โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปัตตานี มีประวัติศาสตร์ต่างจาก 'แห่งชาติ' ของไทย โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 03 ก.ค. 2566 เวลา 12.06 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2566 เวลา 12.06 น.

ปัตตานี มีประวัติศาสตร์ต่างจาก ‘แห่งชาติ’ ของไทย โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

เมืองปัตตานีในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย โดยสรุปมีดังนี้

  • ถิ่นกำเนิดคนไทยอยู่อัลไต-น่านเจ้า ในเมืองจีน ต่อมาถูกจีนรุกราน
  • คนไทยหนีการรุกรานลงมาอยู่ดินแดนของขอม (เขมร) และมอญ ต่อมา “ปลดแอก” จากขอม แล้วสถาปนาสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของคนเชื้อชาติไทยสายเลือดบริสุทธิ์
  • พ่อขุนรามคำแหงแผ่อำนาจกรุงสุโขทัยลงทางใต้ถึงเมืองปัตตานีและตลอดแหลมมลายู

กองทัพใช้งานประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยสำนวนนี้ ปลุกระดมความรักชาติ แต่เป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่รักษาไม่หายถึงปัจจุบัน เพราะใช้ประวัติศาสตร์ข่มเหงเบียดเบียนชาวมลายูปัตตานี

สาหัสยิ่งกว่านั้น ประวัติศาสตร์สำนวนนี้ใช้ “ข้อมูลเท็จ” ทุกวันนี้พบหลักฐานวิชาการว่าทั้งหมดเป็นเรื่องไม่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อขุนรามคำแหงมีอำนาจแค่เมืองนครสวรรค์ ไม่เคยมีอำนาจเหนือปัตตานี แต่ “แต่ง” ขึ้นเองเหมือนนิยายว่าพ่อขุนฯ เป็นเจ้าของดินแดนปัตตานีเพื่อผลทางการเมืองชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” และกองทัพไม่เลิกใช้งาน

สมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นอดีตนายทหารที่เคยทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง (เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม 2566) สรุปความตอนหนึ่งว่า

“ผมเสนอให้มีการสังคายนาประวัติศาสตร์ปัตตานี—-ไม่ใช่ว่าใครอยากศึกษาประวัติศาสตร์ปัตตานีต้องไปแอบหาหนังสืออ่าน ก็ควรให้มานั่งพูดคุยกัน โดยมีผู้รู้ นักวิชาการต่างๆ ให้มีความหลากหลาย มองประวัติศาสตร์ปัตตานี แล้วสรุปให้มีเรื่องเดียว มีฉบับเดียว ไม่ใช่มีหลายฉบับแล้วเอาประวัติศาสตร์ไปบิดเบือน ไปปลุกระดม บอกว่าปาตานี ผมไม่เคยเห็น ไม่มี ประเทศไทยไม่เคยมีปาตานี มีแต่จังหวัดปัตตานี

“ประเทศไทยอาจมีประวัติศาสตร์หลายฉบับก็ได้ ประวัติศาสตร์ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประวัติศาสตร์ของภาคเหนือล้านนา ประเทศหนึ่งมีหลายประวัติศาสตร์ได้ แต่จะยอมรับกันได้ไหม

ต้องถามกองทัพจะรับกันได้ไหม? ถ้าหลักฐานวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดียืนยันว่าเมืองปัตตานีเก่าแก่กว่าเมืองสุโขทัย, คนมลายูมีก่อนคนไทย, และคนไทยสายหนึ่งมีบรรพชนเป็นคนมลายูตั้งแต่สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา

ปาตานี หรือปตานี เป็นสำเนียงภาษามลายูที่แตกต่างกันได้ แล้วไทยสรุปรวบยอดเรียกปัตตานี เรื่องนี้ รัตติยา สาและ (อดีตอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา) เคยเขียนอธิบายเรื่องชื่อ “ปตานี” ดังนี้

เมืองปัตตานีเท่าที่ปรากฏในบันทึก หรือตำนานของต่างชาติ มีการกล่าวถึงด้วยนามต่างๆ กัน ตามแต่สำเนียงการออกเสียงของผู้ที่เป็นเจ้าของผลงานนั้นๆ เช่น

ชาวมลายูออกเสียงเป็น “ปตานี”
ชาวอาหรับออกเสียงเป็น “Fathoni” (ฟาฏอนี)
ชาวสยามออกเสียง “ปัตตานี” หรือ “ตานี”
ชาวอินเดียออกเสียง “Patanam” หรือ “Patane”
ส่วนบันทึกของชาวตะวันตกเขียนเป็น “Patani”, “Patania”, “Patana”, “Patanij”, “Patany”, “Pattania”, “Pathanani”, “Pathane” และอื่นๆ

สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของภาษามลายูถิ่นปตานี จะออกเสียงเหมือนกันทุกคนว่า “ปตานิง” “(/Pataning/)”

[จากหนังสือ รัฐปัตตานีใน “ศรีวิชัย” เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547]

ประวัติศาสตร์ปัตตานีมีนักวิชาการค้นคว้ารวบรวมไว้นับไม่ถ้วน (กองท่วมหัว) แต่เนื้อหาไม่ตรงจริตที่กองทัพต้องการ กองทัพต้องการแบบประวัติศาสตร์แห่งชาติที่พ่อขุนฯ แผ่อำนาจเหนือปัตตานีทั่วมลายู เมื่อพบประวัติศาสตร์ปัตตานีที่คิดต่างเลยกล่าวหาว่าบิดเบือน เพราะไม่เหมือนที่กองทัพต้องการ

