โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทองคำสะเทือน! เฟดส่อขึ้นดอกเบี้ย ดันดอลลาร์แข็ง จังหวะนี้ไปต่อหรือรอก่อน?

THE SIGNALs

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • กองบรรณาธิการ THE SIGNALs

สัปดาห์นี้ตลาดทองคำเจอแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลังถ้อยแถลงของ Kevin Warsh ประธาน Fed ที่ Jackson Hole ทำให้ตลาดกลับมาเพิ่มเดิมพันว่า Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาทองร่วงจากจุดสูงสุดของสัปดาห์ใกล้ 4,700 ดอลลาร์ ลงมาทดสอบบริเวณ 4,450 ดอลลาร์ หายไปมากกว่า 200 ดอลลาร์ภายในไม่กี่วัน

ทองคำสะเทือน! เฟดส่อขึ้นดอกเบี้ย ดันดอลลาร์แข็ง จังหวะนี้ไปต่อหรือรอก่อน?

จุดเริ่มต้นของการเทขายรอบนี้มาจากถ้อยแถลงของคุณเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ในเวที Jackson Hole ซึ่งสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า ตัวเลขเงินเฟ้อยังคงลอยอยู่เหนือระดับเป้าหมายที่ 3% และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังมีภารกิจอีกพอสมควรในการผลักดันตัวเลขนี้ให้ลงไปแตะระดับ 2%

สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น คือ การพลิกโผของเครื่องมือประเมินความน่าจะเป็นนโยบายการเงินอย่าง CME FedWatch Tool (อ้างอิงข้อมูลตัวเลขความน่าจะเป็นจากฐานข้อมูลของ CME Group) โดยกระแสพลิกกลับทิศทางอย่างรุนแรง ก่อนหน้านี้ตลาดเคยให้น้ำหนักสูงถึง 66% ทว่าหลังถ้อยแถลงของ Warsh ตลาดเพิ่มน้ำหนักโอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15–16 กันยายน โดย CME FedWatch สะท้อนความน่าจะเป็นราว 58% เพิ่มขึ้นจากประมาณ 36% ก่อนการกล่าวสุนทรพจน์

ผลจากการที่ทิศทางดอกเบี้ยเปลี่ยนไป ทำให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าและสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วกระดาน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น คริปโทเคอร์เรนซี หรือแม้แต่ทองคำ โดยราคาทองโลกทิ้งตัวจากบริเวณใกล้ 4,700 ดอลลาร์ ลงมาพักที่โซน 4,450 ดอลลาร์ ในขณะที่ราคาทองคำในประเทศก็ปรับระดับจาก 72,000 บาท ลงมาเคลื่อนไหวในกรอบ 69,000 – 70,000 บาท

สัญญาณพักฐานใหญ่ที่ต้องจับตา

หากวิเคราะห์ผ่านมุมมองทางสถิติและกราฟเทคนิค การย่อตัวลงมารอบนี้ ถือเป็นการพักฐานตามสัดส่วน Fibonacci ที่ 38.2% โดยตัวเลขแนวรับ 4,400 – 4,410 ดอลลาร์ ถือเป็นจุดนัยสำคัญเมื่อวัดจากคลื่นขาขึ้นรอบใหญ่ (ตั้งแต่ 4,000 ดอลลาร์ ไปจนถึง 4,694 ดอลลาร์) ซึ่งโดยปกติแล้ว แนวรับในสัดส่วนนี้มักจะดึงดูดความสนใจจากแรงซื้อได้ดี

ถึงแม้ว่ากราฟในระดับรายสัปดาห์จะปิดแท่งเทียนเป็นสีแดง แต่โครงสร้างหลักในกราฟรายเดือนที่จะปิดแท่งในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ยังคงรักษารูปแบบไว้ได้ดี ตราบใดที่ราคาไม่ได้ปิดต่ำกว่าระดับ 4,400 ดอลลาร์ แนวโน้มขาขึ้นในภาพรวมใหญ่ก็ยังไม่ได้ถูกทำลายลงไป

นอกจากนี้ แรงขายทองคำที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งยังเป็นผลกระทบลูกโซ่จากภาวะเทขายในตลาดหุ้น ทำให้นักลงทุนต้องระบายสินทรัพย์สภาพคล่องสูงอย่างทองคำออกมา เพื่อนำเงินไปเติมรักษาสถานะบัญชี (Margin) ในฝั่งพอร์ตหุ้นเอาไว้ (อ้างอิงพฤติกรรมการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินระหว่างสินทรัพย์จากรายงานวิเคราะห์ของ Reuters)

