โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ไม่เลิก "เจอจ่ายจบ" ประกันเจ๊ง คปภ.ชนเจ้าสัวเจริญฟ้องศาล

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ม.ค. 2565 เวลา 07.34 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2565 เวลา 06.30 น.

ธุรกิจประกันภัยอลหม่าน พิษ “เจอจ่ายจบ” สะเทือนยักษ์ใหญ่ อาคเนย์ประกันฯเครือ “เจ้าสัวเจริญ” ออกโรงฟ้อง คปภ. ยื่นศาลปกครองยกเลิกคำสั่งนายทะเบียน เปิดทางยกเลิก “เจอจ่ายจบ” พร้อมขอศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว นายกสมาคมเผยโอมิครอนชี้ชะตาธุรกิจประกันภัยผวาเคลมพุ่งแสนล้าน เสียหายใหญ่กว่าน้ำท่วมปี’54 ด้านเลขาธิการ คปภ.แจงสู้ทุกประเด็น หวั่นผู้ประกัน 10 ล้านคนถูกลอยแพ บริษัทประกันลุ้นฟังคำสั่งศาลยึดเป็นแนวปฏิบัติ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของแวดวงธุรกิจประกันภัยไทย เมื่อบริษัทอาคเนย์ประกันภัยและไทยประกันภัย บริษัทย่อยในกลุ่มเครือไทยโฮลดิ้งส์ (TGH) ธุรกิจประกันและการเงินเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้ดำเนินการยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง คดีพิพาทหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กรณีหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากประกาศคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 เรื่องให้ยกเลิกเงื่อนไขการใช้สิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย

จากคำสั่งดังกล่าวของ คปภ.คือห้ามบริษัทประกันยกเลิกกรมธรรม์ “เจอจ่ายจบ” ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดอย่างรุนแรงของสายพันธุ์เดลต้า เป็นเหตุให้บริษัทเอเชียประกันภัยและบริษัทเดอะวันประกันภัย ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน จนต้องถูกปิดกิจการเมื่อปี 2564

เจ้าสัวฟ้องยกเลิก “เจอจ่ายจบ”

แหล่งข่าวในวงการประกันภัยกล่าวว่า ตอนนี้มีบริษัทประกันอีกอย่างน้อยอีก 2-3 ราย ที่กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องรุนแรง หากการแพร่ระบาดโควิดสายพันธุ์โอมิครอนมียอดผู้ติดเชื้อรุนแรงมากขึ้น ซึ่งรวมถึงบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ของกลุ่มเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งล่าสุดได้ทำการยื่นฟ้องศาลปกครอง

โดยเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 ศาลปกครองกลางได้รับคำฟ้องคดีปกครอง คดีหมายเลขดำที่ 44/2565 โดยบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวก 2 คน เป็นผู้ฟ้องคดีที่ 1 และบริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดีที่ 2 โดยได้ยื่นฟ้องนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เรื่องกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยคำฟ้อง ได้ขอให้ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา ใน 2 ประเด็นดังนี้

1.พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 เรื่องให้ยกเลิกเงื่อนไขการใช้สิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย ฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่ง

2.ขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 เรื่องให้ยกเลิกเงื่อนไขใช้สิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย ฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี หรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

คปภ.แจงทุกประเด็นศาลฯ

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. ให้สัมภาษณ์หลังให้การกับศาลปกครองเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 65 ว่า ประเด็นหลักที่ศาลฯได้สอบถามคือ การฟ้องคดีอยู่ในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยตามกฎหมายจะต้องฟ้องภายใน 90 วัน หลังจากที่ คปภ.มีคำสั่งนายทะเบียนออกมา

เพราะถ้าการฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลจะไม่รับคำฟ้อง ยกเว้นแต่เป็นกรณีเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน

“ข้ออ้างของผู้ฟ้องว่า คปภ.ไม่มีการส่งคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ให้บริษัทรับทราบ โดย คปภ.ได้ชี้แจงว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 เป็นคำสั่งทั่วไป ซึ่งปกติไม่มีกฎข้อบังคับให้ต้องส่งไปที่บริษัทประกัน ในทางปฏิบัติ คปภ.จะลงบนเว็บไซต์สำนักงาน คปภ.และเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ประชาชนให้ความสำคัญ สื่อหลายสำนักทั้งหนังสือพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์, ออนไลน์ ได้มีการเผยแพร่ข่าวในวงกว้าง”

