โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ออมเงินทำไมยากจัง? อยากมีเงินเก็บหลังเกษียณรัฐบาลช่วยอะไรได้บ้าง

The MATTER

เผยแพร่ 12 ก.ย 2565 เวลา 17.34 น. • Thinkers

ผมคลับคล้ายคลับคลาว่าเรียนรู้เรื่องการออมมาตั้งแต่สมัยประถม แถมยังถูกย้ำพร่ำสอนอีกครั้งชั้นเรียนวิชาการเงินส่วนบุคคลสมัยมหาวิทยาลัย ถึงกระนั้นการออมเงินก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี และคนจำนวนไม่น้อยก็คงเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากไม่ต่างกัน จนบางครั้งแผนการเกษียณที่มีในใจก็คือทำงานหาเงินต่อไปเรื่อยๆ เท่าที่มีกำลัง

ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่เราได้เห็นบทความเนื้อหาประมาณว่า ‘คนไทยออมไม่พอ’ ‘คนไทยไม่มีความพร้อมทางการเงินที่จะเกษียณ’ หรือ ‘หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งทะลุเพดาน’ ซึ่งมักจะปิดท้ายด้วยคำแนะนำว่าทุกคนจะต้องเริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่าย หารายได้เพิ่ม ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น กันเงินออมไว้อย่างน้อย 15 เปอร์เซ็นต์ และอีกสารพัดคำแนะนำที่อ่านแล้วก็ได้แต่สบถในใจว่า ‘ถ้าทำได้ทำไปนานแล้วโว้ย’

อาจถึงเวลาที่เราต้องยอมรับความจริงว่าการจัดการเงินเพื่อการเกษียณเป็นเรื่องที่ใหม่มากๆ ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีก่อนเราไม่ต้องคิดเรื่องเกษียณอายุหรอกครับ เพราะอายุคาดเฉลี่ยของคนไทยอยู่แค่ 55 ปี แต่ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่ก้าวหน้า อายุคาดเฉลี่ยเลยก้าวกระโดดไปเป็นเกือบ 80 ปี คนรุ่นใหม่ทั้งหลายเลยต้องมานั่งปวดหัวว่าจะเอายังไงกับอีก 20 ปีของชีวิตที่เหลือหลังจากหยุดทำงาน

ส่วนศาสตร์เรื่องการเงินและการลงทุนก็เป็นเรื่องใหม่แกะกล่องไม่ต่างกัน ดังนั้นอย่าแปลกใจเลยครับถ้าคุณจะรู้สึกว่ามันช่างยุ่งยากสลับซับซ้อนหรือลงทุนกี่ครั้งก็พลาดพลั้งทุกที

เมื่อปัญหาเดิมใช้วิธีแก้ไขแบบเดิมไม่ได้ผล อาจถึงเวลาที่เราต้องมองหาทางเลือกใหม่โดยการให้ภาครัฐซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญและทรัพยากรมากกว่าประชาชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเพื่อออกแบบ‘แผนเกษียณ’ สำหรับทุกคน

ออมเงินเรื่องยาก ไม่ว่าจะจนหรือรวย

ผมเคยเข้าใจว่าถ้ามีรายได้เพิ่มขึ้นการออมเงินก็จะง่ายยิ่งขึ้น แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไปเพราะยิ่งเรามีรายได้มากขึ้นเท่าไหร่ ความต้องการจับจ่ายใช้สอยก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะการตัดสินใจซื้อของอย่างหนึ่งอย่างใดอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ ‘ความจำเป็น’ แต่อาจเป็นการตัดสินใจซื้อเพื่อแสดงถึง ‘สถานะทางสังคม’ เช่นกัน

ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ.1899 ธอร์สไตน์เวเบลน(Thorstein Veblen) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันคือคนแรกที่ใช้คำว่า ‘การบริโภคอย่างโจ่งแจ้ง (Conspicuous Consumption)’ พร้อมกับนิยามว่าเป็นการจ่ายเงินซื้อสินค้าหรูหราเพื่อแสดงถึงความร่ำรวยและชนชั้นของตนเอง

