โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ปลาเค็มบ้านหลวง” สระบุรี ผลิตภัณฑ์แปรรูปสร้างรายได้เสริม พัฒนายอดขายจาก 10 เป็น 100 กิโลกรัม ต่อวัน

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 14 ก.ย 2565 เวลา 09.52 น. • เผยแพร่ 15 ก.ย 2565 เวลา 21.21 น.

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษตำบลบ้านหลวง อีกหนึ่งวิสาหกิจชุมชนตัวอย่าง ที่ไม่รอให้ใครลิขิตชีวิต แต่พวกเขาเหล่านี้ขอลิขิตชีวิตตัวเอง ด้วยการไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนา จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกผักต่อยอดแปรรูปปลาเค็มขายสร้างรายได้เพิ่มอีกช่องทางหนึ่ง

คุณประยุทธ ผดุงไพร ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษตำบลบ้านหลวง อยู่ที่ 46 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านหลวง อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี หัวเรือสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาให้วิสาหกิจชุมชนก้าวมาได้ไกลและมั่นคง ด้วยความคิดที่ไม่หยุดนิ่ง พยายามหารายได้เข้ามาเสริมให้กับสมาชิกกว่า 60 คน ให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างมั่นคงอยู่เสมอ

คุณประยุทธ เล่าว่า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษตำบลบ้านหลวง ได้จัดตั้งเมื่อ พ.ศ. 2553 เริ่มจากการปลูกกระเจี๊ยบเขียวเพื่อการส่งออกเป็นรายแรก และประสบความสำเร็จ จากนั้นจึงมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมกลุ่มปลูกกระเจี๊ยบเขียวเพิ่มขึ้น ต่อมาเริ่มมีการพัฒนาปลูกผักชนิดอื่นๆ เพื่อส่งขายในตลาดท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ทั้งบวบเหลี่ยม บวบงู มะระจีน มะเขือยาว มะเขือเปราะ พริก ฟักทอง และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ถึงแม้ทางกลุ่มจะประสบความสำเร็จกับพืชผักที่ปลูกแล้ว ก็ยังไม่หยุดที่จะต่อยอดรายได้ ด้วยแนวคิดที่ว่า ในเมื่อแปลงผักของทุกคนจะต้องขุดบ่อน้ำไว้รดผักกันอยู่แล้ว จึงมีไอเดียหาปลามาปล่อยให้กับสมาชิกกลุ่มเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม อาจจะขายปลาสด หรือใครสะดวกนำไปทำอย่างอื่นก็ได้ จนกระทั่งเมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมา ทางกลุ่มเกิดความคิดที่จะแปรรูปปลาเค็มเพิ่ม จึงมีการรับซื้อปลาจากกลุ่มสมาชิกเพื่อนำมาแปรรูปทำปลาเค็ม ปลาทอด ปลาย่างรมควัน แล้วนำไปขายพร้อมกับผัก

**“ปลาเค็มบ้านหลวง” สูตรโบราณ

สร้างยอดขายหลักแสนต่อเดือน**

เจ้าของบอกว่า ผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างแรกของกลุ่มคือ ปลาย่างรมควัน คือการนำเฉพาะปลากระดี่มาย่างแล้วนำไปรมควัน จากนั้นนำไปปั่นทำปลาป่น ซึ่งตอนทำครั้งแรกๆ ก็ใช้วิธีการตำ แต่เมื่อทำไปแล้วผลตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องใช้วิธีการปั่นแทน แต่ปลาย่างรมควันจะมีฤดูกาลทำ ไม่ได้ทำตลอดทั้งปี จึงคิดพลิกแพลงที่จะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นของสมาชิกเห็นต้องกันว่าน่าจะทำเป็นปลาเค็ม เพราะทำง่าย มีวัตถุดิบหลักคือปลาที่เลี้ยงไว้อยู่แล้ว ตลาดก็หาง่ายขายได้ทุกวัน โดยปลาที่แบ่งให้กลุ่มสมาชิกเลี้ยงมีทั้งปลานิล ปลากระดี่ ปลาสลิด และปลาช่อน ปลาเหล่านี้จะนำมาแปรรูปเป็นปลาเค็มทั้งหมด

จุดเด่นของปลาเค็มบ้านหลวง…มีเอกลักษณ์ตรงที่รสชาติจะไม่เค็มเกินไป เพราะใช้วิธีการทำแบบโบราณ ไม่ใส่สี ไม่แต่งกลิ่นด้วยผงปรุงรสต่างๆ แต่จะนำภูมิปัญญาชาวบ้านของคนรุ่นปู่ย่ามาใช้ คือใช้เกลือเม็ดในการหมักอย่างเดียวให้เข้าเนื้อ

