“เกษียณ” ยุคใหม่ต้องพร้อม 4 ด้าน ทิสโก้ ชูเงิน-สุขภาพ-ที่อยู่-มรดก รับสังคมสูงวัย-อายุยืน
วันที่ 30 ก.ย. ของทุกปี ที่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตหลังเกษียณของใครหลายคน ดังนั้นความมั่นคงหลังเกษียณเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อม "การมีเงิน" เพียงพออาจเป็นจุดเริ่มต้นที่มั่นคง แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเมื่ออายุเพิ่มขึ้น บ้าน ที่เคยคุ้นเคยอาจไม่ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัย ขณะที่สุขภาพ รูปแบบการใช้ชีวิต และความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ปี2569 คาดว่าประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 15 ล้านคนในปีนี้ คาดว่าไปแตะกว่า 20.5 ล้านคนในปี 2583 หรือมากกว่า 3 ใน 10 ของประชากรไทย ตามประมาณการประชากรของ สศช. เรียกได้ว่า ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ทำให้การเตรียมเกษียณต้องมองไกลกว่าเรื่องเงิน ครอบคลุมสุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการดูแลระยะยาว ขณะที่ครัวเรือนมีขนาดเล็กลง หนุนความต้องการบริการและที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย และเปิดโอกาสธุรกิจเศรษฐกิจสูงวัยเติบโตต่อเนื่อง
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านการบริหารความมั่งคั่ง ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การวางแผนเกษียณ ควรเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายค่าใช้จ่ายและรูปแบบการใช้ชีวิตที่ต้องการในอนาคต เนื่องจากอายุที่ยืนยาวขึ้น หมายถึงความจำเป็นในการเตรียมเงินที่มากขึ้นตามไปด้วย ผู้ที่เริ่มออมและลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย จะมีโอกาสสะสมเงินเพื่อการเกษียณได้ง่ายกว่า
ขณะเดียวกันควรกระจายเงินออกเป็นหลายส่วน ทั้งเงินสำรองฉุกเฉิน ค่าใช้จ่ายระยะสั้น และเงินลงทุนระยะยาว เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด และสร้างความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ประกันบำนาญ ยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอในวัยเกษียณ ช่วยเสริมสภาพคล่องและลดความกังวลเรื่องรายได้ในระยะยาว
ทิสโก้ชี้ “เงิน” อย่างเดียวไม่พอ
อย่างไรก็ตาม การเตรียมตัวเพื่อการเกษียณ ไม่ควรมองเฉพาะเรื่องการออมเงินเท่านั้น แต่ควรวางแผนอย่างรอบด้าน ครอบคลุม 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การเงิน สุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการส่งต่อทรัพย์สิน เพราะแม้อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยจะสูงขึ้น แต่ระยะเวลาที่มีสุขภาพแข็งแรงจริง ๆ อาจมีเพียงราว 60 กว่าปีเท่านั้น
ดังนั้น การดูแลสุขภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการเตรียมรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต เพื่อลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยและภาวะติดเตียง ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งคุณภาพชีวิตของตนเองและภาระของคนรอบข้าง
ผู้สูงอายุควรวางแผนที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป โดยอาจเริ่มจากการปรับปรุงบ้านเดิมให้ปลอดภัย และเหมาะกับการใช้งานเมื่ออายุมากขึ้น ขณะที่ผู้ที่ยังสามารถดูแลตนเองได้อาจเลือกโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งออกแบบตามหลัก Universal Design และมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพ
แนะวางแผนเกษียณ 4 มิติ
นอกจากสุขภาพแล้ว ที่อยู่อาศัยถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่หลายคนมักมองข้าม แม้ว่าจะใช้เวลาหลายปีในการเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน แต่กลับไม่ค่อยวางแผนว่าบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต ควรเป็นอย่างไร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงบ้านเดิมให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ หรือการเลือกทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์สุขภาพและความปลอดภัยมากกว่า
ส่วนมิติสุดท้ายคือ การวางแผนส่งต่อทรัพย์สินและมรดก ซึ่งควรเริ่มต้นวางแผนล่วงหน้า ทั้งในเรื่องการจัดการทรัพย์สิน การทำพินัยกรรม และการบริหารภาษี เพื่อให้การส่งต่อเป็นไปตามความตั้งใจของเจ้าของทรัพย์สิน ทั้งนี้การวางแผนชีวิตหลังเกษียณ ไม่มีรูปแบบที่เหมาะกับทุกคน แต่ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และความพร้อมทางการเงินของแต่ละบุคคล เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุขในระยะยาว
