ปัตตานี มีประวัติศาสตร์ต่างจาก 'แห่งชาติ' ของไทย โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
ปัตตานี มีประวัติศาสตร์ต่างจาก ‘แห่งชาติ’ ของไทย โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
เมืองปัตตานีในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย โดยสรุปมีดังนี้
- ถิ่นกำเนิดคนไทยอยู่อัลไต-น่านเจ้า ในเมืองจีน ต่อมาถูกจีนรุกราน
- คนไทยหนีการรุกรานลงมาอยู่ดินแดนของขอม (เขมร) และมอญ ต่อมา “ปลดแอก” จากขอม แล้วสถาปนาสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของคนเชื้อชาติไทยสายเลือดบริสุทธิ์
- พ่อขุนรามคำแหงแผ่อำนาจกรุงสุโขทัยลงทางใต้ถึงเมืองปัตตานีและตลอดแหลมมลายู
กองทัพใช้งานประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยสำนวนนี้ ปลุกระดมความรักชาติ แต่เป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่รักษาไม่หายถึงปัจจุบัน เพราะใช้ประวัติศาสตร์ข่มเหงเบียดเบียนชาวมลายูปัตตานี
สาหัสยิ่งกว่านั้น ประวัติศาสตร์สำนวนนี้ใช้ “ข้อมูลเท็จ” ทุกวันนี้พบหลักฐานวิชาการว่าทั้งหมดเป็นเรื่องไม่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อขุนรามคำแหงมีอำนาจแค่เมืองนครสวรรค์ ไม่เคยมีอำนาจเหนือปัตตานี แต่ “แต่ง” ขึ้นเองเหมือนนิยายว่าพ่อขุนฯ เป็นเจ้าของดินแดนปัตตานีเพื่อผลทางการเมืองชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” และกองทัพไม่เลิกใช้งาน
สมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นอดีตนายทหารที่เคยทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง (เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม 2566) สรุปความตอนหนึ่งว่า
“ผมเสนอให้มีการสังคายนาประวัติศาสตร์ปัตตานี—-ไม่ใช่ว่าใครอยากศึกษาประวัติศาสตร์ปัตตานีต้องไปแอบหาหนังสืออ่าน ก็ควรให้มานั่งพูดคุยกัน โดยมีผู้รู้ นักวิชาการต่างๆ ให้มีความหลากหลาย มองประวัติศาสตร์ปัตตานี แล้วสรุปให้มีเรื่องเดียว มีฉบับเดียว ไม่ใช่มีหลายฉบับแล้วเอาประวัติศาสตร์ไปบิดเบือน ไปปลุกระดม บอกว่าปาตานี ผมไม่เคยเห็น ไม่มี ประเทศไทยไม่เคยมีปาตานี มีแต่จังหวัดปัตตานี”
“ประเทศไทยอาจมีประวัติศาสตร์หลายฉบับก็ได้ ประวัติศาสตร์ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประวัติศาสตร์ของภาคเหนือล้านนา ประเทศหนึ่งมีหลายประวัติศาสตร์ได้ แต่จะยอมรับกันได้ไหม”
ต้องถามกองทัพจะรับกันได้ไหม? ถ้าหลักฐานวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดียืนยันว่าเมืองปัตตานีเก่าแก่กว่าเมืองสุโขทัย, คนมลายูมีก่อนคนไทย, และคนไทยสายหนึ่งมีบรรพชนเป็นคนมลายูตั้งแต่สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา
ปาตานี หรือปตานี เป็นสำเนียงภาษามลายูที่แตกต่างกันได้ แล้วไทยสรุปรวบยอดเรียกปัตตานี เรื่องนี้ รัตติยา สาและ (อดีตอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา) เคยเขียนอธิบายเรื่องชื่อ “ปตานี” ดังนี้
เมืองปัตตานีเท่าที่ปรากฏในบันทึก หรือตำนานของต่างชาติ มีการกล่าวถึงด้วยนามต่างๆ กัน ตามแต่สำเนียงการออกเสียงของผู้ที่เป็นเจ้าของผลงานนั้นๆ เช่น
ชาวมลายูออกเสียงเป็น “ปตานี”
ชาวอาหรับออกเสียงเป็น “Fathoni” (ฟาฏอนี)
ชาวสยามออกเสียง “ปัตตานี” หรือ “ตานี”
ชาวอินเดียออกเสียง “Patanam” หรือ “Patane”
ส่วนบันทึกของชาวตะวันตกเขียนเป็น “Patani”, “Patania”, “Patana”, “Patanij”, “Patany”, “Pattania”, “Pathanani”, “Pathane” และอื่นๆ
สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของภาษามลายูถิ่นปตานี จะออกเสียงเหมือนกันทุกคนว่า “ปตานิง” “(/Pataning/)”
[จากหนังสือ รัฐปัตตานีใน “ศรีวิชัย” เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547]
ประวัติศาสตร์ปัตตานีมีนักวิชาการค้นคว้ารวบรวมไว้นับไม่ถ้วน (กองท่วมหัว) แต่เนื้อหาไม่ตรงจริตที่กองทัพต้องการ กองทัพต้องการแบบประวัติศาสตร์แห่งชาติที่พ่อขุนฯ แผ่อำนาจเหนือปัตตานีทั่วมลายู เมื่อพบประวัติศาสตร์ปัตตานีที่คิดต่างเลยกล่าวหาว่าบิดเบือน เพราะไม่เหมือนที่กองทัพต้องการ
