โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผ่า 'ขุมข่ายตำรวจ' สีน้ำเงิน เปิด 4 แคนดิเดต ลุ้น ผบ.ตร.คนที่ 16

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

หลังจากบินกลับจากภารกิจที่ประเทศจีน ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นี้ "อนุทิน ชาญวีรกูล" นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มีหมายงานสำคัญ นั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่

สำหรับแคนดิเดตชิงเก้าอี้ ผบ.ตร.คนที่ 16 มีจำนวน 4 คน ประกอบด้วย พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. (นรต.43) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. (นรต.42) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. (นรต.50) และ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ (นรต.43)

สำหรับ รองผบ.ตร.ที่อาวุโสสูงสุดตามลำดับในครั้งนี้ คือ พล.ต.อ.นิรันดร ที่เหลืออายุราชการ 2 ปี รองลงมาคือ พล.ต.อ.ธัชชัย เกษียณอายุราชการในปี 2570 พล.ต.อ.สำราญ เหลืออายุราชการอีกยาวถึง 7 ปี และพล.ต.อ.อิทธิพล เกษียณอายุราชการปี 2572

ทว่า เส้นทางของแต่ละคน กว่าจะก้าวจาก “พ.ต.อ.” ขึ้นมาเป็น “พล.ต.อ.” ได้ ล้วนน่าสนใจ

พล.ต.อ.นิรันดร ใช้เวลา 21 ปี พล.ต.อ.ธัชชัย ใช้เวลา 23 ปี พล.ต.อ.สำราญ ใช้เวลา 15 ปี พล.ต.อ.อิทธิพล ใช้เวลา 20 ปี

ตามหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ตามพระราชบัญญัติตำรวจ พ.ศ.2565 และกฎของ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้ง ให้ยึดระบบคุณธรรม มาตรา 78 (1) ให้ยึดอาวุโส ความรู้ความสามารถประกอบกัน โดยเฉพาะประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวน

ดังนั้น แม้ในบรรดา 4 คน จะมีผู้อาวุโสสูงสุด และมากประสบการณ์ แต่ไม่ได้การันตีว่า จะได้นั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.แบบแบเบอร์

ในอดีตเคยเกิดกรณีผู้ที่อาวุโสน้อยสุดได้นั่งเป็นเบอร์ 1 กรมปทุมวัน คือ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีต ผบ.ตร. ซึ่งหลังจากนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทบลุกเป็นไฟ เกิดความขัดแย้งกันอย่างหนักระหว่างบิ๊กตำรวจ จนภาพลักษณ์องค์กรติดลบ เพิ่งจะมาสงบในยุค พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.คนปัจจุบัน ที่ใช้ยุทธศาสตร์น้ำเย็นดับไฟ

อย่างไรก็ดี แม้จะมีแคนดิเดต ผบ.ตร. 4 คน แต่ที่มีโอกาสจริงๆ มีแค่ 3 คน คือ พล.ต.อ.นิรันดร ที่ดูแลงานกฎหมาย และคดี

พล.ต.อ.ธัชชัย ดูแลงานด้านการป้องกันและปราบปราม และพล.ต.อ.สำราญ ดูแลด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ

แม้ 3 คน จะได้ลุ้น แต่คนที่ถูกจับตามองมากที่สุด เติบโตในชีวิตราชการรวดเร็วที่สุดคือ พล.ต.อ.สำราญ และยังเป็นคนที่ “สัญญาณแรง” ที่สุด โดยเฉพาะยุค “สีน้ำเงิน” เรืองอำนาจ แม้จะอาวุโสอันดับ 3 ก็ตาม

“พล.ต.อ.สำราญ” มีคอนเน็กชันที่ไม่ธรรมดา มีสายสัมพันธ์กับ “ผู้วิเศษ” ที่เป็นแรงส่งให้นั่งเก้าอี้ “ผบ.ตร.” แบบที่แคนดิเดตคนอื่นๆ ที่เหลือไม่ต้องออกแรงสู้ เพราะสู้ยาก จนมีกระแสข่าวลือออกมาว่า มีการหมอบแต่โดยดีแล้ว

