โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เมื่อยุโรปเข้าสู่ยุคกลาง คริสตจักรทวีอำนาจ และการผงาดของ "เผ่าแฟรงก์"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 21 ต.ค. 2566 เวลา 08.33 น. • เผยแพร่ 19 ต.ค. 2566 เวลา 11.27 น.
พิธี สถาปนา พระเจ้าชาร์เลอมาญ เป็น จักรพรรดิโรมัน โดย พระสันตะปาปาลีโอที่ 3 สัญลักษณ์ ยุคกลาง ของยุโรป และ อำนาจ ของ คริสตจักร โรมันคาทอลิก

หลังการล่มสลายของ จักรวรรดิโรมันตะวันตก (Western Roman Empire) จากการรุกรานของ กลุ่มชนเยอรมัน (Germanic peoples) ดินแดนยุโรปค่อย ๆ หล่อหลอมวัฒนธรรมจากกลุ่มอารยธรรมกรีก-โรมัน ผสานกับวัฒนธรรมของอนารยชน นักประวัติศาสตร์เรียกสมัยนี้ว่า ยุคกลาง (Middle Ages) และนิยามว่าเป็น ยุคมืด (Dark Ages) เพราะการสิ้นสุดของอารยธรรมกรีก-โรมัน และการครอบงำของอิทธิพลความเชื่อทาง ศาสนาคริสต์ (Christianity) จาก คริสตจักร ที่กรุงโรม

ยุคกลางตอนต้น จึงเป็นระยะที่สังคมยุโรปเกิดความชะงักงันทางภูมิปัญญา การเมืองการปกครองเป็นไปอย่างไม่มีทิศทาง ก่อนอนารยชนจะหลอมรวมวัฒนธรรมของตนเข้ากับศาสนาคริสต์ กระทั่งอารยธรรมเก่ากลายเป็นอารยธรรมใหม่ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อยุโรปในเวลาต่อมา

ชนเผ่าเยอรมัน

กลุ่มชนเยอรมันหลากหลายเผ่าซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้จักรวรรดิโรมันตะวันตกสูญสิ้นอำนาจไปจากบริเวณยุโรปตะวันตก ก่อนที่ดินแดนแถบนี้จะกลายเป็นบริเวณที่กลุ่มชนเยอรมันทั้งหลายเข้ามาตั้งถิ่นฐาน สร้างรัฐและกลุ่มอาณาจักรขนาดเล็กขึ้นมาแทนที่

กลุ่มชนเยอรมันมีถิ่นกำเนิดแถบสแกนดิเนเวีย พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะอากาศหนาวและการขาดแคลนอาหาร จึงอพยพมาตั้งถิ่นฐานใหม่ทางตอนใต้ของยุโรป วิถีของชาวเยอรมันเป็นแบบกึ่งพเนจร มีอาชีพล่าสัตว์ ทำประมง เลี้ยงสัตว์ตามทุ่ง รวมถึงเกษตรกรรม ก่อนการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก กลุ่มชนเยอรมันเข้ามาในจักรวรรดิโรมันเพราะต้องการความอุดมสมบูรณ์ จึงตั้งถิ่นฐานและปล้นสะดมชุมชนดั้งเดิมในอาณาเขตของจักรวรรดิโรมัน กลุ่มชนเยอรมันเหล่านี้แบ่งเป็นหลายเผ่า ดังนี้

1. อนารยชนที่ตั้งถิ่นฐานระหว่างลุ่มแม่น้ำไรน์กับแม่น้ำเอลเบอ และระหว่างทะเลบอลติกกับลุ่มแม่น้ำดานูบตอนบน ได้แก่ แฟรงก์ (Franks), อาเลมันนี (Alemanni), แองเกิล (Angles), แซกซอน (Saxons) และจูต (Jutes)