ชี้ กม.ต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วัน

เลขาธิการ คปภ.ระบุว่า ผู้ฟ้องคดีจะอ้างว่าไม่ทราบคำสั่งไม่ได้ โดยได้มีการประกาศคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 64 ขณะเดียวกันผู้ฟ้องคดีทั้ง 2 บริษัทก็ออกมายืนยันหลังจากออกคำสั่งนายทะเบียนว่า เขายืนยันที่จะคุ้มครองผู้เอาประกันภัยโควิดทุกประเภทจนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครอง ซึ่งการยืนยันตรงนี้ถือเป็นผลของคำสั่งนายทะเบียน

นอกจากนี้ในคำฟ้องก็ระบุชัดว่า จากข่าวที่ลงไปในหนังสือพิมพ์วันที่ 17 ก.ค. 64 ทำให้บริษัทจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 เพราะกลัวจะถูกดำเนินการฐานประวิงคดีหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต

ดังนั้นข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ปรากฏว่าไม่ทราบคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ไม่เป็นความจริง เพราะจริง ๆ ต้องทราบตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค. 64 ซึ่งนับถึงวันที่ยื่นฟ้องเกินระยะเวลากำหนด เพราะต้องยื่นฟ้องภายในเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันที่รู้หรือควรจะรู้

ต่อสู้คำสั่งลงราชกิจจาฯ 12 ต.ค.

อย่างไรก็ตามทางผู้ฟ้องได้อ้างต่อว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 คปภ.ต้องประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาก่อน จึงจะมีผลตามกฎหมาย ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมีการลงประกาศในราชกิจจาฯเมื่อ 12 ตุลาคม 2564 ดังนั้นเมื่อนับถึงปัจจุบันจึงยังไม่ครบ 90 วัน โดย คปภ.ได้ชี้แจงศาลฯว่า ในกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องส่งตัวคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ที่เป็นคำสั่งทางปกครองไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่การที่ส่งไปลงราชกิจจาฯเนื่องจากต้องให้ประชาชนได้รับรู้

หวั่นผู้เอาประกันถูกลอยแพ

เลขาธิการ คปภ.กล่าวอีกว่า ช่วงบ่ายวานนี้ (14 ม.ค. 65) ศาลฯได้สั่งให้พนักงานศาลพิมพ์เอกสารและรวบรวมเอกสารที่ คปภ.ส่งไปให้ โดยเฉพาะประเด็นที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อทุกสำนักที่ได้รับทราบไปในวงกว้าง โดยศาลยังไม่ได้สรุปตัดสินคดี ต้องพิสูจน์หลักฐานก่อน และจะนัดให้ คปภ.รับทราบคำสั่งว่าจะรับคดีไว้พิจารณาหรือไม่อีกครั้ง

หากศาลฯรับคดีไว้พิจารณา 2 ประเด็นที่ศาลจะต้องไต่สวนของผู้ฟ้องคือ 1.ขอให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 และ 2. ขอคุ้มครองชั่วคราว ไม่ให้คำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 มีผลบังคับใช้เป็นการชั่วคราว เพราะฉะนั้นถ้าศาลฯรับฟ้องและมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว จะทำให้ผู้เอาประกันภัยโควิดทั้งหมดกว่า 10 ล้านคนถูกลอยแพแน่นอน เพราะระหว่างนี้บริษัทประกันวินาศภัยสามารถที่จะบอกเลิกกรมธรรม์ฯได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมาก ๆ ต่อพี่น้องประชาชน โดยศาลฯระบุว่า เนื่องจากเกี่ยวกับประชาชนจำนวนมากจะพิจารณาโดยเร็ว

ไม่มีใครใหญ่เหนือกฎหมาย

นายสุทธิพลกล่าวอีกว่า ไม่มีใครจะใหญ่เหนือกฎหมาย แม้กฎหมายจะระบุไว้ในกรมธรรม์ว่าสามารถบอกเลิกกรมธรรม์ลูกค้าได้ แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อมีความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงในระดับสูงแล้วจะบอกเลิกกรมธรรม์แบบเหมาเข่ง ต้องพิจารณาแต่ละรายไป มีหลักฐานยืนยันและสอดคล้องกับกฎหมายสากล เพราะความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฉะนั้นจะวุ่นวายมาก ถ้าให้ยกเลิกเหมาเข่ง ต่อไปคนจะไม่ทำประกัน

