โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

อนุมือสมัครเล่นในจวนแม่ทัพ(E-book)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 21 พ.ค. 2567 เวลา 04.10 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2567 เวลา 04.10 น. • กังไสลายคราม
จ้าวลู่ชิง หญิงสาวธรรมดาผู้หนึ่ง เกิดอุบัติเหตุข้ามภพมาเป็นอนุสามในจวนแม่ทัพ นางจะมีชีวิตรอดปลอดภัยหรือไม่นะ ดันเกิดใหม่เป็นอนุที่มีแต่คนรังเกียจ อนุมือสมัครเล่นผู้นี้จะทำให้ท่านแม่ทัพสนใจได้หรือไม่?

ข้อมูลเบื้องต้น

แนะนำตัวละคร

สวัสดีค่ะ ไรต์จะพยายามอัพวันละตอนนะคะ ลองผันจากนักอ่านมาเป็นนักเขียนดูบ้าง มือใหม่มากๆ ปกนิยายก็ลองทำเองค่ะ หากเนื้อเรื่องไม่ถูกใจ หรือมีข้อแนะนำใดสามารถคอมเม้นท์ติชมได้เลยจ้า

ชาวรี๊ดช่วยกดติดตามกันหน่อยนะคะ ไม่ว่าจะกี่คน กี่ยอดวิว

ก็มีความหมายสำหรับไรต์มาก…….ขอบคุณค่ะ

UPDATE:

สวัสดีค่ะ ขอบคุณรี๊ดทุกท่านที่ติดตามอ่านและคอยส่งกำลังใจให้นะคะ

ตั้งแต่ตอนที่ 15 เป็นต้นไป จะลงให้อ่านฟรี 2 วัน

หลังจากนั้นจะขออนุญาตติดเหรียญนะคะ

ถ้าหากอ่านแล้วชอบอย่าลืมกดติดตาม จะได้มีเวลาตามอ่านกันค่ะ

UPDATE 16/3/2024

ฝากติดตามและอุดหนุน E-Book ได้ทั้งใน Dek-D และ MEB ค่ะ

https://www.mebmarket.com/ebook-289864-%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E

Update 29/3/2024

สวัสดีค่ะ เรื่องรายตอนสั้นไป ต้องขอโทษด้วยนะคะ ไรท์ก็มือใหม่มาก ๆ ไม่แน่ใจว่าควรลงเท่าไหร่ดี ราคาต่อตอนไม่อยากติดเหรียญแพง เลยต้องเกลี่ยเนื้อหา ไม่ให้ราคาเหวี่ยงจาก E-book มากนัก

จะขอนำคอมเม้นท์นี้ไปปรับปรุงนะคะ ตอนนี้ลงเนื้อหาไว้จนจบแล้ว ยังไงจะลงตอนพิเศษให้เพิ่มหลังจบยาวๆนะคะ ส่วนตอนพิเศษใน E-Book จะรีบอัพเดทเนื้อหาให้ทันก่อนสงกรานต์ค่ะ

ขอบคุณรี้ดทุกท่านค่ะ ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ค่าาา

บทนำ : ชีวิตพลิกผัน มาเป็นอนุในเรือนหลัง

บทนำ

ชีวิตพลิกผัน มาเป็นอนุในเรือนหลัง

รุ่งสางแสงแดดรำไรสาดส่องไปยังถนนสายหนึ่งย่านชานเมือง ถนนเส้นนี้อยู่ระหว่างทางกลับบ้านกับที่ทำงานของจ้าวลู่ชิง วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เธออยู่ทำงานโอทีข้ามคืนจนรุ่งเช้า ถนนทั้งสายเงียบสงบ ผู้คนส่วนใหญ่ยังหลับใหลอยู่ในที่นอนแสนอบอุ่นของตัวเอง