2. อนารยชนซึ่งตั้งถิ่นฐานตามฝั่งแม่น้ำดานูบตอนล่างและแถบทะเลดำ ได้แก่ วิสิกอธ (Visigoths) หรือกอธตะวันตก, ออสโตรกอธ (Ostrogoths) หรือกอธตะวันออก และแวนดัล (Vandals)

อิทธิพลศาสนาคริสต์

หลังการล่มสลายของอาณาจักรโรมันตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ทำให้ศาสนาคริสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจาก จักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช (Constantine the Great) เมื่อคริสต์ศตวรรษก่อนกลายเป็นสถาบันเดียวที่รักษาสถานภาพของตนได้ พระสันตะปาปาทรงเป็นประมุขของคริสจักรที่กรุงโรมและสามารถรักษาเอกภาพของชาวโรมันเอาไว้ได้ในพื้นที่รอบกรุงโรมหรือตอนกลางของคาบสมุทรอิตาลี ทั้งมีบทบาทในการสืบทอดอารยธรรมโรมันให้ดำรงอยู่ แม้อารยธรรมโรมันจะค่อย ๆ เสื่อมสลายไปในดินแดนอื่นที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน

เมื่อศาสนาคริสต์ถูกยอมรับโดยกลุ่มชนเยอรมัน ทำให้ให้เกิดการแผ่ขยายทางศาสนาอย่างกว้างขวางไปทั่วยุโรป อิทธิพลของศาสนจักรเพิ่มพูนขึ้นอย่างมากจนมีบทบาทต่อวิถีการดำรงชีวิต การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของยุโรปตลอด ยุคกลาง ซึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้คริสจักรมีอิทธิพลทางโลกไม่ด้อยไปกว่าทางธรรมนั้นเกิดจากความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่าง คริสตจักร ที่กรุงโรมกับกษัตริย์ชาวแฟรงก์ ผู้นำกลุ่มชนเยอรมันอีกเผ่าที่มีบทบาทอย่างมากในยุคกลางตอนต้น

การสถาปนาอาณาจักรของชาวแฟรงก์

เผ่าแฟรงก์เคยตั้งถิ่นฐานอยู่ที่แม่น้ำไรน์ บริเวณเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน ต่อมาพวกเขาเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่แคว้นกอล (Gaul) ตอนกลางของฝรั่งเศสในปัจจุบัน เผ่าแฟรงก์ภายใต้การนำของ กษัตริย์โคลวิส ที่ 1 (Clovis I) แข็งแกร่งจนสามารถตั้งอาณาจักรและสถาปนา ราชวงศ์เมโรแวงเจียน (Merovingian dynasty) ขึ้นใน ค.ศ. 481 อาณาจักรแฟรงก์กลายเป็นกำลังสำคัญในการปราบอนารยชนกลุ่มอื่น ๆ จวบจนถึงศตวรรษที่ 8

ช่วงแรกเริ่มสถาปนาอาณาจักรแฟรงก์เมโรแวงเจียน พวกเขาขยายอาณาเขตจรดลุ่มแม่น้ำลัวร์ รวบอำนาจผู้นำชาวแฟรงก์กลุ่มอื่น ๆ กษัตริย์โคลวิส ที่ 1 ทรงชักนำชาวแฟรงก์ให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ ก่อนสถาปนาปารีสเป็นเมืองหลวงและขยายอาณาเขตของอาณาจักรอย่างกว้างขวาง ครอบครองดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอแลนด์ และบางส่วนของเยอรมนี

ก่อนการสวรรคตของกษัตริย์โคลวิส ที่ 1 พระองค์ทรงแบ่งดินแดนแก่พระโอรสตามประเพณีโบราณ นำมาซึ่งการแตกแยกภายในอาณาจักรเมื่อ ค.ศ. 511 อาณาจักรตกอยู่ในสภาวะอ่อนแอ มีการแย่งชิงอำนาจของเหล่าพระราชวงศ์ ในที่สุดอำนาจการปกครองอาณาจักรก็กลายเป็นของอัครเสนาบดี กษัตริย์ไม่มีพระราชอำนาจในการปกครองอย่างแท้จริงอีกต่อไป

