โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เมืองไทยประกันชีวิต ต่อจิ๊กซอว์ Global Company

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 ก.พ. 2567 เวลา 07.10 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2567 เวลา 07.10 น.

“ปีนี้ เมืองไทยประกันชีวิตจะครบรอบ 73 ปี ในวันที่ 6 เม.ย. 2567 และผมทำงานอยู่กับบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตมาแล้วทั้งหมด 28 ปี เรียกว่าเติบโตมากับเมืองไทยประกันชีวิต หรือใช้คำว่าอยู่ในสายเลือดคนประกันชีวิตมาโดยตลอด สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นเรื่องที่สำคัญมาก มีความท้าทายอยู่หลายด้าน แต่เราต้องไม่ลืมว่าเราเป็นบริษัทประกันชีวิต เพราะฉะนั้นต้องมีความมั่นคง แข็งแรง และยั่งยืน ซึ่งเป็นด่านแรกที่คนซื้อประกันจะมีความเชื่อมั่นในระยะยาว”

คำกล่าวของ “สาระ ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ในงานแถลงข่าวประจำปี 2567 เมื่อเร็ว ๆ นี้

เป้าหมาย Global Company

“สาระ” กล่าวว่า ตั้งแต่ตัดสินใจรีแบรนดิ้งบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตครั้งใหญ่ เมื่อปี 2547 ตนมีความฝันที่จะทำให้ “สีบานเย็น” บานสะพรั่งไปทั่วประเทศไทยและทั่วภูมิภาคอาเซียน และยิ่งใหญ่กว่านั้น คือบานสะพรั่งไปทั่วภูมิภาคเอเชีย และสุดท้ายอยากจะเป็นบริษัทระดับโลก (Global Company) เพื่อดูแลคนทั้งโลกได้

“วันนี้ เมืองไทยประกันชีวิต มีพอร์ตสินทรัพย์รวมกว่า 6.3 แสนล้านบาท สัดส่วน 95% คือ สินทรัพย์ลงทุน”

ปัจจุบันบริษัทเป็นหนึ่งใน Regional Company ที่มีการขยายธุรกิจไปแล้วใน 4 ประเทศ คือ กัมพูชา, สปป.ลาว, เวียดนาม และเมียนมา โดยตอนนี้ถือหุ้นในบริษัทกัมพูชา 2 แห่ง คือ 1.Sovannaphum Life Assurance สัดส่วน 49% และ Dara Insurance สัดส่วน 25% ครอบคลุมธุรกิจประกันชีวิตและวินาศภัย

และร่วมทุนในบริษัท สปป.ลาว 1 แห่ง คือ ST-Muang Thai Insurance ถือหุ้น 22.5% ประกอบธุรกิจได้ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย และถือหุ้นในบริษัทเวียดนาม 1 แห่ง คือ MB Ageas Life สัดส่วน 10% รวมทั้งมีการจัดตั้งสํานักงานผู้แทนในเมียนมา

กิจการอาเซียนเติบโตดี

ปัจจุบันเมืองไทยประกันชีวิต มีพอร์ตลงทุนต่างประเทศประมาณ 600 ล้านบาท ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา และปีที่แล้ว บริษัทใน สปป.ลาว มีเบี้ยปีแรกเติบโต 38% เป็นอันดับ 1 ด้วยมาร์เก็ตแชร์ 62% แม้โดนผลกระทบวิกฤตค่าเงินกีบอ่อนค่าหนัก ปีนี้ตั้งเป้าเบี้ยรับรวมจะโต 30% เบี้ยใหม่โต 25% ซึ่งปี 2568 ตามกฎหมายต้องแยกใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตกับธุรกิจประกันวินาศภัยออกจากกัน

ดังนั้นปีนี้จะเป็นปีที่ต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้จบ ขณะที่แผนทำตลาดคงจะขยายงานไปต่างจังหวัดเพิ่มเติม จากที่กระจุกตัวอยู่ในเวียงจันทน์