95% ยังอยู่บ้านเดิมกับครอบครัว
ศาสตราจารย์ไตรรัตน์ จารุทัศน์ ภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางการออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่า ผู้สูงอายุไทยกว่า 95% ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านเดิมร่วมกับครอบครัว หรือที่เรียกว่า Ageing in Place ดังนั้นควรเริ่มวางแผนปรับปรุงบ้าน ตั้งแต่อายุประมาณ 50-60 ปี เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ โดยเฉพาะการหกล้ม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ สูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา และนำไปสู่ภาวะพึ่งพิงในระยะยาว
จุดเสี่ยงหลักภายในบ้าน ทั้งห้องน้ำ บันได ห้องนอน และรอยต่อระหว่างพื้นที่ภายในกับภายนอกบ้าน ควรจัดบ้านให้โล่ง ลดสิ่งกีดขวางและพื้นต่างระดับ เพิ่มแสงสว่าง เลือกพื้นผิวที่ไม่ลื่น ติดตั้งราวจับ และย้ายห้องนอนมาไว้ชั้นล่าง ห้องน้ำควรอยู่ใกล้กับเตียงนอน พร้อมเลือกอุปกรณ์ที่ใช้งานง่ายและเหมาะกับสรีระของผู้สูงอายุ
ทั้งนี้ การปรับบ้านไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง โดยสามารถเริ่มจากการจัดระเบียบ และนำสิ่งกีดขวางออกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ก่อนทยอยปรับปรุงตามความจำเป็น เนื่องจากอุบัติเหตุหกล้มเพียงครั้งเดียวอาจนำไปสู่กระดูกสะโพกหัก การพึ่งพาระยะยาว และค่าใช้จ่ายในการรักษาหลักแสนบาท การออกแบบบ้านควรคำนึงถึงความปลอดภัย ความสะดวกในการเข้าถึง การกระตุ้น การใช้ชีวิตประจำวัน และความง่ายในการดูแลรักษา
การวางแผนสุขภาพและการเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อรองรับการใช้ชีวิตใน 3 ช่วงสำคัญของวัยสูงอายุ แนวคิด ปรับบ้านก่อนหกล้ม และย้ายบ้านก่อนสมองเสื่อม เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตลอดช่วงชีวิต
ชี้ บ้านเช่าตลอดชีพวัยเกษียณ เริ่มต้นชีวิตใหม่
ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยที่สำคัญคือการออกแบบตามหลัก Universal Design เพื่อป้องกันการหกล้ม และเอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสังคมที่ครอบครัวมีขนาดเล็กลง และผู้สูงอายุจำนวนมาก ต้องใช้ชีวิตแยกจากลูกหลานมากขึ้น โดยศุภวัฒนาลัย มุ่งสร้างชุมชนสำหรับผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ปลอดภัย และมีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันคอยทำกิจกรรมร่วมกัน เน้นการอยู่อาศัยแบบ Wellness Living พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก
ทั้งนี้ โครงการมีทางเลือกทั้งแบบสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี และสัญญาเช่าตลอดชีพ โดยราคาห้องพักเริ่มต้นประมาณ 1.1 -1.9 ล้านบาท สำหรับสัญญาเช่าตลอดชีพ หรือสิทธิการอยู่อาศัย 30 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทห้องและจำนวนผู้พักอาศัย
ไม่มีรูปแบบการอยู่อาศัยใดเหมาะกับทุกคน บางคนอาจเลือกปรับบ้านเดิมให้อยู่ได้ตลอดชีวิต ขณะที่บางคนอาจเลือกย้ายเข้าสู่ชุมชนผู้สูงวัยหรือคอนโดมิเนียม ที่ออกแบบรองรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ สิ่งสำคัญคือการเริ่มวางแผนล่วงหน้า เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างอิสระ มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
กบข.เตรียมเงิน 2.49 หมื่นล้านบาท จ่ายเงินผู้เกษียณ 69
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า กบข.จะเกษียณอายุราชการจำนวน 16,233 ราย จากสมาชิกทั้งหมด 1.29 ล้านราย กบข. เตรียมความพร้อมในการจ่ายเงินกองทุนให้แก่สมาชิก รวมเป็นเงินประมาณ 24,950 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินออมสะสมอย่างต่อเนื่องของสมาชิก รวมกับเงินสมทบจากภาครัฐ และผลตอบแทนจากการลงทุน
โดยในปีนี้สมาชิกที่เกษียณอายุราชการ จะได้รับเงินกองทุนเฉลี่ยรายละ 1.53 ล้านบาท โดยมีสมาชิกที่ได้รับเงินสูงสุดมากถึง 7.86 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับยอดเงินของสมาชิกแต่ละรายจะแตกต่างกันตามระยะเวลาการเป็นสมาชิก เงินเดือน อัตราการออม แผนการลงทุน และผลตอบแทนที่ได้รับ
อ่านข่าว:
อายุเกิน 60 ปี เริ่มงานใหม่ ต้องส่งประกันสังคมหรือไม่ เช็กสิทธิที่ควรรู้
โลกเปลี่ยนเกมสู่ยุคAI ย้ำ “ไทย” ต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รับมือโลกผันผวน
วงจรผู้สูงวัย "อายุยืน-โรครุมเร้า" ลูกสาว-คู่สมรส รับบท "ผู้ดูแลหลัก"