ต้นศตวรรษที่ 8 ชาร์ล มาเทล (Charles Martel) แห่ง ตระกูลคาโรแลงเจียน (Carolingian House) ผู้เป็นอัครเสนาบดีแห่งอาณาจักรแฟรงก์สามารถรวมอาณาจักรที่แตกแยกให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้งเพื่อต่อต้านการรุกรานของนักรบมุสลิมจากคาบสมุทรไอบีเรีย (บริเวณสเปน-โปรตุเกส) ที่พยายามรุกรานเข้ามาในยุโรปตอนใน ความสำเร็จของเขาสร้างบารมีและความนิยมแก่ตระกูลเป็นอย่างสูง

ค.ศ. 751 เซลเดอริกที่ 3 (Childeric III) กษัตริย์แห่งราชวงศ์เมโรแวงเจียน ถูกปลดโดย เปแปงร่างเตี้ย (Papin the short) อัครเสนาบดีแห่งตระกูลคาโรแลงเจียน และผู้สืบทอดตำแหน่งจากชาร์ล มาเทล ผู้เป็นบิดา เขาตั้งตนเป็นกษัตริย์และสถาปนาให้ตระกูลของเขาเป็นราชวงศ์ใหม่แทนที่ราชวงศ์เดิม การยึดอำนาจครั้งนี้มีพระสันตะปาปาให้การสนับสนุน ด้วยเงื่อนไขว่า อาณาจักรแฟรงก์คาโรแลงเจียนจะคุ้มครองกรุงโรมจากการรุกรานของอนารยชนในคาบสมุทรอิตาลี ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระสันตะปาปากับกษัตริย์แห่งแฟรงก์จึงเกิดขึ้น

พระเจ้าเปแปงทรงส่งกองทัพเข้าไปปราบพวก ลอมบาร์ด (Lombards) ชนเผ่าเยอรมันกลุ่มที่กำลังคุกคามกรุงโรมอยู่ จากนั้นทรงยกดินแดนที่พวกลอมบาร์ดเคยยึดครองมาถวายคืนแด่พระสันตะปาปา ทำให้พระสันตะปาปาทรงมีอำนาจในการปกครองอิตาลีในฐานะเจ้านคร และก่อให้เกิดการถวายที่ดินให้แก่ศาสนจักรเป็นโบราณราชประเพณีนับแต่นั้น

ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์แฟรงก์กับ คริสตจักร แห่งกรุงโรมเป็นผลให้ พระสันตะปาปาลีโอที่ 3 (Pope Leo III) ทรงตอบแทนราชวงศ์คาโรแลงเจียนที่ร่วมพิทักษ์พระศาสนา โดยให้การรับรองอาณาจักรของชาวแฟรงก์ นำไปสู่การทำพิธีสถาปนา พระเจ้าชาร์เลอมาญมหาราช (Charlemagne the Great) พระราชโอรสของพระเจ้าเปแปงขึ้นเป็น จักรพรรดิแห่งโรมัน (Roman Emperor) ใน ค.ศ. 768 เป็นที่มาของ จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire) ที่นำโดยเผ่าแฟรงก์นั่นเอง

ความแน่นแฟ้นระหว่าง จักรวรรดิคาโรแลงเจียน กับ คริสตจักรแห่งกรุงโรม ยิ่งตอกย้ำอิทธิพลอันมั่นคงของศาสนาคริสต์ที่มีบทบาทชี้นำผู้คนตลอด “ยุคกลาง” และกษัตริย์ในยุโรปต่างยึดเอาการรับรองจากพระสันตะปาปาเป็นต้นแบบ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการปกครอง และการยอมรับจากคริสตชนในอาณาจักรของตน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2533).อารยธรรมสมัยโบราณ-สมัยกลาง. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อนันตชัย เลาหะพันธุ. (2529). อารยธรรมตะวันตก. นครปฐม: คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 สิงหาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...