ส่วนกัมพูชา ปีที่แล้วมีเบี้ยรับรวมโต 27% มีกำไรเติบโตมากกว่า 40% อาจลดลงเล็กน้อยหลังโควิดที่เศรษฐกิจยังไม่รีคัฟเวอร์ นักลงทุนจีนชะลอลงทุน และแบงก์ปล่อยกู้น้อยลง ซึ่งปีนี้จะขยายงานช่องทางตัวแทนมากขึ้น จากที่โตผ่านแบงก์แอสชัวรันซ์ ตั้งเป้าเบี้ยใหม่จะโต 25%

ขณะที่เวียดนาม ปีที่แล้วมีกำไรเติบโต 50% มีมาร์เก็ตแชร์เป็นเบอร์ 2 ของพอร์ตแบงก์แอสชัวรันซ์ ซึ่งทุกปียอดขายโตดี ยกเว้นปีที่แล้วจนถึงไตรมาส 1/2567 ซึ่งโดนกดดันจากเกณฑ์ Market Conduct ของหน่วยงานกำกับ คาดว่าจะเริ่มคิกออฟได้ช่วงไตรมาส 2 จึงตั้งเป้าเบี้ยใหม่โต 30%

ปีนี้ขยายธุรกิจบุก “อินโดฯ”

ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาขยายการลงทุนเพิ่มเติมในอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งมีการพูดคุยหาโอกาสอยู่ตลอดเวลากับหลายบริษัทที่สนใจหาผู้ร่วมทุนเพิ่ม แต่ยังไม่เจอคู่ที่แมตชิ่งกันได้ นอกจากนี้ยังมีแผนศึกษาการลงทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) เพิ่มอีกด้วยสำหรับแผนระยะกลางถึงยาว

สำหรับการลงทุนในอินโดนีเซีย คาดว่าปีนี้จะมีความชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นประเทศที่ธุรกิจประกันชีวิตค่อนข้างเติบโตไว ทั้งนี้ คาดว่าน่าจะใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ที่สุดตามข้อบังคับ

อย่างไรก็ดี การทำธุรกิจในอินโดฯยังมีความท้าทาย เพราะในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จะมีกฎระเบียบค่อนข้างเข้มงวดขึ้น อาทิ การดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (Risk Based Capital : RBC) และเงินทุนจดทะเบียนของบริษัทขั้นต่ำจาก 10 ล้านเหรียญ ต้องเพิ่มขึ้นเป็น 60 ล้านเหรียญ ในระยะเวลา 5 ปี เป็นต้น

ในไทยตั้งเป้าเบี้ยใหม่โต 20%

“สาระ” กล่าวต่อว่า ในส่วนธุรกิจประเทศไทย ปีนี้ตั้งเป้าเบี้ยใหม่จะเติบโต 20% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) เบี้ยรับรวมโตใกล้เคียงกับอุตสาหกรรม จากปีที่แล้วบริษัทมีเบี้ยรับรวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปี 2565

โดยมีแผนจะขยายพอร์ตประกันชีวิต (Life Protection) รวมกับพอร์ตประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง (Health & Critical Illness) ให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 70% จากปีที่แล้วอยู่ที่ระดับกว่า 60% ของพอร์ตโฟลิโอ ส่วนที่เหลือมาจากพอร์ตประกันสะสมทรัพย์ ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงก์) และประกันบำนาญ

“เราพยายามมุ่งขายประกันโดยใช้เรื่องไลฟ์โพรเท็กชั่นเป็นตัวนำ ทั้งผ่านช่องทางตัวแทนและธนาคาร ปีนี้จะให้น้ำหนักทำแบบประกัน ทุนชีวิตตั้งแต่หลักแสนบาทไปสู่ระดับหลักร้อยล้านบาท และมุ่งสร้างการเข้าถึงได้ของประกันชีวิตให้กับทุกเซ็กเมนต์ (Democratize Insurance) ทั้งช่วงอายุและฐานรายได้ ซึ่งตอนนี้แบบประกันหลัก ๆ ขยายอายุความคุ้มครองได้ถึง 90 ปี ต่ออายุต่อเนื่องถึง 99 ปี”