พลันแค่เพียงเสี้ยววินาทีกลับเกิดเสียงดังลั่นทำลายความเงียบสงบของชุมชน เสียงล้อเบียดเอี๊ยดเสียดสีไปกับพื้นถนน รถยนต์คันหนึ่งพุ่งแฉลบเข้าข้างทาง หญิงสาวในรถได้สติตื่นจากหลับชั่ววูบ สีหน้าตื่นตระหนกรีบประคองพวงมาลัยพร้อมเหยียบเบรก แต่ทุกอย่างสายเกินกว่าที่จะควบคุมได้ รถหมุนพลิกคว่ำลงข้างทาง

หญิงสาวกรีดร้องเมื่อร่างกายถูกกระแทกและแรงนั้นได้กระชากตัวเธอจนทะลุกระจกหน้ารถออกมา เมื่อทุกอย่างนิ่งสนิท รอบด้านเงียบงันร่างกายของจ้าวลู่ชิงพลันรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งร่างจนสติของนางดับวูบไป

ค่ำคืนมืดมิดในเรือนหลังเล็กของจวนแม่ทัพตระกูลเฉิง บริเวณด้านหลังจวนที่ปลูกด้วยต้นสน และต้นชาภูเขารายล้อมจนเขียวชอุ่ม ภายในเรือนแว่วเสียงร่ำไห้ของชุนอิง สาวใช้ประจำตัวของอนุสาม

“นายหญิง ท่านเป็นอย่างไรบ้าง รีบฟื้นขึ้นมาเถอะเจ้าค่ะ” เสียงของชุนอิงละล่ำละลักร้องเรียกอนุสามที่นอนนิ่งอยู่บนตั่งที่นอน ทั่วตัวและหน้าผากของนางมีรอยฟกช้ำเป็นจ้ำเขียวจนน่ากลัว

เหตุทั้งหมดเกิดจากระหว่างทางกลับจากงานเลี้ยงจวนตระกูลมู่ที่ดำรงตำแหน่งขุนนางจงซูเสิ่ง[1]เป็นเครือญาติฝั่งสายรองของฮูหยินผู้เฒ่าและอนุรองมู่ฟางหลัน น่าขายหน้าที่อนุสามจ้าวลู่ชิงกลับแสร้งเมาโผเข้าไปนั่งรถม้าเดียวกับท่านแม่ทัพ

เนื่องจากอยู่ท่ามกลางผู้คน ท่านแม่ทัพจึงไม่อยากโวยวายให้เป็นที่สังเกต จำใจต้องนั่งกับนางก่อนจะรีบให้รถม้าเร่งกลับเรือนโดยไม่นึกว่าอนุสามจะไร้ยางอายแอบพกพาถุงหอมผสมโอสถวสันต์เร่งกำหนัด แต่ดีที่ท่านแม่ทัพรู้ตัวก่อน และโกรธจัดจนถีบอนุสามตกลงจากรถม้า เดือดร้อนถึงทหารองครักษ์ต้องแบกหามนางกลับจวน

“ใครก็ได้ช่วยเรียกท่านหมอมาดูอนุสามหน่อยเถิด นานแล้วนางยังไม่ฟื้นเลยนะเจ้าคะ” ชุนอิงส่งเสียงร้องเรียกความสนใจ แต่ข้างนอกเรือนกลับมีเสียงตะโกนของซุนหมัวหมั่ว

บ่าวอาวุโสของฮูหยินผู้เฒ่าตอบกลับมาว่า

“ชุนอิง เจ้าโวยวายไปเถอะ ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งมาแล้วว่าไม่ต้องเรียกหมอมาดูหรอก พฤติกรรมเยี่ยงนี้ลงโทษแค่นี้ยังไม่สาสมด้วยซ้ำ ถ้าไม่เห็นแก่ตระกูลนางที่ปู่เคยมีศักดิ์เป็นถึงราชครู ก็คงโดนเฉดหัวออกจากเรือนนี้ไปนานแล้ว” เสียงของซุนหมัวหมั่วแว่วเข้าหูของจ้าวลู่ชิงที่เริ่มได้สติขึ้นมา

