชา กุ้งต้มแกะเปลือก 4-5 ตัว โขลกเข้ากันจนละเอียด ผสม “น้ำพริกลาว” ปรุงรสด้วยน้ำเคย น้ำมะนาว น้ำตาล ให้เปรี้ยวเค็มหวานพอดีๆ

น้ำพริกลาวนั้น เท่าที่ลองค้นดูแล้ว น่าจะหมายถึงพริกแห้งหรือพริกสดเผา หอมเผา กระเทียมเผา เกลือ โขลกในครกให้เข้ากัน

มันเป็นวิธีกินแบบเมี่ยง ที่ครัวไทยคุ้นเคยกันดีนะครับ นึกถึงว่ารสข้นมัน หอมพริกเผาปรุงของน้ำพริกที่ราดนี้ คงตัดรสกันกับขิงอ่อน เนื้อหมู เนื้อกุ้ง และมีรสเปรี้ยวลึก ๆ ของกระเทียมดอง กลิ่นหอมเจือเปรี้ยวของผิวและเนื้อส้มซ่ามาประสมให้เคี้ยวกินกับผักกาดขาวสด ๆ กรอบ ๆ ชื่นใจนั้นได้อร่อยทีเดียว

แต่แปลกอยู่ที่ชื่อเรียก อย่างที่เกริ่นไว้แต่ต้นครับ ว่าอะไรแบบนี้จะมีความเป็น “ยี่ปุ่น” ตรงไหน

ท่านผู้หญิงเปลี่ยนมีความเห็นเรื่องนี้ไว้อย่างแหลมคม ดังที่ท่านเคยมีเสมอมาในการเขียนตำราของท่าน ว่า “ขนมจีนปุ่นนี้ ทีจะออกจากเข้าปุ้นลาว แต่ในปัตยุบันนี้ เรียกกลายเปนขนมจีนยี่ปุ่นไป จะเปนด้วยคราวนิยมสุริย์ยาตรกระมัง!”

คือเหมือนกับว่า แกล้งเรียกกันให้ดูเก๋ ๆ อิงกับความเชื่อเรื่องความศิวิไลซ์ในเวลานั้น ๆ ไปดื้อ ๆ แล้วพอต่อมา คนรุ่นหลังก็ลืม ๆ กันไปแล้วว่า เหตุที่เรียกนั้นมาจากอะไร ดังคำบอกเล่าถึง “เมี่ยงข้าวปุ้น” อาหารดั้งเดิมในตระกูลทัพพะรังสี โดย คุณอรวัลลิ์ โอสถานนท์ (ทัพพะรังสี) ในหนังสือ จานอร่อยจากปู่ย่า สูตรโบราณ 100 ปี (สำนักพิมพ์สารคดี, 2557) ว่า

“ตอนเด็ก ๆ แม่เรียกว่า ขนมจีนญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นไม่มี..ไม่เห็นจะเป็นญี่ปุ่นตรงไหนเลย เป็นเมี่ยงกินเป็นคำ ห่อกับผัก ใส่ขนมจีนด้วย มีกุ้งต้ม หมูต้ม หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า เครื่องเมี่ยงมีมะนาว ขิง หัวหอม พริกขี้หนู กระเทียมดอง น้ำเมี่ยงเป็นน้ำพริกเผาผสมกับน้ำส้มซ่า น้ำมะนาว ใส่กุ้งต้มกับถั่วลิสงตำรวมกับน้ำพริกเผา เคยเห็นในตำราเก่า ๆ เรียกว่า เมี่ยงข้าวปุ้น แต่แม่ก็เรียกว่าเมี่ยงญี่ปุ่นมาตั้งแต่เด็ก”

เส้นขนมจีน อันเป็นเครื่องประกอบหลักที่เป็นแป้งในสำรับนี้ คำอีสานเรียก “ข้าวปุ้น” เพื่อนคนอีสานของผมหลายคนบอกว่า คำลาวที่ว่า “ปุ้น” นั้น หมายถึงอาการที่ของเหลวผุดหรือไหลออกจากช่องหรือรูอย่างช้า ๆ พวกเขาเลยคิดว่าข้าวปุ้นจึงน่าจะเรียกตามลักษณะการบีบกดแป้งขนมจีนจากพิมพ์เจาะรูที่ก้นให้เป็นสายลงในกระทะน้ำเดือด ในช่วงขั้นตอนสุดท้ายของการทำเส้นนั่นเอง