เพื่อย้ำว่าประวัติศาสตร์คิดต่างกันได้ แต่หลักฐานต้องตรงกันโดยไม่สถาปนา “ข้อมูลเท็จ” (เหมือนกรณีชื่อเมืองร้อยเอ็ด) จะขอคัดข้อความที่เคยเขียนไว้เมื่อ 19 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2547 มาดังต่อไปนี้

“เขาเป็นคนมลายู” แต่เราหลอกว่า “เขาเป็นคนไทย”

“การแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ คิดอย่างไรก็ไม่ออก เพราะเราหลอกเขาว่าเขาเป็นคนไทย ซึ่งที่จริงเขาเป็นคนมลายู ตัวที่เป็นปัญหาก็คือ การหลอกว่าตัวเขาเองเป็นคนไทย”

ข้อความที่ยกมาเป็นตอนหนึ่งในคำปราศรัยของนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2519 หลังเหตุการณ์ประท้วงที่จังหวัดปัตตานี ที่ยืดเยื้อเป็นแรมเดือนตั้งแต่ปลายปี 2518 ถึงต้นปี 2519) อาจารย์รัตติยา สาและ แห่งมหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา คัดข้อความนี้พิมพ์ไว้ในหนังสือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกฯ (สกว. พิมพ์เป็นเล่มเมื่อ พ.ศ. 2544) แล้วมีข้อความต่อไปอีกว่า

“อย่าบังคับให้เขาเป็นคนไทย—ส่งเสริมให้เขาเป็นตัวของเขา รักษาเอกลักษณ์ (Identity) ชนมลายูไว้ แต่ไม่ใช่ให้สิทธิเหนือคนที่นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดนี้—ที่เราดำเนินงานผ่านมาเริ่มต้นก็ผิดแล้ว คือบอกว่า ‘แขกเป็นไทย’ การให้เขาพูดภาษาไทยจึงยากมาก”

กรณีบังคับให้ “แขกเป็นไทย” ก่อให้เกิดปัญหาบาดหมางลึกๆ ทางสังคมและวัฒนธรรมสืบเนื่องยาวนานนับศตวรรษ ดังที่อาจารย์รัตติยา สาและ กรุณาอธิบายอย่างละเอียดอ่อนไว้ในงานวิจัยชิ้นเยี่ยม ดังนี้

ประเทศไทย (รัฐบาลกลาง) ใช้อำนาจปกครองจังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาสอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2445 ขณะที่ยังเป็นประเทศสยามและสามจังหวัดดังกล่าวอยู่ในฐานะเป็น “บริเวณเจ็ดหัวเมือง” ซึ่งไม่มีทายาทเจ้าเมืองมลายูมุสลิมเป็นเจ้าเมือง (ราฌา) อีกต่อไป ผู้คนที่นี่จึงต้องเป็น “คนสยามเชื้อสายมลายู” โดยปริยาย

เมื่อประเทศสยามเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย คนสยามกลุ่มนี้ถูกกำหนดให้เป็นคนไทยเต็มตัว คือเป็นคนสัญชาติไทยและเชื้อชาติไทย นับถือศาสนาอิสลาม และเรียกสั้นๆ ว่า “ไทยมุสลิม”

ในขณะที่เจ้าของนามเรียกตนเองว่า “ออแฤ นนายู” (ออแฤ มลายู = คนมลายู) ซึ่งหมายถึงเป็นผู้สืบเชื้อสายมลายู/เชื้อชาติมลายู และนับถือศาสนาอิสลาม ใช้วิถีชีวิตอย่างมลายูอิสลาม และปฏิเสธความเป็น “คนสยาม” (ออแฤ สีแย) หรือ “คนไทย” ตามที่เข้าใจว่าเป็นคน “ที่นับถือศาสนาพุทธ” คนเหล่านี้เคยรังเกียจ “ภาษาไทย” เพราะถือว่าเป็นภาษาแห่งพุทธศาสนา จึงไม่นิยมเรียนภาษาไทย เพราะกลัวจะกลายเป็นคนพุทธ

ความเข้าใจว่า “สยาม” หรือ “ไทย” หมายถึง “พุทธศาสนา” ยังผูกขาดอยู่ในความคิดของคนรุ่นเก่า (แก่) อีกหลายคนที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

การให้ความหมายคำว่า “ไทย” หรือ “สยาม” และ “มลายู” ต่างกันนี้ ถือได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนทั้งสองฝ่าย (ไทยพุทธ และมุสลิมไทย) ผิดใจกัน และเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง (ไทยพุทธ) บางฝ่าย ในการที่จะเปลี่ยนแปลงให้คนมุสลิมเป็น “คนไทย” ตามความหมายของรัฐบาลไทยในอดีตได้

รัฐบาลไทยเริ่มเรียกมุสลิม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าเป็น “คนไทย” อย่างจริงจังเมื่อสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทันทีที่เรียกเขาว่าเป็น “คนไทย” รัฐบาลไทยก็เริ่มนโยบาย “ผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม” เพื่อให้มุสลิมเหล่านั้นได้เป็นคนไทยดั่งที่ต้องการ เช่น ยกเลิกการศึกษาภาษามลายูในโรงเรียนประถม ห้ามหนังสือมลายูเข้ามาในประเทศไทย ฯลฯ

“เขาเป็นคนมลายู”แต่เราหลอกว่า “เขาเป็นคนไทย” แล้วเบียดเบียนบังคับเขาอย่างนั้นสมควรแล้วหรือ?

(สยามประเทศไทย มติชนฉบับวันศุกร์ที่ 26 มีนาคม 2547)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...