ในความมืดมิด จ้าวลู่ชิงกระพริบตาไล่ความมึนงง รู้สึกปวดตัวไปทั้งร่าง

“น้ำ ขอน้ำหน่อย” นางกล่าว ด้วยเสียงที่แห้งผาก

ชุนอิงได้ยินเสียงอนุสาม ก็ปรากฎสีหน้าดีใจรีบคว้าถ้วยชา ประคองร่างบางของอนุสามขึ้นมาแล้วยกถ้วยชาให้นางจิบ

เมื่อได้จิบน้ำแล้ว สติของจ้าวลู่ชิงเริ่มกลับมา ความทรงจำสุดท้ายเป็นช่วงที่นางกำลังปั่นงานเสร็จแล้วขับรถกลับบ้าน แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับเป็นห้องที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนไม้แกะสลักเหมือนในสมัยโบราณ ข้างกายก็เป็นเด็กสาวแปลกหน้าดวงหน้ากลมและดูอ่อนวัย ทรงผมเกล้าผมมวยสองข้าง แต่งตัวด้วยชุดจีนโบราณรูปแบบเรียบง่าย กริยาท่าทางนอบน้อม แต่แววตาดูตื่นตระหนก

นางรีบก้มมองดูตัวเองจากเสื้อยืดธรรมดา ตอนนี้กลับใส่ชุดผ้าต่วนยาวสีอ่อน รูปแบบที่เคยเห็นในหนังจีนสมัยก่อน จ้าวลู่ชิงมองเด็กสาวตรงหน้าและถามว่า

“เกิดอะไรขึ้น ที่นี่ที่ไหน” ในใจนางรู้สึกสับสนเป็นอย่างยิ่ง หรือที่นางเคยอ่านเจอในนิยายบ่อย ๆ แนวกลับชาติมาเกิดเป็นอีกคนจะเป็นจริง นางส่งเสียงค้านอยู่ในใจ “ไม่นะ ไม่น่าเป็นไปได้ รึนี้คือความฝัน แต่ทำไมรู้สึกเจ็บตัวไปหมด” ความคิดในหัวของจ้าวลู่ชิงตีกันวุ่นวาย สุดท้ายได้แต่สรุปในใจว่าลองฟังความจากเด็กสาวตรงหน้าก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น

“ข้าจำอะไรไม่ได้เลย เจ้าช่วยเล่ามาหน่อยว่า ข้าคือใครและเกิดอะไรขึ้น” นางถามย้ำอีกครั้ง

ชุนอิงคิดไปเองว่า คงเพราะอนุสามตกจากรถม้าหัวฟาดพื้นจนจำอะไรไม่ได้ จึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังว่าสถานะของนางในตอนนี้คืออนุสามของจวนแม่ทัพตระกูลเฉิง นายท่านใหญ่คนก่อนเสียชีวิตไปด้วยอาการเจ็บป่วยเรื้อรังจากการได้รับบาดเจ็บในตอนรบกับแคว้นเซวียน

ส่วนฮูหยินใหญ่มารดาของเฉิ่งไป่จวินก็เสียชีวิตไปนานแล้วตั้งแต่เฉิงไป่จวินยังเยาว์วัย ในจวนตอนนี้จึงหลงเหลือเพียงแต่ฮูหยินผู้เฒ่าจากทางสายรองและเฉิงไป่จวินซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูลและรับตำแหน่งแม่ทัพต่อจากท่านพ่อของเขา

แม้ว่าท่านแม่ทัพเฉิงไป่จวินจะอายุ 20 ปี แต่ก็ยังไม่ผ่านการแต่งงานเนื่องจากต้องไว้ทุกข์เป็นเวลาถึงสามปีให้แก่นายท่านใหญ่และยังหาคุณหนูจากตระกูลที่เหมาะสมไม่ได้ มาตอนนี้ก็เลยวัยที่เหมาะสมแก่การออกเรือน ฮูหยินผู้เฒ่าเริ่มร้อนใจจึงเว้นตำแหน่งภรรยาเอกไว้ และให้มู่ฟางหลันที่เป็นญาติจากสายรองตระกูลเก่าของฮูหยินผู้เฒ่าแต่งเข้ามาในตำแหน่งอนุรองก่อน