สำรับนี้จึงอาจเคยมีชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับข้าวปุ้น เช่น เมี่ยงข้าวปุ้น ข้าวปุ้นยำ ขนมจีนข้าวปุ้น ฯลฯ แล้วพลอยถูกลากคำให้เลื่อนออกไป ตามความ “นิยมสุริย์ยาตร” จนเป็น “ขนมจีนยี่ปุ่น” ในที่สุด

ความญี่ปุ่นในเวลาร่วม 2 ศตวรรษก่อน น่าจะคือความสมัยใหม่ การบ่งบอกถึงคุณภาพ และรสนิยมวิไล ดังเช่นยำใหญ่ใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ของรัชกาลที่ 2 ก็ยัง “รสดีด้วยน้ำปลา ยี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ” นอกจากนี้ น้ำปลาญี่ปุ่น กระทั่งน้ำปลาจีน ก็ยังปรากฏตัวอยู่ในสูตรกับข้าวตำราแม่ครัวหัวป่าก์จำนวนไม่น้อย ในฐานะเครื่องเหยาะปรุงรสที่มีคุณภาพสูง

ขนมจีนยี่ปุ่น หรือ ขนมจีนปุ่น นี้ ยังคงมีชีวิตสืบมาถึงปัจจุบัน พอจะเห็นร่องรอยในสำรับที่รู้จักกันดี อย่าง “เมี่ยงขนมจีน” ที่เครื่องเมี่ยงยังมีขิงอ่อนเป็นหลัก เปลี่ยนจากส้มซ่าเป็นมะนาว เนื่องจากหาง่ายกว่า และน้ำจิ้มยักย้ายเป็นพริก เกลือ กระเทียม ตำบีบมะนาว คล้ายน้ำจิ้มอาหารทะเล หรือ “พริกเกลือ” ของคนภาคตะวันออก อาจใช้ผักกาดหอมแทนผักกาดขาว แต่ที่สำคัญคือยังมีเส้นขนมจีนอยู่เหมือนเดิม

ถ้าเราอยากลองทำสูตรดั้งเดิม โดยปรับให้น้อยที่สุด ก็สามารถทำตามขั้นตอนในหนังสือตำราแม่ครัวหัวป่าก์ได้เลย โดยถ้าไม่ปรุงน้ำพริกลาวเอง ก็อาจใช้น้ำพริกเผาแบบพื้นบ้าน แบบที่ตำเครื่องเผา มีขายตามตลาดชนบทบางแห่ง หรือแปลงใช้น้ำพริกส้มมะขามเปียก ไม่ก็น้ำพริกแดง น้ำพริกตาแดงแบบล้านนาก็ได้ เนื่องจากมีเครื่องปรุงเดียวกันนั่นเอง โดยเอามาผสมถั่วเราะคั่วและกุ้งต้มตำพอหยาบ ๆ ปรุงน้ำมะนาว น้ำตาล น้ำปลาให้ได้รสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวาน มีลักษณะไม่ข้นมากนัก

เอาช้อนตักราดบนใบผักกาดขาวสด ๆ ที่เรียงเส้นขนมจีน หมูชิ้น กุ้งหั่น กระเทียมดอง แตงกวา ขิงอ่อน มะนาว เมล็ดถั่วลิสงคั่ว และใบผักชีไว้แต่พองาม

จากนั้น ก็ขอเชิญลิ้มชิมรสอดีตชาติสองศตวรรษนั้นกันได้เลยครับ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : เนื้อหานี้คัดส่วนหนึ่งจาก“ขนมจีน (ยี่) ปุ่น หรือเมี่ยงข้าวปุ้น” เขียนโดย กฤช เหลือลมัย ในศิลปวัฒนธรรมฉบับ เมษายน 2562 [เว้นวรรคคำ ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 กรกฎาคม 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ขนมจีน (ยี่) ปุ่น หรือเมี่ยงข้าวปุ้น (ลาว) สำรับนี้ “ยี่ปุ่น” ตรงไหน!?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...