จะสังเกตเห็นได้ว่า เวลามีคดีความสำคัญในยุคนี้ “บิ๊กราญ” จะได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ หรือไปถึงหน้างานก่อนใคร โดยเฉพาะงานที่ นายกฯ “อนุทิน” ไป แทบจะเป็นเงาข้างกายผู้นำอยู่แล้ว

ดังนั้นเขาจึงเป็นตัวเต็งอันดับ 1 และแทบจะนอนมาตั้งแต่ นายกฯ อนุทิน ยังไม่ได้นั่งหัวโต๊ะประชุม ก.ตร.เลยด้วยซ้ำ

หาก “พล.ต.อ.สำราญ” เข้าวินจริง จะนั่งในตำแหน่งยาวไปถึงปี 2576 ซึ่งยาวนานมาก ทำลายสถิติของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งยาวนานมากคนหนึ่งถึง 5 ปี

ขณะเดียวกัน หาก “พล.ต.อ.สำราญ” ได้เป็น ผบ.ตร. จะทำให้ รอง ผบ.ตร. ที่ปกติจะขึ้นมาลุ้นเป็นผู้นำองค์กรคนต่อไป แทบจะหมดหวังตั้งแต่วันนี้ เพราะเขาจะนั่งยาวไปถึง 7 ปี จนคนอื่นเกษียณอายุราชการกันไปหมดแล้ว

โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังจะขึ้นเป็นรองผบ.ตร. ทั้ง พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจเรตำรวจแห่งชาติ รวมไปถึง พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.

ขณะที่คนที่มีโอกาสขึ้นเป็นระดับ “ผู้บัญชาการ” ขณะนี้มีตำแหน่งว่าง 18 ตำแหน่ง โดยตัวเต็ง 9 คน ที่จะขยับขึ้นมาแน่ๆ ได้แก่ พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ. 2 พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รองผู้บัญชาการตำรวจประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.)

พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (รอง ผบช.ทท.) พล.ต.ต.วัลลพ จํานงค์อาษา รอง ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.วีรพัฒน์ ศิวะแพทย์ รองผู้บัญชาการ สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ (รอง ผบช.สยศ.ตร.) พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(รอง ผบช.สตม.) พล.ต.ต.ระวีพรรษ อมรมุนีพงศ์ รอง ผชช.ภ.6 พล.ต.ต.ภาณุวัฒน์ ร่วมรักษ์ รองผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง (รอง ผบช.สกบ.)

ส่วนอีก 9 คนที่เหลือนั้น ต้องไปลุ้นกันว่า ใครจะได้บ้าง เพราะตำแหน่ง “ผู้บัญชาการ” ครั้งนี้แข่งขันดุเดือดเลือดพล่าน และเล่นกันแรง สิ่งที่ต้องจับตาคือ “เครือข่ายน้ำเงิน” จะถือโอกาส “วางกำลัง” บุคคลใกล้ชิดเอาไว้หรือไม่ เพราะถือเป็นกลไกสำคัญ

ในเมื่อเลือกที่จะเอา “ผบ.ตร.” ที่ใครต่อใครมองว่า เป็น “สายน้ำเงิน” แล้ว ตำแหน่งรองๆ ลงมา ก็ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่จะต้องวางเอาไว้

หากดูจากโมเดลของกระทรวงมหาดไทยในยุค “สีน้ำเงิน” ที่นอกจาก “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งไม่ใช่ “สายสีน้ำเงิน” แต่เป็นคนสนิทของ “อนุทิน” แล้ว ระดับรองปลัดกระทรวง อธิบดี รองอธิบดี ต่างเป็นบุคคลในเครือข่ายเหล่านี้ทั้งนั้น

ในเมื่อคุมกลไกพลเรือนได้แล้ว กลไกตำรวจซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างก็ย่อมจะใช้รูปแบบเดียวกัน และเหตุผลที่ “บิ๊กราญ” กระโดดมาเป็น “ตัวเต็ง” ได้ ก็ล้วนแล้วมาจากสายสัมพันธ์ คอนเน็กชัน อันแนบแน่นกับสายนี้

ส่วน “ผบ.ตร.ในใจ” และ ในมือของ “อนุทิน” จะเป็นใคร จะตรงอย่างที่คาดการณ์กันไว้หรือไม่ อีกไม่นานคงได้รู้กัน เช่นเดียวกับระดับ “ผู้บัญชาการ”

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...