ในทางตรงข้ามที่มาของนางกลับไม่สู้ดีนัก การที่นางเข้ามาเป็นอนุสามในจวนแห่งนี้นั้น เกิดจากการลอบวางแผนในงานเลี้ยงของเซียวจวิ้นอ๋อง เนื่องด้วยสถานที่จัดงานเป็นเขตหวงห้าม ทำให้องครักษ์ของท่านแม่ทัพมิอาจเข้ามาอารักขาเป็นหูเป็นตาได้จนเปิดโอกาสให้จ้าวลู่ชิงวางยาแม่ทัพจนมึนงง นางได้แสร้งเมาและล้มลงในอ้อมกอดของเฉิงไป่จวินท่ามกลางสายตาของผู้คน เฉิงไป่จวินจึงจำต้องรับนางเข้าจวนมาเป็นอนุสามด้วยเห็นแก่นายท่านรองตระกูลจ้าวที่ช่วยว่าราชการให้แก่เซียวจวิ้นอ๋อง

จ้าวลู่ชิงพยายามสงบสติอารมณ์ อย่างไรสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นแล้ว นางได้แต่ทำใจยอมรับว่าโชคยังดีที่อย่างน้อยนางยังมีชีวิตอยู่ ไม่แน่ใจว่าจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับนางในอีกภพนึงนั้น ตัวนางจะยังสามารถมีชีวิตอยู่หรือไม่ นางหลับตาลงรู้สึกอ่อนระโหยด้วยร่างกายยังรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งร่างจนหมดสติไปอีกครา

[1] จงซูเสิ่ง ตำแหน่งราชเลขาธิการ ขุนนางที่มีหน้าที่สนองรับราชโองการ รวมถึงการร่างพระราชโองการ

บทที่ 1 : สถานะในจวน

บทที่ 1

สถานะในจวน

ผ่านมาสองสัปดาห์แล้ว ที่จ้าวลู่ชิงเก็บตัวเงียบอยู่ในเรือน อาการเจ็บปวดและแผลฟกช้ำบนร่างกายของนางค่อยๆ ดีขึ้นจนหลงเหลือแต่รอยช้ำเล็กน้อย ถึงแม้นางจะถูกถีบตกจากรถม้า แต่อาการบาดเจ็บทั้งหมดก็มีแต่เพียงภายนอกเท่านั้น

นางไม่กล้าคิดเลยว่าถ้าบาดเจ็บถึงอวัยวะภายในแล้ว ด้วยการลงโทษจากฮูหยินผู้เฒ่าที่ห้ามมิให้เรียกหมอมาตรวจ จะทำให้นางลงเอยเช่นไร โชคดีมาก ๆ ที่ร่างเดิมนี้มีสุขภาพแข็งแรง และชุนอิงคอยแอบต้มยามาให้นางรวมถึงยาทารอยฟกช้ำ นางจึงฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็ว

จ้าวลู่ชิงในชาติก่อนนั้นเป็นเด็กกำพร้า เคราะห์ดีที่นางเรียนเก่งจนเรียนจบกราฟิกดีไซเนอร์ ถึงแม้อย่างนั้นนางก็ต้องทำงานหนักข้ามวันข้ามคืนเพื่อหาเงินใช้คืนจากการกู้ยืมเมื่อตอนเล่าเรียน นางไม่มีห่วงใด ๆ ทั้งแฟน ญาติพี่น้อง พ่อแม่ จนเป็นเรื่องง่ายที่จะยอมรับสภาพไม่น่าเชื่อที่เกิดขึ้น

แต่อย่างไรนางก็อยากกลับไปใช้ชีวิตอิสระตามเดิมในภพที่เคยอยู่ จ้าวลู่ชิงเองก็ไม่รู้เลยว่านางข้ามมาภพนี้ได้อย่างไร ความเชื่อมโยงเดียวในตอนนี้คือชื่อจ้าวลู่ชิงเหมือนกัน