มีหลากหลายทฤษฎีพยายามอธิบายถึงเหตุผลของการบริโภคอย่างโจ่งแจ้ง บ้างก็มองว่าเกิดจากสัญชาตญาณการแข่งขันเพราะการครอบครัวสินค้าหรูหราราคาแพงเป็นการแสดงสถานภาพที่เหนือกว่าคนอื่นๆ บ้างก็เสนอว่าการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยเกิดจากการความรู้สึกไม่มั่นคงภายใน เลยต้องการใช้วัตถุสิ่งของฉาบทาความเปราะบางนั้นไว้โดยเชื่อว่านิสัยรวยๆ จะช่วยบดบังจุดด้อยของตนเอง ส่วนธอร์สไตน์กล่าวว่าปัจจัยสำคัญคือสื่อโฆษณา และความพยายามสร้างภาพลักษณ์ของตนเองให้สอดคล้องกับฐานะตามความคาดหวังของสังคม

ผมขอยกตัวอย่างเครื่องดื่มยอดนิยมอย่าง ‘กาแฟ’ เพื่อให้เห็นภาพ สำหรับคนมีรายได้น้อย แน่นอนว่าพวกเขาก็ต้องดื่มกาแฟซองแบบทรีอินวัน หรือกาแฟกระป๋อง หากฐานะดีขึ้นมาหน่อยก็ขยับมาดื่มกาแฟสดราคาครึ่งร้อย ถ้าเริ่มรวยขึ้นอีกก็ต้องดื่มกาแฟแบรนด์ดังหรือจิบกาแฟดริปเมล็ดซิงเกิลออริจินให้สมกับฐานะ แต่สำหรับผู้บริหารหรือมหาเศรษฐี การดื่มกาแฟแก้วละหลายร้อยที่ใช้เมล็ดจากไร่ชื่อดังที่ผ่านการสกัดโดยบาริสต้ามือรางวัลก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ทั้งสินค้าและบริการที่เสนอขายในตลาดมีหลากหลายระดับที่จับกลุ่มลูกค้าทุกชนชั้น ดังนั้นต่อให้จะมีรายได้หลายหมื่นหรือเงินเดือนเหยียบแสน การออมก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดีเพราะค่าใช้จ่ายย่อมขยับเป็นเงาตามตัว

ที่หยิบยกทฤษฎีนี้มาเล่าสู่กันฟัง ไม่ใช่ว่าผมกำลังจะสั่งสอนว่าการบริโภคเช่นนี้เป็นเรื่องไม่ดี เพราะความรู้สึกอยากได้อยากมี อยากใช้ของหรูราคาแพงให้สมกับฐานะทางสังคมเป็นเรื่องสามัญธรรมดาของมนุษย์ในระบอบทุนนิยม ซึ่งผมคงไม่มีสิทธิไปวิพากษ์วิจารณ์ใคร

เริ่มออมเงินเมื่อไหร่ดี?

‘ออมก่อนรวยกว่า’ คือสิ่งที่เหล่ากูรูทางการเงิน พ่อแม่ รวมถึงภาครัฐพร่ำบอกเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันโดยให้เหตุผลว่าหากเริ่มออมวันนี้ เงินจะงอกเงยอย่างรวดเร็วในวันหน้าเพราะพลังของดอกเบี้ยทบต้น ฟังดูก็สมเหตุสมผลดี แต่ทราบไหมครับว่าฟากฝั่งนักเศรษฐศาสตร์คิดแบบตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

หากอายุยังน้อยและมีอนาคตทางการงานที่ค่อนข้างสดใส นักเศรษฐศาสตร์แนะนำว่าอย่าไปกังวลเรื่องการออมเลย มีเท่าไหร่ก็ใช้ไปก่อนหรือกระทั่งจะก่อหนี้บ้างก็ไม่เป็นไร เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคตก็ค่อยเริ่มเก็บออมเงินก้อนใหญ่แล้วใช้หนี้ให้หมด นี่คือแบบจำลองของมนุษย์ที่มีเหตุมีผลตามทฤษฎีที่ชื่อว่า ‘การเกลี่ยการบริโภค (consumption smoothing)’

สงสัยไหมว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์ถึงเสนอเช่นนั้น พวกเขาไม่เข้าใจพลังของดอกเบี้ยทบต้นหรือเปล่า?