กางแผนรับมือสำหรับนักลงทุนแต่ละสไตล์

สำหรับแนวทางการวางกลยุทธ์หลังจากนี้ กลุ่มที่เทรดระยะสั้นสามารถประเมินโซน 4,400 – 4,450 ดอลลาร์ (หรือทองไทยราว 69,000 – 70,000 บาท) เป็นพื้นที่ตั้งรับไม้แรก เพื่อเล่นรอบการฟื้นตัวระยะสั้น แต่สิ่งสำคัญ คือ การจัดการความเสี่ยง โดยควรกำหนดจุดตัดขาดทุนไว้หากราคาหลุด 4,300 ดอลลาร์ลงไป เพื่อถอยออกมาดูสถานการณ์และรอกลับเข้าไปใหม่ที่แนวรับ 4,100 – 4,200 ดอลลาร์ พร้อมกันนี้ควรหลีกเลี่ยงการไล่ซื้อราคาแพง และจับตาดูทิศทางตลาดในวันจันทร์ รวมถึงรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) ในวันศุกร์ที่จะถึงนี้

ในทางกลับกัน สำหรับคนที่มองภาพไกล โซนราคา 68,000 – 70,000 บาท ถือเป็นบริเวณที่ค่อยๆ ทยอยสะสมได้สำหรับคนที่รอจังหวะมาสักระยะ โดยไม่ต้องกังวลกับแรงเหวี่ยงชั่วคราวมากนัก ปัจจัยที่คอยประคองราคาในระยะยาวยังคงเป็นประเด็นเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องภาระหนี้สินและปัญหาการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งแรงกดดันเหล่านี้ยังคงช่วยให้ทองคำรักษาสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยมีเป้าหมายระยะยาวอยู่ที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ หรือเทียบเป็นราคาทองไทยที่ระดับ 80,000 บาทขึ้นไป

ทำไม Goldman Sachs ถึงมองเป้า 4,900 ดอลลาร์ในปี 2026?

ล่าสุด สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Goldman Sachs ได้ออกมาย้ำจุดยืนที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางของราคาทองคำ โดยยังคงเป้าหมายระยะยาวไว้ที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ภายในสิ้นปี 2026 ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญไม่ได้มาจากแค่กระแสข่าวรายวัน แต่เป็นผลจากแรงซื้อของกลุ่มธนาคารกลางที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผสานเข้ากับโครงสร้างของตลาดทองคำที่มีความอ่อนไหวสูงมาก ซึ่งหมายความว่าแม้การจัดสรรเงินทุนของนักลงทุนจะขยับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมหาศาลต่อทิศทางราคาได้

ตลาดที่ก่อตัวขึ้นจากความขาดแคลน

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs อย่าง Lina Thomas และ Daan Struyven ได้ให้มุมมองที่เจาะลึกไปถึงแก่นของตลาดว่า แม้ขนาดของตลาดทองคำในแง่ของมูลค่าจะดูใหญ่โตมหาศาล แต่มันยังคงถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ “สินทรัพย์เฉพาะกลุ่ม” (Niche Asset) โดยเฉพาะในพอร์ตการลงทุนของชาติตะวันตก

ตัวเลขที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือก ารประเมินที่ว่า หากสัดส่วนของทองคำในพอร์ตการลงทุนของสหรัฐฯ ขยับเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 0.01% ราคาทองคำก็มีสิทธิขยับตัวขึ้นไปได้ราวๆ 1.4% เลยทีเดียว เมื่อมองย้อนกลับไปดูข้อมูลช่วงเดือนธันวาคม ปี 2025 จะพบว่ากองทุน ETF ทองคำมีสัดส่วนเพียง 0.17% ของพอร์ตการลงทุนภาคเอกชนในสหรัฐฯ ซึ่งยังคงทิ้งห่างจากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้เมื่อปี 2012 อยู่พอสมควร

เส้นทางสู่เป้าหมาย 4,900 ดอลลาร์ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบและมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์มาตลอด โดยตัวเลขนี้ถูกตั้งขึ้นครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งเป็นการขยับเป้าขึ้นจาก 4,300 ดอลลาร์ไปแตะ 5,400 ดอลลาร์ ในเดือนมกราคม 2026 ก่อนที่จะมีการปรับลดลงมาเหลือ 4,900 ดอลลาร์ในช่วงเดือนมิถุนายน 2026 สาเหตุหลักมาจากการเทขายที่เกิดจากท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งกดดันให้ราคาร่วงลงไปป้วนเปี้ยนแถวๆ 4,100 ดอลลาร์ ทั้งนี้ ตัวเลขคาดการณ์ปัจจุบันยังไม่ได้รวมประเด็นความต้องการใช้ตราสารอนุพันธ์ทองคำเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งทาง Goldman ชี้ว่าหากเกิดความต้องการในส่วนนี้เพิ่มขึ้น อาจดันราคาให้ทะลุเป้าหมายไปได้ แต่ในขณะเดียวกันก็จะนำมาซึ่งความผันผวนที่แกว่งตัวแรงทั้งขาขึ้นและขาลง

ธนาคารกลาง ผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาด

ค่าเงินกลายเป็นเกมการลงทุน

อ่านต่อได้ที่บทความต้นฉบับ…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...