จนถึงตอนนี้นางเริ่มชินกับวิถีการดำเนินชีวิตในภพนี้ แม้บางอย่างเช่นการห้องน้ำ อาบน้ำจะลำบากไม่สะดวกสบายเท่าไหร่ แต่เดิมทีนางก็เป็นคนที่ปรับตัวง่ายอยู่แล้วจึงไม่ได้เป็นปัญหา ถึงเวลากินก็มีบ่าวจัดสำรับมาให้ ถึงยามนอนก็เข้านอนแต่หัวค่ำ นางได้แต่กินๆ นอนๆ พักฟื้นร่างกายให้หายดี

ชุนอิงบอกว่าเดิมทีตามธรรมเนียมแล้วอนุทุกคนต้องตื่นตั้งแต่ยามเหม่า[1] เพื่อเข้าคารวะและคอยปรนนิบัติฮูหยินผู้เฒ่าสัปดาห์ละครั้ง แต่ตั้งแต่ที่นางบาดเจ็บก็โดนงดเว้น ชุนอิงทำหน้าเจื่อนตอนกล่าวตามจริงว่าอนุสามในจวนนี้ไม่ใคร่เป็นที่ชื่นชอบนัก

ตั้งแต่เข้าจวนท่านแม่ทัพก็หาได้เหลียวแล ไม่ได้เยี่ยมกรายมาที่เรือนนางเลย ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าก็ด้วยความเป็นเครือญาติทำให้มีความเอ็นดูโปรดปรานอนุมู่มากกว่า ดูเหมือนว่าบ่าวรับใช้คนอื่นก็ทำตัวเป็นไผ่ลู่ตามลม ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เรือนของนาง เป็นเช่นนี้ก็ดีทำให้ไม่มีใครรบกวนระหว่างที่นางพักฟื้นร่างกาย

จ้าวลู่ชิงนั่งส่องคันฉ่องทองเหลือง ภาพนางที่สะท้อนอยู่บนคันฉ่องเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่ากระจกในภพก่อน แต่นางก็ดูออกว่าจ้าวลู่ชิงในภพนี้ รูปโฉมงดงามจมูกและปากสมส่วนเข้ากับรูปหน้า ดวงตานางกลมโตโดดเด่น ปลายหางตาตวัดขึ้นเป็นนัยน์ตาหงส์ดูเย้ายวน ทั้งผิวพรรณขาวกระจ่าง ยิ่งแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมแพรต่วนบางพลิ้ว ยิ่งเน้นรูปร่างสัดส่วนของนางให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

นางมองตัวเองอย่างใจลอย กลุ้มใจกับสถานะตัวเอง อนุในภพนี้สถานะไม่ต่างจากบ่าวรับใช้ แม้ตระกูลเดิมนางจะเคยมีบรรดาศักดิ์ราชครู แต่จากที่ชุนอิงเล่าให้ฟัง ตระกูลของนางตกต่ำลงเพราะยามเมื่อนางอายุสิบสี่ปี ก่อนถึงวัยปักปิ่นแค่เพียงปีเดียว พ่อของนางที่เคยเป็นขุนนางกรมคลังถูกจับได้ว่ากระทำผิดโกงเงินงบประมาณแผ่นดินจนถูกตัดสินโทษประหาร และริบสินทรัพย์เข้าวังหลวง ทั้งตอนที่ถูกจำคุกพ่อของนางยังชิงฆ่าตัวตายหนีความผิด

ตอนนี้จึงมีนายท่านรองขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลจ้าวและดำรงตำแหน่งที่ไร้ความสำคัญ เป็นเพียงขุนนางผู้ช่วยราชเลขาภายในตำหนักของเซียวจวิ้นอ๋อง สองปีต่อจากนั้นจนถึงวัยสิบหกปี นางจึงต้องเติบโตมาภายใต้การดูแลของฮูหยินรอง