ขั้นตอนการแปรรูปปลาเค็ม

  • รับปลามาจากสมาชิกกลุ่ม ราคากิโลกรัมละ 20-30 บาท หรือถ้าบางวันปลาไม่ทำขายก็จะสั่งจากกลุ่มผู้เลี้ยงปลาจังหวัดสุพรรณบุรีมา
  • ลักษณะปลาที่ใช้ทำจะมีขนาดตัวไม่ใหญ่มาก ถ้าเป็นปลาช่อนน้ำหนักตัวประมาณ 3-4 ขีด ต่อตัว ส่วนปลานิลและปลาสลิดน้ำหนักจะเท่าๆ กัน อยู่ที่ไซต์ 7 ตัว ต่อกิโลกรัม
  • เมื่อได้ปลาตามมาตรฐานที่ต้องการแล้ว จะไปจ้างให้มืออาชีพตัดหัว ขอดเกล็ด ค่าจ้างกิโลกรัมละ 5 บาท
  • เมื่อตัดหัว ขอดเกล็ดเสร็จแล้ว นำมาล้างน้ำให้สะอาด
  • จากนั้นนำเกลือมาหมักแบบโบราณ โดยเกลือที่ใช้เป็นเกลือเม็ด ซึ่งสูตรนี้ไม่เคยบอกใครมาก่อน เพราะเคล็ดลับการทำปลาเค็มให้อร่อยอยู่ที่เกลือนี่แหละ เพราะเกลือเม็ดจะทำให้รสชาติปลาเค็มออกมาไม่เค็มจนเกินไป แต่จะทำให้ออกรสหวานด้วย
  • นำเกลือเม็ดใส่ในน้ำแข็งแล้วนำมาลงไปหมักทิ้งไว้ครึ่งคืน
  • จากนั้นนำขึ้นมาล้างทำความสะอาดอีกครั้ง แล้วนำไปแช่น้ำแข็งเตรียมขายรุ่งเช้า โดยปลาของที่นี่จะไม่มีการนำไปตากแดดเพราะการตากแดดจะทำให้ปลามีกลิ่น ที่นี่จะทำขายแบบสดๆ ใหม่ๆ เท่านั้น

รสชาติที่ได้ก็ออกเค็มนิดๆ สีของเนื้อปลาที่ทอดออกมาเหลืองสวย ขายคู่กับน้ำจิ้มสูตรเด็ดที่ไม่เหมือนใคร จนกลายเป็นสินค้าที่สร้างยอดขายให้กับทางกลุ่มได้ดีชนิดที่คาดไม่ถึง สร้างรายได้ต่อเดือนหลักแสนกว่าบาท

**เริ่มต้นการตลาดอย่างฉลาด

สร้างยอดขายจาก 10 สู่ 100 กิโลกรัม ต่อวัน**

คุณประยุทธ บอกว่า การจะประกอบอาชีพอะไรก็แล้วแต่ การตลาดคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีตลาดก็ต้องหาตลาดให้เป็น ไม่มีใครเก่งมาอยู่แล้ว ยกตัวอย่างตนเองเป็นแบบอย่าง คือต้องไปขายผักอยู่แล้วก็เอาปลาเค็มไปทอดขายด้วย ขายลุยไปเรื่อยๆ จนรู้แล้วว่าลูกค้าต้องการอะไรก็เจาะจงเลยว่าวันนี้ที่นี่จะขายอะไร

“ที่ผมไปขายใหม่ๆ ทีแรกเริ่มขายจากน้อยๆ วันละ 10 กิโลกรัม เพราะยังไม่มีความรู้อะไรเลย ทั้งการทอดและการขายต้องขายยังไงให้คนสนใจ พกเพียงเตาแก๊สปิคนิคไป 1 ถัง ลูกค้าเห็นถามว่าจะมาขายปลาเค็มหรือมาเล่นขายของเพราะมันดูไม่จริงจัง เขาก็เกิดความไม่มั่นใจที่จะซื้อ แต่พอขายไปเริ่มสะสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้มองทุกอย่างขาดหมดแล้วว่าต้องทำอย่างไรให้ลูกค้าติดใจ ซึ่งหัวใจสำคัญก็ไม่มีอะไรมากนอกจากรสชาติของปลาที่เค็มกำลังพอดี ราคาขายก็ไม่แพง ทุกคนสามารถจับต้องได้ เพียงเคล็ดลับแค่นี้ก็สามารถเพิ่มยอดขายขึ้นมาได้ จนมีการคิดต่อยอดเพิ่มขึ้นอีกขั้น ด้วยการขายปลาเค็มแบบครบวงจร ปลานิลเค็มตัวละ 15 บาท ปลาสลิด 25 บาท ขายคู่กับข้าวเหนียวห่อละ 5 บาท แถมน้ำจิ้มสูตรพิเศษฟรี มีเงินหลักสิบก็อิ่มท้องได้ ซึ่งใครจะไปเชื่อว่าจากยอดขายวันละ 10 กิโลกรัม ขึ้นมาเป็นวันละ 100 กิโลกรัม แค่เฉพาะปลานิล ยังไม่รวมปลาช่อน และปลาสลิด ที่มีออเดอร์จากญาติที่อยู่ต่างประเทศสั่งไปขายอีกครั้งละประมาณ 100 กิโลกรัม ภายในเวลาไม่กี่เดือน” คุณประยุทธ กล่าวถึงเส้นทางการทำตลาดปลาเค็ม

