โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ตลาดหุ้น ‘ไทย–สิงคโปร์’ คลายเกณฑ์ IPO ล่าบิ๊กดีล ‘เทค–AI’ เข้าตลาด

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กระแส AI ทั่วโลกกำลังสร้างโอกาสครั้งสำคัญให้กับตลาด “หุ้นในสิงคโปร์และไทย” โดยผู้บริหารของทั้งสองตลาดหลักทรัพย์ได้ทยอยเปิดตัวแผนริเริ่มใหม่ๆ เพื่อดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีให้เข้ามาจดทะเบียนระดมทุก หรือ IPO

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากตัวเลขการระดมทุนผ่าน IPO ของทั้งสองประเทศตกอยู่ในภาวะซบเซาเมื่อเทียบกับภาพรวมระดับโลก

IPO ‘ไทย-สิงคโปร์’ ครึ่งปีแรกซบเซา

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET มีบริษัทเข้าจดทะเบียนเพียง 1 ราย และระดมทุนได้เพียง 10.4 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) มีหุ้นใหม่เข้าซื้อขาย 5 ราย ระดมทุนรวมได้ 1.05 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3 หมื่นล้านบาท

ในทางกลับกัน ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา EY ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการ IPO รวมกันถึง 247 ราย คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าตลาดหุ้นไทยและสิงคโปร์ยังมีสัดส่วนอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างการเงินและอสังหาริมทรัพย์สูงเกินไป แต่ยังขาดบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่

SET จ่อหั่นเกณฑ์ Market Cap รับ ‘New Economy’

อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้สัมภาษณ์กับ สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียว่า SET กำลังเตรียมผ่อนปรนเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนเพื่อดึงดูดธุรกิจกลุ่ม "เศรษฐกิจใหม่" New Economy ตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปจนถึงหุ่นยนต์

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการปรับลดเกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ขั้นต่ำสำหรับกระดานหลัก จากปัจจุบันที่ 7.5 พันล้านบาท ลงมาเหลือ 3 พันล้าน ถึง 5 พันล้านบาท

นอกจากนี้ ตลท.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นของสาธารณะไปแล้ว โดยมีแผนยกเลิกข้อกำหนดเดิมที่บังคับให้บริษัทต่างชาติต้องแสดงผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในประเทศ เช่น การตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อเปิดทางและจูงใจบริษัทข้ามชาติให้เข้ามาจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น

อัสสเดชระบุเพิ่มเติมว่า เป้าหมายคือการดึงดูดกลุ่มNew Economy ที่มีอัตราการเติบโตสูงและเพิ่มความหลากหลายให้กับตลาด พร้อมชี้ว่าไทยกำลังได้รับอานิสงส์จากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ทั้งการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

ทางด้าน ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ก็ได้เดินหน้าปฏิรูปตลาดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยได้จับมือกับ Nasdaq จัดตั้งกระดาน "Global Listing Board" ขึ้นใหม่เพื่อรองรับบริษัทที่ต้องการจดทะเบียนควบสองตลาด

ทั้งในสิงคโปร์และสหรัฐ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่บริษัทที่มีฐานในเอเชียและมีเป้าหมายระดับโลก ด้วยเกณฑ์ Market Cap ขั้นต่ำขณะเข้าตลาดที่ 2 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 5.16 หมื่นล้านบาท

‘สิงคโปร์’ จับมือ Nasdaq เปิด Dual Listing

ไมเคิล ซิน ประธานบริหารของ SGX เผยว่า มีการปรับแก้กฎหมายในสิงคโปร์เพื่อรองรับกระบวนการ Dual IPO ให้เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และคาดว่าจะเริ่มเห็นบริษัทชุดแรกเข้ามาจดทะเบียนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

นอกจากนี้ เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา SGX ยังได้เปิดตัวใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงของสิงคโปร์ (SDRs) สำหรับหุ้นระดับโลกอย่าง SpaceX ของอีลอน มัสก์ รวมถึงยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสัญชาติสิงคโปร์ที่ไปจดทะเบียนในสหรัฐอย่าง Grab และ Sea เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนท้องถิ่นเข้าถึงหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศผ่านกระดาน SGX

ไมเคิล ซิน ย้ำว่า SGX ไม่ได้ตั้งใจจะวิ่งไล่ตามกระแส AI แบบไม่ลืมหูลืมตา แต่ต้องการสร้างตลาดที่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ และพร้อมสนับสนุนด้านเงินทุนหากธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริงต้องการขยายการลงทุนขนาดใหญ่

ศึกชิงเม็ดเงิน AI หวั่นติดหล่มเรื่อง ‘สภาพคล่อง’

การขยับตัวของไทยและสิงคโปร์ยังเกิดขึ้นท่ามกลางการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนไปยังตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง โดยรายงานเดือนก.ค.ของ EY ระบุว่า มูลค่าการระดมทุน IPO ในฮ่องกงช่วงครึ่งแรกของปี 2026 พุ่งขึ้นกว่า 60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มฮาร์ดเทค โครงสร้างพื้นฐาน AI ชิป หุ่นยนต์ และการผลิตขั้นสูง สวนทางกับกลุ่มดั้งเดิมที่ได้รับความสนใจลดลง

ชาน ยู เคียง (Chan Yew Kiang) หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบและบริการการทำ IPO ประจำภูมิภาคอาเซียนของ EY ชี้ว่า ความท้าทายหลักของตลาดหุ้นไทยและสิงคโปร์ในการดึงดูดธุรกิจเทคโนโลยีและ AI คือเรื่องการประเมินมูลค่า และสภาพคล่อง โดยนักลงทุนในตลาดยังไม่คุ้นเคยกับความเสี่ยงและผลตอบแทนของบริษัทเหล่านี้นัก ยกเว้นกลุ่มData Center

อย่างไรก็ดี หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ในทั้งสองตลาดยังคงให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น เช่น บริษัท AEM Holdings ผู้ผลิตอุปกรณ์ทดสอบชิปในสิงคโปร์ ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 500% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงช่วงกลางเดือนสิงหาคม

ขณะที่ เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือDELTA ปรับตัวขึ้นมากกว่า 50% ในช่วงเวลาเดียวกัน

สำหรับแนวโน้มในอนาคต SGX เปิดเผยว่ามีบริษัทราว 50 แห่ง ที่กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมตัวเข้าจดทะเบียน IPO ซึ่ง 1 ใน 3 เป็นกลุ่มเทคโนโลยี การผลิตขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยนายไมเคิล ซิน ยืนยันว่าเป็นดีลที่มีการจ้างที่ปรึกษาดำเนินงานจริงไม่ใช่แค่รายชื่อบนกระดาษนอกจากนี้ ในเดือนก่อนหน้า SGX เพิ่งมีดีลใหญ่อย่าง Foundation Healthcare Holdings ที่ระดมทุนไปได้ถึง 242 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

ขณะที่ทางฝั่งไทย อัสสเดช ระบุว่า มีบริษัทเตรียมตัวเข้า IPO ในระยะใกล้นี้ 10 แห่ง ได้รับอนุมัติแล้ว 5 แห่ง และอยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 5 แห่ง และคาดว่าจำนวนบริษัทเข้าใหม่ทั้งในกระดาน SET และ mai ปีนี้จะทำได้ไม่ต่ำกว่าสถิติ 18 บริษัท ของปีก่อน

พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ ตลท.ทำได้คือการปรับกฎเกณฑ์ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้บริษัทที่มีฐานธุรกิจและรายได้ในไทย เล็งเห็นว่าการระดมทุนในตลาดหุ้นไทยคือทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดในระยะยาว

อ้างอิง Nikkei Asia

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...