ตอนนี้ความทรงจำเดิมของจ้าวลู่ชิงนั้นรางเลือนมาก แม้แต่ท่านพ่อของนางยังจำหน้าตาไม่ได้ เรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวกับตระกูลนาง จึงเป็นชุนอิงที่เป็นสาวใช้ประจำตัวนาง และติดตามนางมาจากจวนเดิมเมื่อนางต้องเข้ามาเป็นอนุถ่ายทอดให้นางรับรู้

ชุนอิงเล่าถึงกิจวัตรของนางตอนยังเป็นจ้าวลู่ชิงคนก่อนว่าชอบปลีกวิเวกและมักจะอยู่แต่ในเรือนอ่านตำรา หรือคัดตัวอักษร ด้วยเกิดในตระกูลบัณฑิต นางจึงได้ร่ำเรียนมากกว่าหญิงสาวตระกูลอื่น แม้กระทั่งสินเดิมที่นางนำมา และให้ความสำคัญที่สุดยังเป็นหีบใส่ตำราหายากที่ได้จากท่านปู่เมื่อครั้นยังดำรงตำแหน่งเป็นราชครู

จากที่ชุนอิงเล่ามาดูเหมือนว่านิสัยเดิมของนางไม่น่าจะเป็นหญิงสาวมากเล่ห์ที่วางแผนและกระทำการโง่เขลาเยี่ยงการใช้ยากำหนัด และด้วยรูปโฉมของนางแล้วก็ไม่น่าต้องพะวงว่าจะไม่มีคู่ครองถึงขนาดต้องมาเป็นอนุในจวนแม่ทัพ อีกทั้งในจวนแม่ทัพก็เข้มงวด นางจะไปหายากำหนัดมาจากที่ใด

จ้าวลู่ชิงขบคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ แม้จะพยายามถามอย่างละเอียดแต่ชุนอิงก็ไม่สามารถให้คำตอบได้เช่นกัน ดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ในตำหนักเซียวจวิ้นอ๋องและจวนตระกูลมู่ ชุนอิงจะถูกกันตัวออกมาจนมารู้เรื่องทีหลังพร้อมกับบ่าวคนอื่น ๆ

ระหว่างที่จ้าวลู่ชิงคิดถึงสิ่งต่าง ๆ วุ่นวายอยู่ในหัว พลันมีเสียงคนเคาะประตูอย่างรีบร้อนที่นอกเรือน ชุนอิงจึงรีบไปเปิดประตูเรือน ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูกลับเป็นซุนหมัวหมั่ว[2] ผู้เป็นบ่าวอาวุโสคนสนิทของฮูหยินผู้เฒ่า นางเชิดหน้าและเหลือบมองมาที่จ้าวลู่ชิงอย่างไม่พอใจนัก

“ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นอนุสามดีขึ้นแล้ว จึงให้บ่าวมาเรียกอนุสามไปเข้าพบตอนนี้เจ้าค่ะ” ซุนหมัวหมั่วบอกกล่าวและรีบเดินกลับไปทันที

“แย่แล้วเจ้าค่ะ เห็นทีฮูหยินผู้เฒ่าคงจะเรียกนายหญิงไปลงโทษนะเจ้าคะ” ชุนอิงหันหน้ามามองทำหน้าตาตื่นพร้อมเอ่ยเตือน ในใจจ้าวลู่ชิงรู้เช่นกันว่าเรียกเข้าพบครั้งนี้คงมิใช่เรื่องดี นางพยายามคิดและตั้งสติ ปรายตามองและบอกชุนอิงให้นำทางไปยังเรือนฮูหยินผู้เฒ่า แม้ในใจจะกระวนกระวายอย่างยิ่ง