รับมือ “Yield Curve” ขาลง

“สาระ” กล่าวอีกว่า สิ่งที่ให้ความสำคัญมาก คือเรื่องความยั่งยืน ซึ่งมาตรวัดที่ใช้ดูอยู่คือ ผลรวมของกำไรที่คาดว่าจะได้รับตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งถึงวันสิ้นสุดสัญญาของกรมธรรม์ (New Business Value : NBV) เพื่อจะสอดคล้องไปกับมาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS17 ที่จะเริ่มมีผลบังคับปี 2568 ซึ่งจะใช้ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี หากขายแบบประกันตลอดอายุสัญญาแล้วมีมูลค่าติดลบ จะต้องบันทึกในงบการเงินเป็นขาดทุนทันที จึงต้องระมัดระวังมาก

“ช่วงก่อนหน้านี้อาจจะเห็นภาคธุรกิจมีเบี้ยลดลง คนจะเข้าใจว่ามาจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ แต่จริง ๆ แล้วมาจากโครงสร้างแบบประกันที่เปลี่ยนไป จากขายประกันสะสมทรัพย์ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะต้องตรึงผลตอบแทนระยะยาวกับพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 10 ปีขึ้นไป แต่ช่วงหลังมานี้จะเห็นเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) ที่ปรับตัวลงตลอดเวลา ดังนั้นหากยีลด์ต่ำมากและไม่สามารถแมตชิ่งกับการลงทุนได้ดีพอ การทำธุรกิจก็จะไม่ยั่งยืน”

ทั้งนี้ บริษัทจะมุ่งไปสู่การขายแบบประกันคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ ซึ่งไม่อ่อนไหวต่อภาวะดอกเบี้ยและเป็นแบบพื้นฐานของการประกันชีวิต เพียงแต่จะมีขนาดเบี้ยเล็กกว่ากันเป็น 10 เท่า แม้ว่าคนจะสนใจซื้อประกันสุขภาพจำนวนมาก ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดการระบาดโควิด รวมทั้งคนหันมาสนใจซื้อประกันคุ้มครองชีวิตและวางแผนเรื่องมรดกมากขึ้นก็ตาม ส่วนแบบประกันยูนิตลิงก์ที่มีขนาดเบี้ยใหญ่พอ ๆ กับประกันสะสมทรัพย์ ก็ยังได้รับความนิยมอยู่ เพียงแต่ปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากภาวะตลาดทุนที่ผันผวนหนัก

ปรับตัวให้ทันโลก

โดยพยายามยึดหลักการ มองในมิติ Outside-in ปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงในทุกแฟกเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ สังคม กฎเกณฑ์ต่าง ๆ รวมทั้งความพึงพอใจของผู้บริโภค ตามโลกใหม่ในวันนี้ที่มีความไดนามิก เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และมีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ยึดหลักคนประกัน มองแบบ Inside-out มาตลอดชีวิต โดยปีที่ผ่านมา บริษัทมีการพัฒนาโปรดักต์ เซอร์วิส และการใช้เทคโนโลยีในทุกกระบวนการ และการใช้ฐานดาต้าวิเคราะห์ปรับแต่งแบบประกันใหม่ตลอดเวลาให้ตอบไลฟ์สไตล์เฉพาะตัวบุคคลได้

“วันนี้เป็นเรื่องของช่องว่างระหว่างวัย (Gap Generation) ซึ่งผมมองว่ามีความหลากหลายเป็นเรื่องดี เพราะว่าโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เราต้องการคนที่มีประสบการณ์และคนเจนใหม่เข้ามาอยู่ร่วมกัน สามารถจะแชริ่งกันได้ ช่วยกันโค้ชได้ ผมว่านั่นคือสิ่งที่ผมอยากให้เป็น ‘วัฒนธรรมองค์กร’ ของเมืองไทยประกันชีวิตต่อจากนี้” ซีอีโอเมืองไทยประกันชีวิตกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมืองไทยประกันชีวิต ต่อจิ๊กซอว์ Global Company

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...