โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

หลุมหลบภัยสาธารณะที่ต่างจังหวัด ช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 เม.ย. 2567 เวลา 02.38 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. 2567 เวลา 02.38 น.

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

หลุมหลบภัยสาธารณะที่ต่างจังหวัด

ช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา

เมื่อสงครามโลกระเบิดขึ้น ทางราชการได้สร้างหลุมหลบภัยสาธารณะให้ประชาชนที่พักอาศัยใกล้เคียงแหล่งยุทธศาสตร์ตามจังหวัดต่างๆ ใช้เป็นที่หลบภัยเอาชีวิตรอดจากการโจมตีทางอากาศจากสัมพันธมิตร

จากหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน หากหลุมไม่ถูกทุบทำลายไปด้วยการพัฒนาและความไม่เห็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์เสียก่อน

จะพบว่า ปัจจุบันเหลือหลุมหลบภัยสาธารณะอยู่บ้างประปรายในหลายจังหวัด

เช่น สมุทรปราการ ระนอง และเพชรบูรณ์ เป็นต้น

หลุมหลบภัย พระประแดง

สําหรับสมุทรปราการอันเป็นพื้นที่ใกล้พระนครซึ่งเป็นแหล่งยุทธศาสตร์นั้น รัฐบาลสร้างหลุมหลบภัยขึ้นที่อำเภอพระประแดง สันนิษฐานว่า น่าจะสร้างหลุมหลบภัยในช่วงสงครามขึ้น 2 แห่ง แต่ละแห่งสามารถบรรจุคนได้ 60 คน และ 100 คน

แต่ปัจจุบันสภาพหลุมมีความทรุดโทรมและมีน้ำท่วมขัง ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร

ด้วยเหตุที่อำเภอพระประแดง ถือว่าเป็นหนึ่งในอำเภอสำคัญของสมุทรปราการ ในตัวอำเภอหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าตัวตลาดนั้น มีที่หลบภัยอยู่ด้วยกัน 2 แห่ง

แห่งแรก บริเวณที่ทำการเทศบาลเมืองพระประแดง ปัจจุบันไม่เหลือเค้าใดๆ ที่เป็นโครงสร้างให้เห็นแล้ว

และอีกแห่งหนึ่ง ยังมีสภาพตัวอาคารอยู่ ตั้งตรงข้ามที่ว่าการอำเภอพระประแดง ต้นถนนเพชรหึงษ์ ปัจจุบันเรียกว่า ท่ารถบางกอบัว

ลักษณะตัวอาคารหลบภัยมีขนาด กว้าง 17.3 เมตร ลึก 4.60 เมตร มีความสูงภายใน 1.50 เมตร ความหนาของผนัง 0.60 เมตร ห้องด้านในสามารถจุคนได้ประมาณ 60 คน มีช่องระบายอากาศและช่องแสงด้านบน 4 ช่อง

ปัจจุบันหลุมหลบภัยนี้มีระดับที่ต่ำกว่าถนนถึง 0.90 เมตร ทำให้ปัจจุบันอาคารดังกล่าวมีปัญหาเรื่องการระบายน้ำ มีน้ำขังตลอดเวลา ด้วยเหตุที่ตัวอาคารจมลงต่ำกว่าระดับถนน และมีต้นไม้ขึ้นปกคลุม ยากแก่การมองเห็น (thaiquote.org)

เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลสร้างหลุมหลบภัยให้ประชาชนที่พักอาศัยในพื้นที่ยุทธศาสตร์อันเป็นเป้าหมายในการทิ้งระเบิดของสัมพันธมิตรเพื่อปกป้องคุ้มครองชีวิตของประชาชนได้ทันท่วงที

และในช่วงปลายสงคราม เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีแหล่งยุทธศาสตร์ของไทยและญี่ปุ่นหนักมาก เพื่อตัดการส่งกำลังบำรุง และการต่อต้านการรุกของฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเฉพาะจังหวัดที่มีสถานีรถไฟ สนามบิน หน่วยที่ตั้งทางทหารและโกดังอาวุธ ที่เก็บเสบียงอาหารของญี่ปุ่นที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ

แหล่งยุทธศาสตร์ต่างๆ ทั่วประเทศจึงถูกโจมตีทางอากาศ

สำหรับภาคกลางถูกฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดที่พระนครหลายแห่ง (สถานีรถไฟหัวลำโพง, สถานีรถไฟ และโรงรถจักรบางซื่อ สะพานพระราม 6 สถานีรถไฟ และสนามบินดอนเมือง) กาญจนบุรี (ทางรถไฟสายกาญจนบุรี-พม่า, สะพานแม่น้ำแคว) นครปฐม (สะพานเสาวภา ข้ามแม่น้ำท่าจีน) ที่ราชบุรี (ประตูกั้นน้ำคลองดำเนินสะดวก) สระบุรี (สถานีรถไฟแก่งคอย) ปราจีนบุรี (กบินทร์บุรี)

ภาคเหนือ อุตรดิตถ์ แพร่ (สะพานแก่งหลวง) ลำปาง (สถานีรถไฟนครลำปาง, สนามบินลำปาง) เชียงใหม่ (สถานีรถไฟเชียงใหม่) เชียงราย (สนามบินเชียงราย)