[1] ยามเหม่า คือ ช่วงเวลา 05.00 น.- 07.00 น. [2] หมัวหมั่ว คำเรียกบ่าวรับอาวุโส

บทที่ 2 : การลงโทษของฮูหยินผู้เฒ่า

บทที่ 2

การลงโทษของฮูหยินผู้เฒ่า

เมื่อถึงเรือนฮูหยินผู้เฒ่า จ้าวลู่ชิงเดินเข้าไปภายในโถงรับแขก ในเรือนจัดตกแต่งอย่างโอ่โถงด้วยเครื่องเรือนไม้ประดู่แกะสลักลวดลายแฝงด้วยความเรียบหรู บรรยากาศโดยรอบเงียบขรึม อบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องหอมแนวกำยาน เดิมควรจะทำให้ใจสงบแต่จ้าวลู่ชิงรู้สึกประหม่าจนมือสั่น

ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นหญิงชราที่มีรังสีเย็นชา น่าเกรงขาม นางนั่งอยู่บนตั่งใหญ่กลางโถง ด้านหลังมีหญิงสาวอ่อนวัยอายุราว 18-19 คอยปรนนิบัติ หญิงสาวงดงามคนนี้คงจะเป็นอนุรองมู่ฟางหลัน

อนุมู่ฟางหลันหน้าตาจิ้มลิ้มดูนวลตาดั่งดอกบัวเมื่อแรกแย้ม ท่าทางกิริยาไร้เดียงสาและว่าง่ายชวนให้คนที่ได้สบตาเฝ้าทะนุถนอม ในขณะที่ฮูหยินผู้เฒ่านั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดแผ่รังสีเย็นชาจ้องมองมาที่นาง จ้าวลู่ชิงเห็นแล้วจึงรีบย่อเข่าคารวะแสดงความเคารพ

“ฮึ มาแล้วรึ นางตัวดี เป็นเวรกรรมอะไรของตระกูลข้าที่ต้องรับอนุอย่างเจ้า เจ้าหน้าหนานักนะ ใช้มารยาสาไถยสารพัดเพื่อล่อลวงจวินเอ๋อร์ ทำตัวได้น่าอายมิแพ้ท่านพ่อเจ้าที่โกงกินบ้านเมือง น่าเสียดายบรรดาศักดิ์ของปู่เจ้าที่เป็นถึงราชครู เสื่อมเสีย เสื่อมเสียยิ่งนัก” ฮูหยินผู้เฒ่าก่นด่า ขมวดคิ้วจ้องมาที่นาง

จ้าวลู่ชิงทำตัวไม่ถูก ความผิดนี้นางไม่ได้กระทำ แต่เป็นร่างเดิมต่างหาก

ถึงอย่างไรรังสีเย็นชาอำมหิตที่ฮูหยินผู้เฒ่าแผ่มาไปกระตุ้นสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดทำให้ใจนางเต้นระส่ำระสายรีบคุกเข่าลงกับพื้น เอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงลนลาน

“เรียนฮูหยินผู้เฒ่า ขอให้ฮูหยินผู้เฒ่าให้อภัยด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

จ้าวลู่ชิงกล่าวพร้อมก้มหน้าคารวะ นางไม่อยากเจ็บตัวด้วยการถูกโบยตี อย่างไรก็ถือคติขอโทษไว้ก่อน เผื่อฮูหยินผู้เฒ่าจะมีเมตตา พลางคิดในใจว่าทำไมนางช่างโชคร้ายขนาดนี้ ดันเกิดมาในตำแหน่งอนุที่อับโชค

“เฮอะ สำนึกผิดเรอะ ครั้งแรกเจ้าก็ใช้มารยาจนได้เข้ามาเป็นอนุในจวนนี้ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว บ้านเมืองมีขื่อมีแป ในจวนก็เช่นกัน มิอาจปล่อยปละละเลยคนอย่างเจ้าให้ได้ใจ อย่างไรก็ต้องลงโทษให้หลาบจำ นี่ข้ามีเมตตามากแล้วที่รอเจ้าหายดีจึงค่อยนำตัวมาลงโทษ เด็ก ๆ นำตัวนางไปโบย 30 ที แล้วส่งนางไปคัดพระคัมภีร์ร้อยเล่ม ให้นางสวดมนต์ชำระล้างจิตใจที่วัดอวี้เหลียนซานสามเดือน”