ตลาดปลาเค็ม ขายที่ไหนบ้าง

คุณประยุทธ บอกว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้น ขายตามโรงพยาบาลในตัวเมืองสระบุรีทุกวันอังคาร ศุกร์ และเสาร์ หรือถ้าในกรุงเทพฯ ตามศูนย์ราชการ ห้างสรรพสินค้ามีงานออกบู๊ธถ้ามีเวลาว่างก็จะขับรถขึ้นมาขายด้วย โดยยอดขายเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 100 กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นวันศุกร์สิ้นเดือนจะขายได้มากหน่อย บางครั้งยอดทะลุไปถึง 200 กิโลกรัมก็บ่อย ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้แบบม้ามืด เพราะปลาสามารถขายได้ทั้งสด ทอด ราคาก็แตกต่างกันไป อย่างการขายสดชั่งเป็นกิโลแล้วคำนวณราคาคิดกำไรเพิ่มไม่มาก 5-10 บาท เอาพอเราอยู่ได้ ลูกค้าอยู่ได้ ด้วยแนวคิดที่ไม่อยากให้มาซื้อแค่ทีเดียวแล้วหายไปเลย แต่อยากให้ลูกค้ากลับมาซื้อทุกครั้งที่เรามาตั้งแผงขาย

รายได้…ถึงหลักแสนกว่าบาทต่อเดือน เป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้แบบเงียบๆ และหลายคนมองข้าม ขายปลาตัวละ 10-20 บาท จะได้สักเท่าไร ก็อยากจะบอกว่าได้เป็นแสนต่อเดือนนะ ผ่อนรถหมดไปคันนึง กำลังจะซื้อที่เพิ่มความมั่นคงของครอบครัว ก็มีมากขึ้นจากเงินขายปลาเค็มนี่แหละ

ฝากถึงเกษตรกรทั้งรุ่นเก่าและใหม่

“อย่างแรกคืออยากให้มองตลาดนำการผลิต จะทำอะไรก็ช่างควรจะมองตลาดก่อนว่าตลาดเราอยู่ตรงไหน กลุ่มเป้าหมายคือใคร แล้วตลาดเราชัดเจนหรือไม่ อย่างเช่นที่กลุ่มจะมีใครสั่งผักจากเราคุณต้องมา คุยออเดอร์กันก่อนว่าคุณรับได้ไหม เราซื้อขายราคาประกัน อย่าผลิตก่อนแล้วค่อยหาตลาด เราต้องเอาตลาดนำการผลิต เพราะถ้าไม่มองตลาดแบบนี้ตายหมด จะผลิตอย่างเดียวก็ตาย ปลูกผักก็ต้องปลูกแบบหลายๆ อย่าง ดูตลาดในชุมชนว่าเขาชอบกินอะไรก็ปลูกอันนั้นเยอะหน่อย เริ่มขายตลาดในชุมชนให้อยู่ตัวและมีความมั่นคงก่อน ผมจึงอยากให้เกษตรกรทั่วไปมองตลาดให้ดี และคิดให้ดีว่าพืชผักทุกชนิดสินค้าทุกตัวมีวันที่ราคาจะตก ถ้าปลูกอย่างเดียวหรือทำอย่างเดียวเราก็ตกม้าตายได้ง่ายๆ แต่ถ้าปลูกหลายอย่างถ้าอันไหนราคาตกก็จะมีผักบางชนิดที่ราคาสูงขึ้นมาบ้าง อย่างตอนนี้ผมปลูกกล้วยหอมด้วย ตอนนี้ราคากล้วยหอมแพง ผมขายได้หวีละ 100 บาท ผมสบายเลย” คุณประยุทธ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 084-096-9952

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ.2563

สำหรับแฟนๆ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน หากต้องการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านรายปักษ์ ส่งตรงถึงบ้าน รวดเร็วทันใจอ่านได้ในทุกๆ 15 วัน สามารถสมัครสมาชิกได้ที่ คลิกลิ้ง https://shorturl.asia/0zJwQ - Line: @matichonbook หรือ สำนักพิมพ์มติชน เลขที่ 12 ถนนเทศบาลนฤมาล หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 ติดต่อฝ่ายขาย 02-589-0020 ต่อ 3354

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...