แน่นอนว่าไม่ใช่ ลองย้อนนึกดูอีกครั้งว่าเรากระเสือกกระสนทำงานหาเงินไปทำไม คำตอบก็แสนเรียบง่ายคือเราอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข ถ้ามั่นใจว่าอนาคตจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แล้วทำไมเราต้องทนทุกข์กระเบียดกระเสียรเก็บออมในช่วงวัยรุ่นสร้างตัวแล้วหวังสบายตอนใกล้เกษียณเล่า สู้ ‘เกลี่ย’ ความสุขให้ถัวเฉลี่ยกันไปตลอดชีวิตไม่ดีกว่าหรือ

ทั้งสองฝั่งก็ดูมีเหตุผลที่ฟังขึ้น ในฐานะคนอายุต้นสามสิบ ผมทราบดีว่าการเก็บออมในช่วงสี่ห้าปีแรกหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องยากเย็นเพียงใด แต่ในขณะเดียวกัน การเริ่มออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อยก็ช่วยในเรื่องการบ่มเพาะวินัยทางการเงิน เพราะหากเคยชินกับการใช้จ่ายเกินตัวแล้ววันหนึ่งจะกลับลำหันมาเก็บออมก้อนใหญ่คงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครหลายคน

‘เริ่มออมเงินเมื่อไหร่ดี?’ จึงเป็นคำถามที่ตัวผมเองก็ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปจะมอบให้ แต่สิ่งเดียวที่สามารถยืนยันได้คือการออมเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ นี่คือสาเหตุที่รัฐบาลควรเข้ามามีบทบาทในการออกแบบนโยบายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชน

‘แผนเกษียณ’ ฉบับรัฐบาลไทย

รัฐบาลไทยมีกลไกหลายรูปแบบในการช่วยเหลือประชาชนให้เข้าสู่วัยเกษียณแบบมีเงินเก็บมากพอ อย่างไรก็ตาม นโยบายส่วนใหญ่ยังเน้นไปที่ผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูงแต่ยังไม่ครอบคลุมกลุ่มผู้ที่เปราะบางที่สุดนั่นคือเหล่าแรงงานหาเช้ากินค่ำที่นักวิชาการเรียกว่าเหล่าแรงงานนอกระบบ (informal workers)

นโยบายจูงใจที่หลายคนรู้จักกันดีคือการซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือกองทุนรวมเพื่อการออมสำหรับช่วยประหยัดภาษี แต่เนื่องจากภาษีเงินได้ของไทยคำนวณแบบขั้นบันไดและการซื้อกองทุนเหล่านี้จะสามารถนำมาคำนวณเป็นค่าลดหย่อน นั่นหมายความว่ายิ่งคนมีรายได้สูงก็จะยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น นายตู่มีเงินได้สุทธิปีละ 600,000 บาท หากซื้อกองทุนเพื่อการออม 100,000 บาทก็จะช่วยประหยัดภาษีได้เท่ากับ 100,000 x 15% = 15,000 บาท ขณะที่นายป้อมมีเงินได้สุทธิปีละ 5,100,000 บาท หากซื้อกองทุนมูลค่าเท่ากันจะสามารถประหยัดภาษีได้ถึง 100,000 x 35% = 35,000 บาท แต่หากมีรายได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาทต่อปี ก็จะไม่มีแรงจูงใจใดๆ ให้ซื้อกองทุนเหล่านี้

อีกกลไกหนึ่งที่ทุกคนคงจะคุ้นหูคือระบบประกันสังคม ซึ่งในประเทศไทยมีทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ

สำหรับภาคบังคับ นายจ้างจะมีหน้าที่หัก 5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้แต่สูงสุดไม่เกิน 750 บาท ประกอบกับนายจ้างจ่ายสมทบอีกเท่าตัว ถ้าเรามีรายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 15,000 บาทก็จะเสมือนว่ารัฐบังคับให้เก็บออมประมาณเดือนละ 1,500 บาทโดยนายจ้างและลูกจ้างจ่ายคนละครึ่ง หากจ่ายจนครบ 15 ปีก็จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเริ่มต้นที่ 3,000 บาทต่อเดือน สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือนหากจ่ายต่อเนื่องจนครบ 35 ปี หากมองว่าเรายังมีสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ให้การรักษาฟรีก็ถือว่าไม่ได้เลวร้ายนัก

ส่วนภาคสมัครใจของเหล่าแรงงานอิสระตามมาตรา 40 หากจ่ายสมทบสูงสุดเดือนละ 300 บาท เมื่อถึงวัยเกษียณก็จะได้เงินออมพร้อมดอกผล และเงินบำนาญเดือนละ 150 บาท

**ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ หากเทียบกับ

ประกันสังคมภาคบังคับของเหล่าแรงงานในระบบ**

**แต่ถ้าไม่ได้ออมเงินใดๆ หรือเข้าระบบไหนเลย ประชาชนคนไทยที่อายุแตะเลขหกก็จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเริ่มต้นเดือนละ 600 บาทโดยจะขยับเพิ่มขึ้นถึงสูงสุดเดือนละ 1,000 บาทเมื่ออายุถึง 90 ปี

จะเห็นว่าระบบสวัสดิการของไทยค่อนข้างจูงใจผู้มีรายได้สูงและอุ้มชูเหล่าแรงงานในระบบ แต่แทบไม่ช่วยเหลือแรงงานนอกระบบเท่าที่ควร เพราะต่อให้เขาจ่ายเงินสมทบเข้าประกันสังคมแบบเต็มเพดานบวกกับเบี้ยชราภาพก็ยังเข้าสู่วัยเกษียณโดยได้รับเงินจากรัฐเพียงวันละ 25 บาทเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันเงินก้อนนี้อาจไม่พอค่าข้าวหนึ่งมื้อเสียด้วยซ้ำ จึงนับเป็นโจทย์สำคัญว่าจะทำอย่างไรให้แรงงานกลุ่มนี้มีรายได้เพียงพอที่จะใช้ชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

หากไม่กล่าวถึงเรื่องสวัสดิการ ถ้าวันหนึ่งพวกเขาอยากออมเงินก็คงเผชิญกับคำถามสำคัญว่าจัดการอย่างไรดี เพราะเหล่าแรงงานนอกระบบขาดความรู้ด้านการเงินการลงทุน และไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ สุดท้ายจึงเลือกฝากเงินจำนวนมากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่นับวันมูลค่ามีแต่จะหดหายเพราะเงินเฟ้อ ขณะที่หลายคนมองไม่เห็นอนาคตจากการฝากเงินกับธนาคารจึงหันไปแสวงโชคกับหวยทั้งใต้ดินและบนดิน หรือลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกผลตอบแทนสูงที่ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่วันดีคืนดีก็ถูกเปิดโปงว่าเป็นแชร์ลูกโซ่

รัฐบาลจึงควรจัดหาทางเลือกการลงทุนที่สะดวก ง่าย และมีความเสี่ยงสมน้ำสมเนื้อกับช่วงอายุ เช่น โครงการบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (National Pension Scheme) ของอินเดียที่ประชาชนเพียงใส่เงินเข้าในบัญชีโดยรัฐบาลจะทำหน้าที่จัดหานักการเงินมืออาชีพมาบริหารให้ได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง แถมมีเงินลงทุนขั้นต่ำแค่ครั้งละราว 220 บาทเท่านั้น ที่สำคัญยังถอนเงินบางส่วนออกไปใช้ก่อนได้หากจำเป็น

รายงานดัชนีความพร้อมเพื่อการเกษียณ (NRRI) โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่า คะแนนความพร้อมของคนไทยอยู่ที่ 4 เต็ม 10 อย่างไรก็ตาม หากแกะกล่องดูด้านในจะพบว่า ปัจจัยที่สำคัญคืออาชีพโดยที่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจจะพร้อมกว่ากลุ่มอาชีพอื่นอย่างมาก ความแตกต่างหลักๆ คือการสนับสนุนของนายจ้าง (Employer Enabler) ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนเกษียณ รวมถึงการส่งเสริมการออม

คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่ารัฐบาลไทยดูแลพนักงานของตัวเองได้ดีอยู่แล้ว ก้าวต่อไปคือจะทำอย่างไรให้การดูแลดังกล่าวครอบคลุมภาคเอกชน และประชาชนหาเช้ากินค่ำที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม

อ้างอิงข้อมูลจาก

Conspicuous Consumption

Pension Extension: Bringing Informal Workers Into the Retirement Social Safety Net

The Common Sense of Consumption Smoothing

ดัชนีความพร้อมเพื่อการเกษียณ การจัดทำและการประยุกต์ใช้ในเชิงนโยบาย

ผลประโยชน์ประกันสังคม กรณีชราภาพ

Illustration by Kodchakorn Thammachart**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...