พูดจบฮูหยินผู้เฒ่าก็สะบัดมือไล่ ให้บ่าวมาจัดการส่วนที่เหลือ จ้าวลู่ชิงได้ฟังแล้วเข่าอ่อน พลันอนุรองมู่ฟางหลันก็เดินมาคุกเข่าเบื้องหน้าฮูหยินผู้เฒ่า

“เรียนไท่ไท่ ท่านใจเย็นก่อนเถิดเจ้าค่ะ อนุสามเพิ่งจะหายดี หากโดนโบยอีก 30 ที ผู้น้อยเกรงว่าร่างกายนางจะไม่ไหวนะเจ้าคะ อย่างไรนายท่านรองตระกูลนางก็ยังเป็นผู้ช่วยในเรือนเซียวจวิ้นอ๋อง ที่นางแต่งเป็นอนุเข้ามาในจวนผู้คนก็รู้เห็นกันทั่ว หากนางเป็นอันใดไป ข้าน้อยเกรงว่าจะลือกันจนไม่เป็นผลดีต่อนายท่านนะเจ้าคะ อีกทั้งเดือนนี้ก็ใกล้ถึงวันเกิดของไท่ไท่แล้ว ถือว่าเมตตานางเถิดเจ้าค่ะ”

จ้าวลู่ชิงได้ฟังแล้วตัดพ้อในใจ คำพูดขอร้องของนางเหมือนมีเมตตาแต่นี่นางหวังดีต่อข้าจริงหรือ แม้นางจะเอ่ยขอลดโทษโบยให้ แต่กลับกล่าวถึงตอนที่ข้าเข้าจวนมาเป็นอนุ แล้วจากที่ชุนอิงเล่า นางเข้ามาเป็นอนุด้วยแผนการเยี่ยงนั้นฮูหยินผู้เฒ่ามิยิ่งโกรธหรือไร เป็นดังที่คาดฮูหยินผู้เฒ่าได้ฟังแล้วนึกย้อนไปถึงวิธีการที่นางเข้าจวน น้ำเสียงยิ่งเข้มขึ้น

“จริงของเจ้า งั้นก็โบยแค่สิบทีแล้วกัน จ้าวลู่ชิงรู้สึกใจชื้นขึ้น แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากลับกล่าวต่อว่า

“เอาให้หนักแต่อย่าถึงพิการก็พอ”

หลังจากนั้นจ้าวลู่ชิงไร้สติรับรู้ใด ๆ หรือพูดได้ว่านางไม่อยากจำความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น นางรู้สึกเจ็บใจยิ่งนัก ความต่างของสถานะลำดับชนชั้นไม่สามารถทำให้นางเรียกร้องสิ่งใดได้ นางนึกอยากกลับไปร่างเดิม ไม่อยากใช้ชีวิตในภพนี้ที่เห็นผู้คนเยี่ยงผักปลาแต่ก็จนปัญญาจะขัดขืน ทำได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่จ้าวลู่ชิงคนเก่าได้กระทำไว้

แม้โบยแค่สิบทีแต่ละครั้งกลับหนักหน่วงยิ่งนัก บ่าวที่ทำหน้าที่โบยตีรับคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าเป็นอย่างดี ท่อนร่างของนางเจ็บปวดจนไร้ความรู้สึก

คืนนั้นนางสลบไปด้วยพิษไข้ เมื่อตื่นขึ้นมาร่างกายของนางไม่สามารถขยับได้จึงได้แต่นอนซมก้มหน้าบนที่นอน ด้วยคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าว่ามิอาจให้นางพิการชุนอิงจึงสามารถเรียกหมอในจวนเข้ามาตรวจรักษา ชุนอิงนำตำรับยาจากท่านหมอไปต้มและป้อนแก่นางจนฟื้นขึ้น

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...