โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยอดปฏิเสธสินเชื่อ กระทบตลาดที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านเหลือขายมากสุด

The Bangkok Insight

อัพเดต 13 ก.พ. 2567 เวลา 02.04 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. 2567 เวลา 01.51 น. • The Bangkok Insight

ส่องตลาดที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท รับผลกระทบต่อเนื่องจากเศรษฐกิจ โควิด อัตราปฏิเสธสินเชื่อสูง ส่งผลหน่วยเหลือขายสูงสุด ผู้ประกอบการเร่งระบายสต็อก

ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการยังจำเป็นต้องเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไม่ดี เพราะผลกระทบจากเรื่องโควิด โดยผู้ประกอบการเลือกที่จะเข้าถึงกำลังซื้อคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในตลาดประเทศไทย คือ คนที่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อยูนิต

ตลาดที่อยู่อาศัย

เห็นได้จากช่วงที่ผ่านมาเปิดขายในสัดส่วนที่ไม่ต่ำกว่า 50 - 60% เมื่อเทียบกับที่อยู่อาศัยทั้งหมดที่เปิดขายในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งโครงการเหล่านั้นพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในปีที่ผ่านมาและปีนี้ เมื่อไม่เกิดการโอนกรรมสิทธิ์ก็ต้องมีผลกระทบต่อเนื่องแน่นอน

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดมิเนียม คือ เรื่องของการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยไม่ได้ เนื่องจากคนไทยเกือบ 100% จำเป็นต้องขอสินเชื่อธนาคารในการซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อไม่สูงมาก

โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มนี้ในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยค่อนข้างมาก

อัตราการปฏิเสธสินเชื่อในกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทอาจจะอยู่ในช่วง 40- 60% ซึ่งขึ้นอยู่กับทำเล และโครงการ บางทำเลซึ่งเป็นทำเลที่มีคนทำงานในภาคอุตสาหกรรมเยอะ อาจจะมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่มากกว่านี้ แต่ถ้าเป็นทำเลรอบ ๆ มหาวิทยาลัย หรือทำเลอื่น ๆ อัตราการปฏิเสธสินเชื่ออาจจะอยู่ในช่วงประมาณนี้ ซึ่งมีการปรับเพิ่มขึ้นจากอดีตพอสมควร

เรื่องที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีมานานแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัยต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งแม้ว่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องหนี้สิน และเครดิตบูโรมากที่สุดเช่นกัน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อเกิดขึ้นค่อนข้างสูง คือ เรื่องของหนี้ครัวเรือนหรือหนี้ส่วนบุคคลที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 หรือต่อเนื่องในช่วงปี 2563 - 2566

แม้ว่าหลาย ๆ คนอาจจะเคลียร์ปัญหา หรือจัดการภาระเรื่องหนี้สินไปหมดแล้ว แต่ก่อนหน้านี้เคยมีปัญหาจริง และธนาคารหรือสถาบันการเงินตรวจสอบได้ จึงอาจจะเกิดการลดความน่าเชื่อถือของคนที่ขอสินเชื่อธนาคาร

ดังนั้น ธนาคารหรือสถาบันการเงินอาจจะลดวงเงินสินเชื่อลง จากที่ทำเรื่องขอสินเชื่อไป การที่วงเงินลดลงจากทีขอไปอาจจะไม่ครอบคลุมมูลค่าที่อยู่อาศัยที่ต้องการ จึงเกิดปัญหาเรื่องของการไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้

การที่มีที่อยู่อาศัยจำนวนมากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ไม่ว่าจะด้วยปัญหาหรือติดขัดในเรื่องใดก็ตาม ยูนิตเหลือขายในตลาด จะวนกลับไปเป็นปัญหาของผู้ประกอบการและเป็นภาระของพวกเขาต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เห็นได้จากที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสม ณ สิ้นปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 93,607 ยูนิตเพิ่มขึ้น 11.5% คิดเป็นมูลค่า 223,446 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% โดยคอนโดมิเนียมเหลือขายมากสุด 49,433 ยูนิต มูลค่า 110,266 ล้านบาท ส่วนบ้านจัดสรรอยู่ที่ 44,174 ยูนิต มูลค่า 113,180 ล้านบาท

สำหรับคอนโดมิเนียมเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทุบรี สมุทรปราการ และปทุมธานี รวมไปถึงบางพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร เช่น พื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินในฝั่งธนบุรี

สุรเชษฐ กองชีพ

ส่วนบ้านจัดสรรเหลือขาย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ ในกรุงเทพมหานคร ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีบ้านจัดสรรเปิดขายไม่มากนัก สัมปทานเหลือขายในตลาดมีหลายระดับราคา แต่ที่มีสัดส่วนมากที่สุด คือ กลุ่มที่มีราคาขายไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อยูนิต

กลุ่มของคนที่ต้องการบ้านราคาขายไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อยูนิตยังคงเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในตลาดประเทศไทยแน่นอน ดังนั้น ความต้องการมีแน่นอน เพียงแต่ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในกุล่มนี้ บางส่วนติดปัญหาเรื่องของเครดิตบูโร เพราะปัญหาเรื่องของรายได้ที่ลดลง หรือขาดรายได้ช่วงโควิดที่ผ่านมา ทำให้มีปัญหาเรื่องของเครดิตบูโร หรือการมีภาระในการผ่อนชำระสินค้าหรือบริการมากเกินไป

เรื่องนี้ผู้ประกอบการอาจจะต้องทำความเข้าใจ หรือให้ความรู้ในการเตรียมความพร้อมกับผู้ที่สนใจจะซื้อต่อเนื่อง และคนในกลุ่มนี้จะยังคงมีอยู่ในตลาดแน่นอน ไม่หายไปไหน

ช่วงที่ผ่านมา อาจจะมีคนในกลุ่มที่ซื้อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทที่มีปัญหาจนถึงขั้นผ่อนต่อไปไม่ไหว ซึ่งจากข้อมูลของเครดิตบูโรกลุ่มของคนที่กำลังผ่อนบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทแล้วมีปัญหาผ่อนไม่ไหว หรือค้างค่างวดเพิ่มขึ้นประมาณ 37%

นอกจากนี้ ยังมีลูกหนี้อีกกว่า 1 แสนบัญชีที่ธนาคารกำลังจับตา เพราะมีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีปัญหาในอนาคต กลุ่มตลาดที่อยู่อาศัยในระดับราคาอื่น ๆ บางส่วนก็อาจะมีปัญหาเช่นกัน แต่จำนวนน้อยกว่ามาก

แม้ว่าช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ผู้ประกอบการหลายรายอาจจะบอกว่าหรือมีการประกาศแผนการพัฒนาในปี 2567 แล้วมีสัดสวนของบ้านหรือคอนโดมิเนียมราคาไม่แพงลดลง จนเริ่มมีคำถามว่า ที่อยู่อาศัยราคาไม่แพงจะหาไม่ได้ในอนาคต

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ที่อยู่อาศัยราคาถูกหรือไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อยูนิตในประเทศไทยยังคงมีอยู่แน่นอน ทั้งในโครงการบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่ยังเหลือขายในปัจจุบัน และโครงการที่จะเปิดขายใหม่ ๆ ในอนาคต ที่อาจจะมีโครงการราคาถูกลดลงบ้างในช่วงเวลานี้

แต่สุดท้ายแล้วผู้ประกอบการต้องกลับมาเปิดขายโครงการราคานี้แน่นอน เพราะอย่างไรก็ตามผู้ประกอบการต้องอ้างอิงจากกำลังซื้อคนไทยเป็นหลัก การเปิดขายโครงการราคาแพงเป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์เพื่อการเอาตัวรอด ในช่วงที่กำลังซื้อระดับล่างมีปัญหาเท่านั้น

แต่ถ้าพิจารณาดี ๆ ผู้ประกอบการหลายราย แค่ลดจำนวนโครงการระดับล่างลงเท่านั้น เพราะพวกเขาต้องการระบายสต็อกที่อยู่อาศัยระดับล่างในช่วงนี้ก่อน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...