เพื่อย้ำว่าประวัติศาสตร์คิดต่างกันได้ แต่หลักฐานต้องตรงกันโดยไม่สถาปนา “ข้อมูลเท็จ” (เหมือนกรณีชื่อเมืองร้อยเอ็ด) จะขอคัดข้อความที่เคยเขียนไว้เมื่อ 19 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2547 มาดังต่อไปนี้
“เขาเป็นคนมลายู” แต่เราหลอกว่า “เขาเป็นคนไทย”
“การแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ คิดอย่างไรก็ไม่ออก เพราะเราหลอกเขาว่าเขาเป็นคนไทย ซึ่งที่จริงเขาเป็นคนมลายู ตัวที่เป็นปัญหาก็คือ การหลอกว่าตัวเขาเองเป็นคนไทย”
ข้อความที่ยกมาเป็นตอนหนึ่งในคำปราศรัยของนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2519 หลังเหตุการณ์ประท้วงที่จังหวัดปัตตานี ที่ยืดเยื้อเป็นแรมเดือนตั้งแต่ปลายปี 2518 ถึงต้นปี 2519) อาจารย์รัตติยา สาและ แห่งมหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา คัดข้อความนี้พิมพ์ไว้ในหนังสือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกฯ (สกว. พิมพ์เป็นเล่มเมื่อ พ.ศ. 2544) แล้วมีข้อความต่อไปอีกว่า
“อย่าบังคับให้เขาเป็นคนไทย—ส่งเสริมให้เขาเป็นตัวของเขา รักษาเอกลักษณ์ (Identity) ชนมลายูไว้ แต่ไม่ใช่ให้สิทธิเหนือคนที่นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดนี้—ที่เราดำเนินงานผ่านมาเริ่มต้นก็ผิดแล้ว คือบอกว่า ‘แขกเป็นไทย’ การให้เขาพูดภาษาไทยจึงยากมาก”
กรณีบังคับให้ “แขกเป็นไทย” ก่อให้เกิดปัญหาบาดหมางลึกๆ ทางสังคมและวัฒนธรรมสืบเนื่องยาวนานนับศตวรรษ ดังที่อาจารย์รัตติยา สาและ กรุณาอธิบายอย่างละเอียดอ่อนไว้ในงานวิจัยชิ้นเยี่ยม ดังนี้
ประเทศไทย (รัฐบาลกลาง) ใช้อำนาจปกครองจังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาสอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2445 ขณะที่ยังเป็นประเทศสยามและสามจังหวัดดังกล่าวอยู่ในฐานะเป็น “บริเวณเจ็ดหัวเมือง” ซึ่งไม่มีทายาทเจ้าเมืองมลายูมุสลิมเป็นเจ้าเมือง (ราฌา) อีกต่อไป ผู้คนที่นี่จึงต้องเป็น “คนสยามเชื้อสายมลายู” โดยปริยาย
เมื่อประเทศสยามเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย คนสยามกลุ่มนี้ถูกกำหนดให้เป็นคนไทยเต็มตัว คือเป็นคนสัญชาติไทยและเชื้อชาติไทย นับถือศาสนาอิสลาม และเรียกสั้นๆ ว่า “ไทยมุสลิม”
ในขณะที่เจ้าของนามเรียกตนเองว่า “ออแฤ นนายู” (ออแฤ มลายู = คนมลายู) ซึ่งหมายถึงเป็นผู้สืบเชื้อสายมลายู/เชื้อชาติมลายู และนับถือศาสนาอิสลาม ใช้วิถีชีวิตอย่างมลายูอิสลาม และปฏิเสธความเป็น “คนสยาม” (ออแฤ สีแย) หรือ “คนไทย” ตามที่เข้าใจว่าเป็นคน “ที่นับถือศาสนาพุทธ” คนเหล่านี้เคยรังเกียจ “ภาษาไทย” เพราะถือว่าเป็นภาษาแห่งพุทธศาสนา จึงไม่นิยมเรียนภาษาไทย เพราะกลัวจะกลายเป็นคนพุทธ
ความเข้าใจว่า “สยาม” หรือ “ไทย” หมายถึง “พุทธศาสนา” ยังผูกขาดอยู่ในความคิดของคนรุ่นเก่า (แก่) อีกหลายคนที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
การให้ความหมายคำว่า “ไทย” หรือ “สยาม” และ “มลายู” ต่างกันนี้ ถือได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนทั้งสองฝ่าย (ไทยพุทธ และมุสลิมไทย) ผิดใจกัน และเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง (ไทยพุทธ) บางฝ่าย ในการที่จะเปลี่ยนแปลงให้คนมุสลิมเป็น “คนไทย” ตามความหมายของรัฐบาลไทยในอดีตได้
รัฐบาลไทยเริ่มเรียกมุสลิม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าเป็น “คนไทย” อย่างจริงจังเมื่อสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทันทีที่เรียกเขาว่าเป็น “คนไทย” รัฐบาลไทยก็เริ่มนโยบาย “ผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม” เพื่อให้มุสลิมเหล่านั้นได้เป็นคนไทยดั่งที่ต้องการ เช่น ยกเลิกการศึกษาภาษามลายูในโรงเรียนประถม ห้ามหนังสือมลายูเข้ามาในประเทศไทย ฯลฯ
“เขาเป็นคนมลายู”แต่เราหลอกว่า “เขาเป็นคนไทย” แล้วเบียดเบียนบังคับเขาอย่างนั้นสมควรแล้วหรือ?
(สยามประเทศไทย มติชนฉบับวันศุกร์ที่ 26 มีนาคม 2547)