ส่วนในภาคใต้ที่ถูกทิ้งระเบิด เช่น ระนอง (เขาหัวค่าง) ชุมพร (ขบวนรถไฟในชุมทางรถไฟสาย ชุมพร-คอคอดกระ [ชุมพร-กระบุรี]) สุราษฎร์ธานี (สถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี สะพานหลังสวน สะพานพระจุลจอมเกล้า อ.ท่าข้าม) สงขลา (ท่าเรือสงขลา)

และภาคอีสาน เช่น นครราชสีมา (สถานีหัวรถไฟ) เป็นต้น

หลุมหลบภัยที่ระนอง

สําหรับหลุมหลบภัยในภาคใต้ที่ระนองนั้น คาดว่าสร้างโดยทหารญี่ปุ่นในช่วงสร้างทางรถไฟข้ามจากไทยเชื่อมเข้าพม่าช่วงสงคราม หลุมหลบภัยนี้ตั้งอยู่บริเวณหน้ารั้วโรงเรียนกระบุรีวิทยา ต.น้ำจืด อ.กระบุรี จ.ระนอง ห่างจากถนนเพชรเกษมราว 20 เมตร ปากอุโมงค์ถูกดินและหินถล่มปิดทางเข้า

ต่อมามีการสำรวจพบว่า หลุมหลบภัยถูกดินและหินถล่มปิดปากทางเข้า หลุมดังกล่าวมีโดมครึ่งวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง 2.5 เมตร และสูง 2.5 เมตร เพื่อลดแรงกระแทกสามารถบรรจุคนได้ 10-15 คน ส่วนผนังด้านในสุดเป็นช่องอุโมงค์ ขนาดกว้าง 0.5 เมตร สูง 1.50 เมตร ภายในหลุมมีอุโมงค์มีความยาวราว 40 เมตร และสามารถเชื่อมกับหลุมหลบภัยอื่นๆ ที่มีไม่ต่ำกว่า 10 หลุม รอบเนินเขา

มีทางเดินลัดเลาะสามารถไปโผล่สนามหญ้าหน้าโรงเรียนได้ และเส้นทางอุโมงค์จะอยู่ใต้พื้นดิน ที่ตั้งของโรงเรียนกระบุรีวิทยาในปัจจุบัน ที่แต่เดิมนั้นเป็นเนินเขา และเป็นที่ตั้งของค่ายทหารญี่ปุ่นที่เข้ามาทำเส้นทางรถไฟเชื่อมจากบ้านเขาสามแก้ว ต.นาชะอัง อ.เมือง จ.ชุมพร มาบ้านเขาฝาชี ต.บางแก้ว อ.ละอุ่น จ.ระนอง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2486-2487

ดังนั้น หลุมหลบภัยน่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลานั้น

หลุมหลบภัยที่โรงเรียนนายร้อย เพชรบูรณ์

ที่เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นจังหวัดที่รัฐบาลจอมพล ป.ต้องการสร้างให้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ในช่วงสงคราม และเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการค้นพบหลุมหลบภัยที่วัดโพธิ์กลาง อันเคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายร้อย ในช่วงที่รัฐบาลมีแผนการย้ายเมืองหลวงจากพระนครมาที่เพชรบูรณ์ หรือเรียกกันในครั้งนั้นว่า “โรงเรียนนายร้อยป่าแดง” (2486)

รัฐบาลได้ให้ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่วัดโพธิ์กลาง บ้านป่าแดง ต.ป่าเลา อ.เมือง โดยกรมยุทธการทหารบกรับผิดชอบในการเคลื่อนย้ายหน่วยงานโรงเรียนและเหล่านักเรียนไปยังที่ตั้งโรงเรียนแห่งใหม่ ในครั้งนั้นมีการเคลื่อนย้ายนักเรียนในบังคับบัญชาทยอยออกเป็นส่วนๆ ส่วนแรกเดินทางไปเมื่อ 10 มกราคม 2487 ด้วยการเดินเท้าพร้อมอาวุธเครื่องสนามจากโรงเรียนนายร้อยที่ถนนราชดำเนินไปขึ้นรถไฟเพื่อไปยังโรงเรียนแห่งใหม่

สำหรับการขุดค้นสำรวจหลุมหลบภัยเบื้องต้นพบห้องสี่เหลี่ยม ขนาดประมาณ 4 x 4 เมตร ลึกประมาณ 2 เมตร ก่อด้วยอิฐแดง 4 ด้าน ผนังก่อด้วยอิฐแดงก้อนใหญ่และหนา อิฐมีความแตกต่างจากอิฐแดงในรูปแบบปัจจุบัน เบื้องต้นที่สำรวจคาดว่า หลุมแห่งนี้น่าจะสร้างเป็นที่เก็บอาวุธหรืออาจจะเป็นหลุมหลบภัยในช่วงสงครามก็เป็นได้ (khaosod.co.th)

ตัวอย่างหลุมหลบภัยที่นำเสนอในครั้งนี้เป็นเพียงหลุมหลบภัยส่วนหนึ่งที่กระจายตัวในจังหวัดต่างๆ ของไทย อย่างไรก็ตาม หลุมหลบภัยในต่างจังหวัดของรัฐบาลและสร้างในพื้นที่ส่วนตัวยังคงรอการสำรวจ และสมควรอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความยากลำบากของคนไทยในช่วงสงครามและเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อการศึกษาและท่องเที่ยวสำหรับคนไทยและชาวต่างชาติต่อไป

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หลุมหลบภัยสาธารณะที่ต่างจังหวัด ช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...