เลขาธิการ คปภ.กล่าวว่า ในข้อเท็จจริง บริษัทประกันไม่ต้องรอนสิทธิผู้บริโภค โดยมีมาตรการทางเลือกอีก 11 มาตรการซึ่งสามารถทำได้ แต่บริษัทประกันไม่ดำเนินการ

“การทำประกันภัยโควิดเจอจ่ายจบ คือการที่ประชาชนผู้เอาประกันภัยมอบความไว้วางใจให้บริษัทประกันที่อาสามาช่วยบริหารความเสี่ยง ฉะนั้นการไปบอกเลิกกรมธรรม์ในช่วงวิกฤต ทั้ง ๆ ที่เคยสัญญาว่าจะคุ้มครองจนสิ้นสุดอายุการคุ้มครอง โดยโยนความเสี่ยงที่มากขึ้นกลับคืนไปให้ประชาชน ถือเป็นการทำลายความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้บริษัทประกัน จึงเป็นการเอาเปรียบประชาชนอย่างยิ่ง” นายสุทธิพลกล่าว

สมาคมฯชี้หนักกว่าน้ำท่วมปี’54

ขณะที่นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวกับ 
“ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันสถานการณ์ของบริษัทประกันวินาศภัยอยู่ในสถานการณ์ลำบาก บริษัทที่ขายประกันโควิดเจอจ่ายจบ ก็ประสบปัญหาขาดทุนจากการขายประกันเจอจ่ายจบทั้งสิ้น โดยจนถึงต้นปี 2565 ยอดเคลมประกันภัยโควิดน่าจะทะลุเกิน 40,000 ล้านบาทไปแล้ว เนื่องจากสถานการณ์ยอดผู้ติดเชื้อโอมิครอนผงกหัวขึ้น มีผู้ติดเชื้อรายวันแตะระดับ 8,000 รายต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2.5 เท่า จากยอดเดือน ธ.ค. 64

จากยอดผู้ติดเชื้อเดลต้าสิ้นปี’64 เกือบ 2.2 ล้านราย หรือติดเชื้อรุนแรงประมาณ 20,000 รายต่อวัน ในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย. 64 ใช้เวลากว่า 100 วัน ธุรกิจประกันต้องจ่ายเคลมไปรวม ๆ กว่า 40,000 ล้านบาท กรณีโอมิครอนยังไม่รู้ว่ายอดผู้ติดเชื้อจะเท่าเดลต้าหรือไม่ ต้องรอประเมินจนถึงเดือน มิ.ย. 65 ซึ่งเป็นช่วงที่กรมธรรม์โควิดเจอจ่ายจบส่วนใหญ่อีกกว่า 8-9 ล้านจะหมดอายุความคุ้มครอง

“ต้องดูว่าถึง มิ.ย. 65 ยอดผู้ติดเชื้อจะจบที่กี่ล้านราย ถ้าติดเชื้อรวม 10 ล้านคน ต้องจ่ายเคลมรวม ๆ กว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งบริษัทประกันส่วนใหญ่ก็ไม่มีการทำประกันภัยต่อ ฉะนั้นความเสียหายอาจจะรุนแรงยิ่งกว่าน้ำท่วมใหญ่ปี 2554”

ด้านนายอาภากร ปานเลิศ ผู้ช่วยเลขาธิการสายกำกับผลิตภัณฑ์ประกันภัย สำนักงาน คปภ. กล่าวว่า ข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยโควิดล่าสุดจนถึงวันที่ 15 ธ.ค. 2564 พบว่ามีกรมธรรม์ทั้งหมด 41.63 ล้านฉบับ เบี้ยประกันภัยรับรวม 10,930 ล้านบาท ขณะที่ยอดจ่ายค่าสินไหมทดแทนสูงกว่า 37,800 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้จำนวนกรมธรรม์และเบี้ยประกันค่อนข้างนิ่งแล้ว แต่ยอดจ่ายเคลมประกันยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะมีกรมธรรม์ประกันภัยโควิดแบบเจอจ่ายจบในระบบที่ยังเหลืออายุความคุ้มครองอยู่อีกกว่า 7 ล้านฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่กว่าจะหมดอายุประมาณเดือน เม.ย.-มิ.ย. 65

