นายกฯ เตรียมเยือนนิวซีแลนด์ 20-22 ส.ค. ดันเป้าการค้า 3 เท่า ใช้ประโยชน์ TNZCEP
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางเรย์ลีน ซีอาลี ทากาลอ ลูฟาลานี (H.E. Ms. Raylene Siale Tagaloa Liufalani) เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ โดยทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางต่อยอดความสัมพันธ์ไทย-นิวซีแลนด์ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมการค้า การลงทุน เทคโนโลยี การศึกษา และการท่องเที่ยว
นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับเอกอัครราชทูตฯ พร้อมระบุว่า ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-นิวซีแลนด์ และเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้ก้าวหน้าและเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเอกอัครราชทูตฯ ถือเป็นเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทยคนแรกที่เป็นสตรี
ด้านเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์กล่าวแสดงความเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา รวมถึงเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนที่จังหวัดนนทบุรี
เอกอัครราชทูตฯ ยังกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์พร้อมให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะในการเดินทางเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20-22 สิงหาคมนี้ และเชื่อมั่นว่าการเยือนจะช่วยกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 3 เท่าภายในปี 2588 พร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ให้มากขึ้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในการเดินทางเยือนครั้งนี้ จะนำผู้แทนภาคเอกชนไทยระดับสูงจากกว่า 10 บริษัทเข้าร่วมด้วย เพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือใหม่ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ รวมถึงหารือกับรัฐมนตรีด้านการค้าและการลงทุนของนิวซีแลนด์ เพื่อสนับสนุนการขยายมูลค่าการค้าระหว่างกัน
นางสาวรัชดากล่าวว่า การเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีระหว่างวันที่ 20-22 สิงหาคมนี้ ถือเป็นการเยือนระดับนายกรัฐมนตรีของไทยครั้งแรกในรอบ 13 ปี และมีแผนประกาศยกระดับความสัมพันธ์ไทย-นิวซีแลนด์สู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) เพื่อเปิดโอกาสความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี การศึกษา และการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสและผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