หวั่นออกกรมธรรม์ใหม่ยาก

แหล่งข่าวผู้บริหารบริษัทประกันวินาศภัยรายหนึ่งกล่าวว่า ประเด็นในการต่อสู้คดีคงต้องแยกเป็น 2 ลักษณะคือ 1.อำนาจของนายทะเบียน (เลขาธิการ คปภ.) สามารถสั่งให้ยกเลิกคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ได้ แต่ต้องไม่ไปย้อนหลังการให้ความเห็นชอบในกรมธรรม์ประกันภัยโควิดที่ได้อนุมัติเห็นชอบไปแล้ว

“หากประเด็นนี้เอกชนพ่ายแพ้ ต่อไปการออกกรมธรรม์ใหม่ ๆ คงต้องมีความลำบากใจ เพราะขัดหลักการประกันภัย และการประกันภัยต่อที่ทั่วโลกปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน ที่ให้สามารถยกเลิกกรมธรรม์ได้”

และ 2.หากศาลชี้ว่าคำสั่งห้ามยกเลิกกรมธรรม์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเอกชนจะไปยกเลิกกรมธรรม์หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะบริษัทต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ชื่อเสียง และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อบริษัทที่จะประกอบธุรกิจต่อไปในระยะข้างหน้า

กองทุนประกันฯถังแตก

แหล่งข่าวในวงการประกันภัยมองว่า กรณีประกันเจอจ่ายจบ ที่ส่งผลกระทบให้บริษัทประกันขาดสภาพคล่องจนต้องปิดกิจการนั้น ได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของระบบประกันภัยไทย และการที่บริษัทประกันภัยต้องปิดกิจการนั้น ไม่เพียงกระทบกับผู้ทำประกันโควิดเท่านั้น แต่รวมถึงผู้เอาประกันภัยประเภทอื่น ๆ ที่บริษัทให้บริการ อาทิ ประกันรถยนต์, ประกันภัยบ้าน (อัคคีภัย), ประกันสุขภาพ ฯลฯ

นอกจากนี้ยังส่งผลให้กองทุนประกันวินาศภัยซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชี (เยียวยาความเสียหายให้กับผู้เอาประกัน) ในกรณีบริษัทประกันวินาศภัยถูกเพิกถอนใบอนุญาต เนื่องจากเงินหน้าตักที่สะสมมากว่า 5,600 ล้านบาท ดูเหมือนจะไม่พอจ่าย เพราะหนี้ความเสียหายจากยอดเคลมประกันภัยโควิดแบบเจอจ่ายจบของ 2 บริษัท (เอเชียประกัน และ เดอะวันฯ) รวมกันสูงกว่า 7,000 ล้านบาท โดยขณะนี้ทางคณะกรรมการกองทุนประกันฯก็มีการหารือถึงแนวทางที่จะต้องกู้เงินมาใส่ในกองทุน

โอมิครอนทุบประกันเจ๊งเพียบ

แหล่งข่าววงในธุรกิจประกันวินาศภัยกล่าวว่า ตอนนี้อาคเนย์ประกันภัยและไทยประกันภัยก็กำลังแย่ ทั้งสองบริษัทมีเงินกองทุนรวมกันแค่ 3,000 ล้านบาท แต่จ่ายเคลมประกันโควิดเจอจ่ายจบเป็น 10,000 ล้านบาทไปแล้ว ขณะที่ก่อนหน้านี้ได้เพิ่มทุนไปแล้ว 6,000 ล้านบาทด้วย ดังนั้นจึงทำให้ทางบริษัทออกมาฟ้องศาลปกครอง ซึ่งขนาดบริษัทยักษ์ใหญ่ยังประสบปัญหา ซึ่งเท่าที่ทราบก็มีอีกหลายบริษัทที่อาการหนักเช่นกัน ทุกบริษัทก็รอลุ้นคำสั่งของศาลปกครองว่าจะออกมาอย่างไร

เช่นในกรณี บมจ.สินมั่นคงประกันภัย ในช่วงไตรมาส 3/64 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 3,662.39 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 160.21 ล้านบาท โดยผลประกอบการ 9 เดือนขาดทุนสุทธิ 3,845.58 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากมูลค่ายอดจ่ายเคลมสินไหมเจอจ่ายจบในไตรมาส 3/64 ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก มูลค่าสูงกว่า 6 พันล้านบาท ซึ่งขณะนี้ผลประกอบการไตรมาส 4/2564 ยังไม่ได้ออก ก็ต้องจับตาดูว่าจะออกมาอย่างไร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...